← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 90Free

ตอนที่ 90 — เงาสะท้อนที่ไร้รูปร่าง

ความเงียบในจิตใจของอัลดริกไม่ใช่ความสงบเหมือนผืนน้ำในยามไร้ลม แต่มันคือความเงียบของหลุมลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง—ความว่างเปล่าที่เขาจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังหายนะ ทว่าในความมืดมิดนั้น เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลัง 'ขยับ' มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหรือจังหวะหัวใจ แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีเศษแก้วที่มองไม่เห็นกำลังครูดไปตามผนังของวิญญาณ รอยร้าวที่เขาคิดว่าอุดไว้สนิทด้วยความว่างเปล่า บัดนี้กำลังสั่นระริกด้วยจังหวะที่เขาไม่ได้เป็นผู้กำหนด

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าแก่ภายในห้องทำงานที่ดูเหมือนจะจางหายไปจากความจริงทีละน้อย แสงเทียนที่วูบไหวไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับทอดเงาที่ผิดเพี้ยนลงบนผนัง เงาของเขาไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยับกาย แต่มันดูเหมือนจะพยายามยืดขยายออกไปหาช่องว่างในอากาศ อัลดริกจ้องมองมือของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะ มันดูเป็นมือของมนุษย์—มีรอยด้านจากการทำงาน มีเส้นเลือดที่ปูดโปนตามวัย—แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นเพียง 'ภาพจำลอง' ที่ถูกฉาบไว้บนความว่างเปล่าเท่านั้น

‘มันกำลังสร้างตัวเองขึ้นมา...’ ความคิดหนึ่งแล่นผ่านจิตใจที่เคยสงบนิ่งของเขา มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นความเข้าใจที่เย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง

ทันใดนั้น รอยร้าวในมโนสำนึกก็ปริออก ความรู้สึกหนึ่งที่เขาพยายามกดทับไว้—ความเศร้าโศกที่เจือจางจากการสูญเสียความเป็นมนุษย์—เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่าง มันไม่ใช่ความเศร้าธรรมดา แต่มันคือ 'ความหิวโหย' ที่แปลกประหลาด สิ่งลี้ลับที่แทรกซึมผ่านรอยร้าวไม่ได้ต้องการทำลายเขาในทันที แต่มันกำลัง 'เรียนรู้' ผ่านความเจ็บปวดที่เขามี มันกำลังใช้ความไม่สมบูรณ์ของอารมณ์ที่เขายังหลงเหลืออยู่เป็นพิมพ์เขียว เพื่อสร้างตัวตนใหม่ที่จะก้าวข้ามจากความว่างเปล่ามาสู่โลกเบื้องบน

เขารู้สึกได้ถึง 'ดวงตา' นับพันคู่ที่จ้องมองมาจากรอยแยกเหล่านั้น ไม่ใช่ดวงตาที่มีตาดำหรือตาขาว แต่เป็นดวงตาที่ประกอบขึ้นจากความบิดเบี้ยวของมิติ พวกมันไม่ได้มองเขาในฐานะบุคคล แต่มองเขาในฐานะ 'ประตู' ที่กำลังถูกเปิดออกทีละน้อย

เสียงเคาะประตูขัดจังหวะความสับสนอันเงียบงันนั้น อัลดริกสะดุ้ง—หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะสะดุ้ง—เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ดูฝืนธรรมชาติไปชั่วขณะหนึ่ง

"ลอร์ดอัลดริก ท่านอยู่ข้างในหรือไม่?" เสียงของเซอร์กัลเลนดังขึ้นผ่านบานประตูหนา เสียงนั้นยังคงเต็มไปด้วยอำนาจและความถือดีเหมือนวันแรกที่เขามาถึง แต่มันกลับฟังดู 'ห่างไกล' สำหรับอัลดริก ราวกับเสียงนั้นเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นด้วยความผิดปกติ

อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเที่ยงตรงที่เหลืออยู่ เขาบังคับให้เสียงของตนเองออกมาในโทนที่มั่นคงที่สุดเท่าที่ภาชนะที่แตกสลายอย่างเขาจะทำได้ "เข้ามาสิ เซอร์กัลเลน"

ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดเกราะประดับตราราชสำนักที่ดูขัดกับบรรยากาศสลัวมัวในห้อง เซอร์กัลเลนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีที่ระแวดระวัง สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ใบหน้าของอัลดริก แต่มันกวาดมองไปรอบๆ ห้อง ราวกับกำลังมองหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ตามมุมมืด

"สถานการณ์ในเมืองเริ่มไม่น่าไว้วางใจ" เซอร์กัลเลนเริ่มบทสนทนาโดยไม่อ้อมค้อม "ชาวบ้านเริ่มพูดถึงแสงประหลาดที่ลอดออกมาจากรอยแยก และพวกทหารของข้า... พวกเขาบอกว่าความรู้สึกของพวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อเข้าใกล้เขตโรงสี มันเหมือนกับว่าอากาศรอบๆ ตัวท่านมัน... 'หนัก' เกินกว่าที่มนุษย์จะทนได้"

อัลดริกนิ่งเงียบ เขาไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้ยอมรับ ความเงียบของเขาดูเหมือนจะยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้น "ความผิดปกติเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมิติถูกรบกวน" เขาตอบสั้นๆ

"มันไม่ใช่แค่ความผิดปกติธรรมดา อัลดริก" เซอร์กัลเลนขยับเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน แววตาของเขาฉายความโลภที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความกังวล "ราชสำนักเริ่มส่งสัญญาณมาแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่คำอธิบายเรื่องรอยแยก แต่พวกเขาต้องการ... 'การเข้าควบคุม' พวกเขาเชื่อว่าพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้ตาชั่งหลวงนี้ คือกุญแจสู่ความมั่นคงของอาณาจักร และหากท่านไม่สามารถควบคุมมันได้... พวกเขาก็จะส่งคนอื่นมาจัดการ"

คำขู่นั้นไม่ได้ทำให้ใจของอัลดริกสั่นคลอน แต่มันทำให้เขารู้สึกถึงความโง่เขลาของมนุษย์ เซอร์กัลเลนและราชสำนักกำลังพยายามจะคว้าจับ 'พายุ' ด้วยมือเปล่า โดยไม่รู้เลยว่าพายุนั้นกำลังใช้ 'ตัวเขา' เป็นสะพานในการข้ามมายังโลกของพวกมัน

ในขณะที่เซอร์กัลเลนกำลังพูด อัลดริกกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่มันมาจาก 'ภายใน' รอยร้าวในจิตใจของเขาเริ่มขยายตัวออกอีกครั้ง สิ่งลี้ลับที่กำลังสร้างตัวตนใหม่เริ่มส่ง 'ภาพสะท้อน' ออกมา

เขามองเห็นเงาของตัวเองในกระจกที่ตั้งอยู่มุมห้อง แต่มันไม่ใช่เงาของชายวัยกลางคนผู้เหนื่อยล้า มันเป็นเงาของบางสิ่งที่สูงใหญ่ ผิดรูป และเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ เงาในกระจกนั้นไม่ได้ขยับตามเขา แต่มันกำลัง 'ยิ้ม'—เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีปาก เป็นเพียงการบิดเบี้ยวของแสงและเงาที่สื่อถึงความพึงพอใจ

‘พวกมันกำลังจะผ่านไป...’ เสียงกระซิบที่ไม่มีที่มาดังขึ้นในโสตประสาทของเขา

"ท่านฟังข้าอยู่หรือไม่!" เสียงตวาดของเซอร์กัลเลนดึงเขากลับมา อัลดริกพบว่าตนเองกำลังจ้องมองความว่างเปล่าตรงหน้าเซอร์กัลเลนอยู่นานเกินไป

"ข้าฟังอยู่" อัลดริกตอบ เสียงของเขาแห้งผาก "ท่านต้องการให้ข้าทำอย่างไร?"

"จงเตรียมตัว" เซอร์กัลเลนกล่าวพลางลดเสียงลง "ในอีกไม่กี่วัน จะมีคณะผู้พิทักษ์ดั้งเดิมเดินทางมาถึง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วย... แต่มาเพื่อ 'ตัดสิน' หากพวกเขาเห็นว่าสิ่งที่ท่านกำลังกักเก็บไว้คือภัยคุกคามที่เกินจะควบคุม พวกเขาจะไม่ลังเลที่จะกำจัดทั้งกรงขังและสิ่งที่อยู่ข้างใน"

เมื่อเซอร์กัลเลนเดินออกจากห้องไป อัลดริกกลับมาอยู่กับความเงียบอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบแบบเดิมอีกต่อไป ตอนนี้มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในความมืด

เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่เมืองโอ๊คเมียร์ที่กำลังหลับใหลภายใต้แสงจันทร์ที่ดูซีดเซียว เมืองที่เขาเคยพยายามปกป้องด้วยความเที่ยงตรงของตาชั่งข้าวหลวง บัดนี้เมืองนี้กำลังกลายเป็นเพียง 'ฉากหลัง' ของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น

เขามองลงไปที่มือของตนเองอีกครั้ง และคราวนี้เขาเห็นมันชัดเจนขึ้น... รอยร้าวเล็กๆ ที่ดูเหมือนเส้นเลือดสีดำกำลังลามขึ้นมาจากปลายนิ้วของเขา มันไม่ใช่บาดแผลทางกาย แต่เป็นรอยร้าวของความจริงที่กำลังพังทลายลง

สิ่งลี้ลับไม่ได้เพียงแค่ใช้เขาเป็นสะพาน แต่มันกำลังใช้เขาเป็น 'แม่พิมพ์' เพื่อถักทอตัวตนใหม่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่ามนุษย์ และเมื่อตัวตนนั้นสำเร็จ... โลกที่เขาพยายามรักษาไว้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

อัลดริกหลับตาลง พยายามใช้ความว่างเปล่าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเพื่อกดทับรอยร้าวเหล่านั้นไว้ แต่ยิ่งเขาพยายามกดมันลงลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า 'ตัวตนใหม่' นั้นกำลังดึงเขาให้จมลงสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม

--- อัลดริกเผชิญกับการแทรกซึมของสิ่งลี้ลับที่ใช้รอยร้าวในจิตใจสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาในโลกเบื้องบน ขณะที่เซอร์กัลเลนนำคำเตือนเรื่องการมาเยือนของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมมาข่มขู่ ทำให้อัลดริกตระหนักว่าเขากำลังสูญเสียการควบคุมตัวตนและกลายเป็นแม่พิมพ์ของหายนะ