ตอนที่ 14 — เสียงกัมปนาทใต้ฐานราก
กลิ่นไหม้ของไม้โอ๊กที่ถูกฉีกขาดคละคลุ้งไปกับกลิ่นคาวเลือดและฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศที่สั่นสะเทือน Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของโถงกลางโรงเตี๊ยมที่เธอรัก เสียงหวีดหวิวของลมพายุภายนอกพยายามจะแทรกซึมผ่านรอยแตกของผนังที่พังทลาย แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าคือเสียง 'ครืน... ครืน...' ที่ดังมาจากใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่เสียงถล่มของดิน แต่มันคือเสียงของการขยับเขยื้อนของบางสิ่งที่หนักอึ้งและมีชีวิต—หรืออย่างน้อยก็มีกลไกที่ทรงพลังเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้
“ท่าน Anwen! ระวัง!” เสียงตะโกนของ Rhys ดังขึ้นพร้อมกับร่างของคนดูแลม้าที่โผเข้ามาคว้าไหล่เธอไว้ทันควัน ก่อนที่คานไม้ขนาดใหญ่ที่ห้อยรุ่งริ่งจะร่วงลงมาทับที่เธอเคยยืนอยู่เมื่อครู่ เศษไม้และฝุ่นหนาทึบทำให้ Anwen ต้องไอออกมาอย่างรุนแรง ปอดของเธอแสบร้อนราวกับถูกกรอกด้วยทรายร้อนๆ เธอพยายามปรับสายตาในความสลัว มองดูความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นรอบกาย
ทหารราชสำนักที่เพิ่งบุกเข้ามาเมื่อครู่ บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพของผู้พิชิตที่น่าเกรงขาม พวกเขาต่างพากันล้มลุกคลุกคลาน บางคนติดอยู่ใต้ซากโต๊ะไม้ที่หักครึ่ง บางคนกำลังกุมแผลที่เกิดจากสะเก็ดหินและเศษไม้ที่กระเด็นมาจากแรงระเบิดแสงสีครามเมื่อครู่ ความโกลาหลที่เคยเป็นเรื่องของการเมืองและการแย่งชิง บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดพื้นฐานที่สุด ทหารบางนายพยายามจะชักดาบขึ้นมา แต่ก็พบว่ามือของพวกเขาสั่นเทาจนไม่อาจจับด้ามเหล็กได้มั่นคง
“ทุกคน! ไปที่ห้องครัว! ไปที่ทางออกหลังโรงเตี๊ยม!” Anwen ตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงที่แม้จะสั่นพร่าแต่ก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่สั่งสมมาจากการเป็นเจ้าบ้าน เธอไม่ได้มองทหารเหล่านั้นในฐานะตัวแทนราชสำนักอีกต่อไป แต่มองในฐานะ ‘แขกที่ทำบ้านของเธอพัง’ และ ‘ผู้รอดชีวิต’ ที่ต้องถูกจัดการให้พ้นจากอันตราย
“แต่ท่าน... พื้นมัน... มันกำลังจะถล่มลงไป!” Fin เด็กหนุ่มคนครัววิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากทางหลังครัว ใบหน้าของเขาเปื้อนเขม่าดำและน้ำตา “มันไม่ใช่แค่เครื่องจักรแล้วครับท่าน มันเหมือนกับว่า... มีบางอย่างกำลังขุดขึ้นมา!”
คำพูดของ Fin ทำให้ Anwen เย็นวาบไปถึงสันหลัง เธอหันกลับไปมองรอยแยกขนาดมหึมาที่ใจกลางโรงเตี๊ยม แสงสีฟ้าจางๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ตามขอบรอยแตก มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่มันคือแสงที่ดูดกลืนความหวัง รอยแยกนั้นลึกจนมองไม่เห็นก้น และจากก้นบึ้งนั้น เสียงคำรามที่เธอได้ยินไม่ใช่เสียงเครื่องจักร แต่มันคือเสียงทุ้มต่ำที่สั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณ—เสียงที่คล้ายกับการหายใจของยักษ์ที่ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางประตูหลักที่พังยับเยิน พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วย แต่มาเพื่อ ‘ควบคุม’
“ค้นหาให้ทั่ว! อย่าให้พวกมันหนีไปได้!” เสียงของนายทหารยศสูงคนหนึ่งสั่งการ ท่ามกลางแสงสลัวจากคบไฟที่ถูกจุดขึ้นใหม่ Anwen เห็นเงาร่างของทหารชุดเกราะเต็มยศเดินตรงเข้ามา พวกเขาไม่ได้สนใจความพินาศของโรงเตี๊ยม หรือแม้แต่ความเจ็บปวดของเพื่อนทหารที่นอนอยู่ตามพื้น สายตาของพวกเขามุ่งตรงไปยังรอยแยกใต้ดินอย่างหิวกระหาย
“หยุดเดี๋ยวนี้!” Anwen ก้าวออกไปขวางทางเดิน แม้ขาของเธอจะสั่นและหัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองศึก “ที่นี่คือโรงเตี๊ยมของฉัน และตอนนี้มันคือเขตอันตราย ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาโดยไม่มีเหตุอันควร ฉันจะถือว่าพวกคุณเป็นผู้บุกรุก!”
