← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 34Free

ตอนที่ 34 — เสียงเพรียกจากพืชพรรณและเงาที่บุกรุก

กลิ่นไหม้จางๆ ของฟืนที่เปียกชื้นคละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเช้า ทว่ามันกลับถูกกลบด้วยกลิ่นประหลาดที่ Anwen ไม่เคยรู้จัก—กลิ่นของดินที่เน่าเฟะผสมกับกลิ่นโลหะที่เย็นเยียบจนบาดจมูก เธอขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็งๆ ในห้องพักส่วนตัว พลางยกมือขึ้นลูบต้นแขนที่รอยจารึกโบราณฝังลึกลงไปใต้ผิวหนัง ความรู้สึกแสบแปลบที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนจังหวะต่ำๆ ที่เต้นตุบอยู่ใต้เนื้อเยื่อ ราวกับว่าหัวใจของเธอไม่ได้เต้นตามจังหวะเลือดอีกต่อไป แต่เต้นตามจังหวะของกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ผืนดินแห่ง Castellane

Anwen ก้าวลงมายังโถงกลางของโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพกึ่งซ่อมกึ่งพังพินาศจากเหตุการณ์ระเบิดครั้งก่อน แสงแดดอ่อนๆ ของปลายฤดูใบไม้ร่วงลอดผ่านช่องหน้าต่างที่เพิ่งถูกชุนด้วยไม้กระดานใหม่ๆ เข้ามาเป็นลำแสง ฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่ในอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องชะงักคือสภาพของพืชพรรณในกระถางดินเผาที่วางเรียงรายอยู่ริมหน้าต่าง ใบของมันที่ควรจะเป็นสีเหลืองทองตามฤดูกาลกลับกลายเป็นสีดำคล้ำและบิดเบี้ยว ราวกับถูกความร้อนบางอย่างแผดเผาจากภายใน หรือไม่ก็ถูกพิษร้ายกัดกินจนเหี่ยวเฉาในชั่วข้ามคืน

“Mistress... ดูนี่สิ” เสียงสั่นๆ ของ Fin ดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กหนุ่มคนครัวกำลังยืนจ้องมองตะกร้าผักที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ ผักกาดที่ควรจะสดกรอบกลับมีคราบเมือกสีเทาจางๆ เคลือบอยู่ และเมื่อเขาสัมผัสมัน ผักเหล่านั้นก็ยุ่ยเละคามือเหมือนดินโคลน

Anwen เดินเข้าไปใกล้ ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง “มันไม่ใช่แค่พืชในกระถางสินะ Fin” เธอพึมพำ สายตาเหลือบไปเห็นนกตัวหนึ่งที่ร่วงลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่หน้าโรงเตี๊ยม มันนอนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้า ขาของมันบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับถูกแรงอัดมหาศาลกระแทก

“มันเริ่มขึ้นแล้ว” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากเงามืดข้างประตูทางเข้า ชายปริศนาที่เคยปรากฏตัวขึ้นในยามวิกฤตเดินก้าวออกมาจากความสลัว เขายังคงมีท่าทางระแวดระวังและสายตาที่คมปราบราวกับเหยี่ยว “จังหวะของเครื่องจักรใต้ดินไม่ได้แค่เตือนภัย แต่มันกำลังเปลี่ยนสภาวะของสิ่งมีชีวิตรอบๆ นี้ รอยจารึกในตัวคุณคือเสาอากาศ และตอนนี้มันกำลังรับสัญญาณที่รุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะรับไหว”

Anwen ขมวดคิ้ว ความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้พักผ่อนเต็มอิ่มทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด “ฉันไม่ใช่เครื่องมือของใคร และฉันไม่ใช่เสาอากาศของเครื่องจักรพังๆ นั่น” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความแข็งกร้าว แม้ในใจจะรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดมีมูลความจริงเพียงใด

ยังไม่ทันที่การโต้เถียงจะจบลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าหลายตัวก็ดังขึ้นจากถนนหลวงด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะ เสียงนั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มันมาพร้อมกับความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามาในโถงโรงเตี๊ยม Anwen สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รอยจารึก—มันไม่ใช่จังหวะเตือนภัย แต่มันคือจังหวะของการบุกรุก

ประตูโรงเตี๊ยมถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ทหารราชสำนักในชุดเกราะสีเงินขลิบทองก้าวเข้ามา นำโดยชายในชุดคลุมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่มีตราประทับของขุนนางท้องถิ่น ใบหน้าของเขาเรียบเฉยทว่าดวงตากลับฉายแววละโมบอย่างปิดไม่มิด

“Mistress Anwen” ขุนนางผู้นั้นเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะดูเป็นมิตร แต่กลับแฝงไปด้วยการข่มขู่ “ทางราชสำนักได้รับรายงานเรื่องความไม่สงบและรอยแยกที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ เราจึงจำเป็นต้องเข้ามา ‘ควบคุม’ สถานการณ์และตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียด... รวมถึงตรวจสอบ ‘ความผิดปกติ’ ที่อาจซ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วย”

ทหารสองคนก้าวเข้ามาขนาบข้างประตู ปิดกั้นทางออกทันที สายตาของพวกเขาไม่ได้มองไปที่ความพินาศของโรงเตี๊ยม แต่มองตรงมาที่ Anwen ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงรอยจารึกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าของเธอ

“ที่นี่คือโรงเตี๊ยมสำหรับผู้แสวงบุญ ไม่ใช่สถานที่ตรวจสอบของขุนนาง” Anwen ตอบกลับพลางกอดอก พยายามรักษาความนิ่งสงบไว้แม้ในอกจะเต้นระรัว “ถ้าท่านต้องการตรวจสอบความเสียหาย ท่านควรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เขตเมืองหลวง ไม่ใช่มาบุกรุกที่พักของนักเดินทางที่กำลังอ่อนล้า”

ขุนนางผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งเหมือนใบไม้ตาย “ความปลอดภัยของอาณาจักรสำคัญกว่าสิทธิของคนหลงทาง Anwen... และดูเหมือนว่าความปลอดภัยนั้นจะถูกสั่นคลอนด้วย ‘พลังงาน’ บางอย่างที่ผิดกฎหมาย เราไม่ได้มาเพื่อเก็บภาษี แต่เรามาเพื่อกู้คืนสิ่งที่ควรจะเป็นของรัฐ”

ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา พื้นไม้ใต้เท้าของทหารเหล่านั้นเริ่มสั่นไหวจนเกิดเสียงครืดคราด แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มลอดผ่านรอยแตกของพื้นดินขึ้นมา และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ เสียงกรีดร้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มันคือเสียงขูดขีดของบางสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายแมลงขนาดใหญ่ที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากรอยแยกใต้โรงเตี๊ยม

“พวกมันมาแล้ว!” ชายปริศนาตะโกนพร้อมกับชักดาบสั้นออกมาจากข้างเอว

ความโกลาหลบังเกิดขึ้นทันที ทหารราชสำนักที่เคยดูน่าเกรงขามกลับสูญเสียความมั่นใจเมื่อพื้นดินเริ่มแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ขุนนางหนุ่มหน้าถอดสีขณะที่พยายามจะทรงตัวบนพื้นที่ไม่มั่นคง Anwen รู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่ลามเลียจากรอยจารึกไปทั่วทั้งแผ่นหลัง มันกำลังตอบสนองต่อ ‘บางสิ่ง’ ที่กำลังจะโผล่พ้นดินขึ้นมา—บางสิ่งที่ไม่ได้ต้องการทั้งภาษีหรืออำนาจ แต่ต้องการเพียงความพินาศ

สายตาของ Anwen ประสานเข้ากับชายปริศนา ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เขาส่งสัญญาณบางอย่างที่บอกเธอว่า การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของขุนนางกับชาวบ้านอีกต่อไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างโลกเบื้องบนและสิ่งที่ถูกลืมเลือนอยู่เบื้องล่าง

--- Anwen ต้องเผชิญกับการบุกรุกของขุนนางที่อ้างสิทธิ์ตรวจสอบความเสียหาย ท่ามกลางสัญญาณเตือนจากรอยจารึกและแรงสั่นสะเทือนที่บ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตจากใต้ดินกำลังจะทะยานขึ้นมาสู่โลกเบื้องบน