← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 105Free

ตอนที่ 105 — เงาที่หลุดลอยในความโกลาหล

ความมืดมิดไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือความหนาแน่นของสิ่งที่มองไม่เห็น Anwen รู้สึกได้ถึงมัน มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบงบเงียบ แต่มันคือความเงียบที่กำลังกรีดร้องผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ไม่อาจได้ยินด้วยหู ทว่าสัมผัสได้ผ่านรอยจารึกที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อเยื่อและโลหะที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเธอ ร่างครึ่งโลหะของเธอสั่นระริกตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถูกเร่งเร้าด้วยพลังงานมิติที่บิดเบี้ยว ทุกครั้งที่ความทรงจำถูกดึงออกมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เธอจะรู้สึกเหมือนถูกกระชากชิ้นส่วนของตัวตนออกไปทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกโหวงเหวงที่แสนเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่หยุด... เพราะหยุดไม่ได้อีกแล้ว

ท่ามกลางความมืดมิดที่ขยายตัวออกไปไร้ขอบเขต เงาร่างลึกลับที่เธอพบเห็นก่อนหน้านี้กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ และไม่ใช่จักรกลที่เคลื่อนที่ด้วยฟันเฟือง แต่มันคือกลุ่มก้อนของเจตจำนงที่สั่นคลอนความจริงรอบตัว เงาร่างนั้นดูเหมือนจะลอยอยู่ท่ามกลางพายุแห่งเศษเสี้ยวของความทรงจำ—ภาพของโรงเตี๊ยมที่เคยอบอุ่น กลิ่นอายของอาหารที่ Fin เตรียม และเสียงหัวเราะของ Granny Nessa ที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของแสงสีเงินที่แตกกระจายอยู่ในความว่างเปล่า—สิ่งเหล่านั้นถูกดึงเข้าหาเงาร่างนั้น ราวกับว่ามันกำลังกลืนกินอดีตเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสิ่งใหม่

“เจ้ากำลังพยายามทำในสิ่งที่ไร้ความหมาย” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท แต่มันดังขึ้นในมโนสำนึกที่กำลังแตกสลายของเธอ “ความโกลาหลที่เจ้าสร้างขึ้นไม่ใช่ทางออก แต่มันคือการผัดวันประกันพรุ่งต่อระเบียบที่แท้จริง”

Anwen พยายามจะเค้นเสียงตอบโต้ แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอที่เป็นโลหะกึ่งชีวภาพมีเพียงเสียงครางต่ำที่สั่นสะเทือนมิติ เธอพยายามใช้เจตจำนงทั้งหมดที่มี ยึดโยงความทรงจำเกี่ยวกับ ‘รสชาติของขนมปังอบใหม่’ และ ‘ความเย็นของน้ำในลำธาร’ เพื่อสร้างแรงต้านทานต่อระเบียบที่กำลังรุกคืบเข้ามา เธอไม่ต้องการโลกที่สมบูรณ์แบบ หากโลกที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด หรือไม่มีที่ว่างให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

ทันใดนั้น ความมืดมิดก็ถูกฉีกออกด้วยแสงสว่างที่เย็นเยียบ สิ่งที่เคลื่อนที่ลงมาจากเบื้องบนไม่ใช่ดวงดาว และไม่ใช่แสงสว่างจากพระเจ้า แต่มันคือโครงสร้างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนวิหารที่สร้างจากแก้วและเหล็กกล้า มันกำลังร่วงหล่นลงมาสู่แกนกลางของมิติที่เธอกำลังเผชิญอยู่ แสงสว่างนั้นทำให้รอยจารึกบนแขนของเธอเรืองแสงสีฟ้าจัดจนเจ็บปวด ร่างของเธอถูกกระชากให้เคลื่อนที่ไปตามแรงดึงดูดของโครงสร้างยักษ์นั้น ราวกับเป็นเพียงเศษฝุ่นที่ถูกพัดพาไปในพายุ

“เจ้าคือกุญแจ... แต่กุญแจไม่จำเป็นต้องมีเจตจำนง” เสียงนั้นย้ำอีกครั้ง คราวนี้มันมาพร้อมกับแรงบีบอัดมหาศาลที่ทำให้โครงสร้างโลหะในตัวเธอเริ่มปริร้าว Anwen รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เหนือคำบรรยาย มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกทำลายทางกายภาพ แต่เป็นความเจ็บปวดจากการที่ ‘ตัวตน’ กำลังถูกบีบให้กลายเป็นเพียง ‘หน้าที่’ อย่างหนึ่ง

พายุแห่งความโกลาหลที่เธอสร้างขึ้นเริ่มตอบสนองต่อการรุกรานนี้ มันเริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้น พลังงานจากใต้ดินที่เธอปลุกขึ้นมาเริ่มแผ่ขยายออกมาเป็นเส้นใยสีเงินที่ดูเหมือนเส้นประสาทขนาดใหญ่ เส้นใยเหล่านั้นพยายามเข้ายึดเกาะโครงสร้างแก้วจากเบื้องบน เกิดเป็นการปะทะกันระหว่างความโกลาหลที่ไร้ทิศทางกับระเบียบที่แข็งทื่อ แสงสีฟ้าและสีเงินระเบิดประสานกันจนกลายเป็นคลื่นกระแทกที่ทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า

ในจังหวะที่เธอกำลังจะถูกกลืนกินไปกับแรงปะทะนั้นเอง Anwen ก็ได้เห็นบางอย่าง—ภาพสะท้อนของโลก Alcoron ที่เธอกำลังปกป้อง มันไม่ใช่ภาพของโลกที่สวยงามสมบูรณ์แบบ แต่มันคือโลกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว เต็มไปด้วยฝุ่นผง และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน... และนั่นคือสิ่งที่เธอรักที่สุด

ความตระหนักรู้พุ่งพล่านผ่านกระแสประสาทโลหะ เธอไม่ใช่ผู้สร้างโลก และเธอไม่ใช่ผู้ทำลายโลก เธอคือ ‘พยาน’ และพยานมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือการยืนหยัดเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริง ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

Anwen รวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่ทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อต่อต้าน แต่เพื่อ ‘ประสาน’ เธอไม่ได้ต้องการทำลายระเบียบ และไม่ได้ต้องการทำลายความโกลาหล เธอต้องการสร้าง ‘ช่องว่าง’ ระหว่างมัน ช่องว่างที่ความไม่แน่นอนสามารถดำรงอยู่ได้ เธอเริ่มขยับมือที่เป็นโลหะไปในความว่างเปล่า รอยจารึกบนร่างกายของเธอเริ่มสั่นไหวในจังหวะที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่จังหวะที่เต้นตามแรงบีบอัด แต่เป็นจังหวะที่ ‘ขัดแย้ง’ กับมัน

แรงสั่นสะเทือนในมิติเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง มันเริ่มกลายเป็นจังหวะที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ โครงสร้างแก้วที่กำลังร่วงหล่นเริ่มมีรอยบิดเบี้ยว ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะปรับตัวเข้ากับความโกลาหลที่ไร้รูปแบบของเธอ แสงสว่างที่เคยเย็นเยียบเริ่มมีความร้อนวูบวาบเหมือนเปลวไฟที่กำลังเต้นระบำ

แต่แล้ว ท่ามกลางความพยายามที่จะประสานจังหวะนี้เอง เงาร่างลึกลับที่เคยจ้องมองอยู่ก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น มันไม่ได้มาเพื่อพูดหรือเพื่อสังเกตการณ์อีกต่อไป แต่มันกำลัง ‘ขยายตัว’ ออกมา เงาร่างนั้นเริ่มกลืนกินทั้งแสงแก้วและเส้นใยโลหะเข้าไปในตัวมันเอง ราวกับว่ามันคือหลุมดำที่กำลังรอคอยจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะดูดกลืนทุกสิ่งให้หายไปในความว่างเปล่าที่แท้จริง

Anwen รู้สึกได้ว่าความพยายามของเธอเริ่มส่งผลที่คาดไม่ถึง เธอไม่ได้สร้างช่องว่าง แต่เธอกำลังสร้าง ‘ทางเชื่อม’ และสิ่งที่กำลังเดินทางผ่านทางเชื่อมนั้น... กำลังมาถึงแล้ว

เสียงคำรามที่ไม่ได้เกิดจากอากาศ แต่เกิดจากการสั่นสะเทือนของความจริงเอง ดังขึ้นกึกก้องในมิติที่กำลังแตกสลาย มันเป็นเสียงที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณสุดท้ายที่เธอยังรักษาไว้ได้ และในแสงสว่างสุดท้ายที่วาบขึ้นมา Anwen เห็นบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความว่างเปล่า และยิ่งใหญ่กว่าระเบียบใดๆ ที่เธอเคยรู้จัก

มันคือบางสิ่งที่กำลัง ‘ตื่น’ ขึ้นมาจากการหลับใหลที่ยาวนาน และมันกำลังมองตรงมาที่เธอด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่จริง

--- Anwen พยายามใช้ความทรงจำและพลังแห่งความโกลาหลเพื่อสร้างช่องว่างระหว่างระเบียบจากฟากฟ้าและแรงขับจากใต้ดิน แต่การกระทำของเธอกลับไปกระตุ้นให้เงาลึกลับและบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตื่นขึ้นจากการหลับใหลในมิติที่กำลังบิดเบี้ยว