นายทหารคนนั้นหยุดกึก เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มซ้าย ดวงตาของเขาแข็งกร้าวและไร้ความปรานี เขาจ้องมอง Anwen ราวกับมองมดปลวกที่บังอาจขวางทางเดินของราชสีห์ “เจ้าหญิงเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ใจดี... เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้ากำลังเล่นอยู่กับอะไร? สิ่งที่อยู่ใต้เท้าเจ้าน่ะ มันไม่ใช่สมบัติของขุนนาง แต่มันคือรากฐานของอำนาจที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ”
“ฉันไม่สนใจอำนาจของใครทั้งนั้น” Anwen ตอบกลับอย่างไม่ลดละ แม้ในใจจะรู้ดีว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับอำนาจที่เหนือกว่าเธอหลายเท่า “ฉันสนใจแค่ว่าแขกของฉัน—ไม่ว่าจะเป็นใคร—ต้องปลอดภัย และบ้านของฉันต้องไม่ถูกทำลายไปมากกว่านี้”
ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่าง Anwen และทหารกำลังจะปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงอีกครั้ง พื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กว่าเดิม คราวนี้มันรุนแรงจนทำให้ทหารที่ยืนอยู่ใกล้รอยแยกเสียหลักล้มลง เสียง 'โครม!' ดังสนั่นเมื่อหินก้อนมหึมาหลุดร่วงลงไปในความมืด และตามมาด้วยเสียงคำรามที่ดังขึ้นจนแสบแก้วหู
มันไม่ใช่เสียงสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงของโลหะที่เสียดสีกับหินด้วยความเร็วสูง ผสมกับเสียงลมที่ถูกอัดผ่านช่องแคบๆ แสงสีฟ้าที่เคยจางหายไป บัดนี้กลับพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยก ราวกับน้ำพุแห่งพลังงานที่ควบคุมไม่ได้ แสงนั้นสว่างจ้าจนทุกคนต้องยกมือขึ้นบังตา
“ถอยไป! ทุกคนถอยไป!” Anwen ตะโกนสุดเสียง เธอคว้าแขน Fin และดันเขาให้วิ่งไปทางประตูหลัง ในขณะที่ Rhys พยายามจะลาก Granny Nessa ที่กำลังขวัญเสียออกมาจากมุมมืด
ท่ามกลางแสงสีฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ Anwen เห็นภาพหลอนชั่วขณะ—ภาพของเมืองทั้งเมืองที่กำลังสั่นคลอน ราวกับว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ บนหลังของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังขยับตัว เธอรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่พยายามจะฉุดกระชากเธอลงไปในความมืดมิดนั้น
เมื่อแสงจ้าค่อยๆ จางลง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับยิ่งน่าสยดสยองกว่าเดิม รอยแยกไม่ได้เพียงแค่กว้างขึ้น แต่มันเริ่มมี ‘บางอย่าง’ พุ่งทะลุขึ้นมาจากข้างใต้ มันไม่ใช่เศษหิน หรือเครื่องจักรที่พังทลาย แต่มันคือแท่งโลหะทรงเหลี่ยมที่มีลวดลายสลักเสลาอย่างประณีตและดูโบราณ แต่มันกำลังสั่นด้วยความถี่ที่ทำให้คนมองรู้สึกคลื่นไส้
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ทหารที่เคยยืนล้อมรอบรอยแยก บัดนี้หายไปแล้ว... ไม่ใช่หายไปเพราะหนี แต่หายไปเพราะถูกบางอย่าง ‘กลืน’ ลงไปในรอยแยกนั้น ทิ้งไว้เพียงหมวกเหล็กที่บิดเบี้ยวและรอยเลือดที่ยังอุ่นอยู่บนพื้นไม้
Anwen ยืนหอบหายใจท่ามกลางซากปรักหักพัง เธอหันไปมองรอบๆ เห็นเพียงความเงียบที่น่าขนลุกและเสียงลมพายุที่ยังคงโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก ความเงียบนี้ไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่กว่าเดิมจะเข้าจู่โจม
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว โรงเตี๊ยมที่เคยเป็นที่พักพิงของผู้แสวงบุญ บัดนี้ได้กลายเป็นประตูสู่ความลับที่โลกไม่ควรจะค้นพบ และเธอ... เจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ธรรมดาคนนี้ จะต้องเป็นคนตัดสินใจว่า จะปิดประตูนี้ลง หรือจะปล่อยให้มันเปิดออกจนกลืนกินทุกอย่างที่เธอรู้จัก
--- หลังจากการระเบิดของเครื่องจักรโบราณ Anwen ต้องเผชิญหน้ากับทหารราชสำนักที่พยายามควบคุมสถานการณ์ ในขณะที่แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การปรากฏตัวของบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวจากรอยแยก