← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 84Free

ตอนที่ 84 — ความเงียบที่บิดเบี้ยว

ความเงียบในโอ๊คเมียร์ไม่เคยเป็นความเงียบที่แท้จริง มันมักจะถูกเติมเต็มด้วยเสียงลมหวีดหวิวผ่านร่องไม้ของโรงสี หรือเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของชาวนาที่ก้าวผ่านดินโคลน แต่สำหรับอัลดริกในยามนี้ ความเงียบกลับมีน้ำหนัก มันหนาหนักและเย็นเยียบ ราวกับว่าอากาศรอบตัวเขาได้กลายเป็นของเหลวที่ข้นคลักและขุ่นมัว

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมในห้องทำงานที่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย ทว่าบัดนี้ ผนังห้องที่เคยคุ้นตาดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้ในมุมมองที่พร่าเลือน ทุกครั้งที่เขาหลับตา เขาไม่ได้เห็นความมืด แต่มองเห็นรอยแยกสีเทาที่แผ่กระจายออกไปในความว่างเปล่า—รอยร้าวที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองด้วยความปรารถนาดีที่ผิดพลาด อัลดริกยกมือขึ้นลูบใบหน้า ผิวหนังของเขาดูเหมือนจะสากและไร้ความรู้สึก ราวกับว่าประสาทสัมผัสถูกกั้นด้วยม่านบางๆ ที่ทำจากฝุ่นและเถ้าถ่าน

'มันกำลังเรียนรู้...' เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท แต่มันดังขึ้นจากภายในรอยแยกในจิตใจของเขา

อัลดริกไม่ได้สะดุ้ง เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความกลัวอีกต่อไปแล้ว ความกลัวเป็นอารมณ์ที่เขาทำหล่นหายไปในก้นบึ้งของกลไกโบราณ สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความตระหนักรู้ที่เย็นชา เขาเริ่มสังเกตเห็นความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นในสิ่งเล็กน้อยที่สุด เมื่อเขามองไปที่ถ้วยชาบนโต๊ะ ขอบของถ้วยไม่ได้เป็นเส้นโค้งที่สมบูรณ์ แต่มันสั่นไหวเหมือนภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกกวนด้วยก้อนหิน เมื่อเขาพยายามเพ่งมอง รูปร่างของมันก็บิดเบี้ยวไปเป็นสิ่งอื่นที่น่าเกลียดชังชั่วขณะ ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพเดิมเมื่อเขาละสายตา

สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้รุกรานด้วยกำลัง แต่มันรุกรานด้วยการ 'เลียนแบบ' และ 'แทรกซึม'

มันใช้รอยร้าวแห่งความไม่สมบูรณ์ในตัวเขาเป็นช่องทาง มันไม่ได้พยายามจะพังประตูเข้ามา แต่มันกำลังพยายามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกำแพง มันกำลังเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ความจริงในโลกเบื้องบนบิดเบี้ยวไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนของเขา อัลดริกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คล้ายกับความเศร้าที่หลงเหลืออยู่—มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของความทรงจำเกี่ยวกับมาร่า หรือความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าในโอ๊คเมียร์—แต่ทันทีที่ความรู้สึกนั้นผุดขึ้นมา สิ่งลี้ลับจะพุ่งเข้าหาความรู้สึกนั้นทันที มันจะบิดเบือนความเศร้าให้กลายเป็นความสิ้นหวังที่ไร้ก้นบึ้ง หรือเปลี่ยนความทรงจำที่งดงามให้กลายเป็นภาพหลอนที่น่าสะพรึงกลัว

เขาต้องต่อสู้กับมันด้วยการ 'ไม่รู้สึก'

การรักษาความเที่ยงตรงของโลกในตอนนี้ ไม่ใช่การรักษาตาชั่งข้าวหลวงอีกต่อไป แต่มันคือการรักษาความเที่ยงตรงของความเป็นจริงภายในตัวเขาเอง หากเขารู้สึกถึงความรัก มันจะกลายเป็นช่องโหว่ หากเขารู้สึกถึงความโกรธ มันจะกลายเป็นพายุ หากเขารู้สึกถึงความกลัว มันจะกลายเป็นประตูสู่หายนะ เขาจึงต้องกลายเป็นก้อนหินที่ไร้ชีวิต เป็นสุญญากาศที่ไม่มีสิ่งใดสามารถยึดเกาะได้

เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น มันเป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง แต่สำหรับอัลดริก เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงค้อนที่ทุบลงบนแผ่นกระจกที่กำลังจะแตก

"ลอร์ดอัลดริก ท่านอยู่ข้างในหรือไม่?" เสียงของคาเอลดังขึ้นผ่านบานประตู น้ำเสียงของหลานชายเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด "ชาวเมืองเริ่มพูดกันเรื่อง... เรื่องที่แสงในรอยแยกมันเปลี่ยนสีไปครับ มันไม่ได้เป็นสีขาวนวลเหมือนเมื่อวาน แต่มันดูเหมือน... เหมือนสีของเนื้อที่กำลังเน่าเปื่อย"

อัลดริกนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการประมวลผลคำพูดนั้น เขาต้องกักเก็บความว่างเปล่าในอกไม่ให้สั่นคลอน

"ข้ายังอยู่ คาเอล" อัลดริกตอบออกไป น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนน่าขนลุก มันไม่มีโทนของความเหนื่อยล้า ไม่มีโทนของความห่วงใย มันเป็นเพียงเสียงที่ออกมาจากกลไกที่ทำงานตามหน้าที่ "จงบอกชาวเมืองว่ามันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางแสงจากการสั่นสะเทือนของชั้นดิน อย่าให้ใครเข้ามาใกล้รอยแยกจนกว่าข้าจะสั่ง"

"แต่ท่านครับ..." คาเอลพยายามจะแย้ง "เอลิดี้กำลังเดินทางมาที่นี่ เธอมาพร้อมกับคนของราชสำนัก พวกเขาไม่ได้มาเพื่อตรวจบัญชีเหมือนคราวก่อน แต่พวกเขามาพร้อมกับอุปกรณ์แปลกๆ ที่ดูเหมือนจะใช้ดักจับ... บางอย่าง"

คำว่า 'ดักจับ' ทำให้หัวใจที่เย็นเยียบของอัลดริกกระตุกวูบเพียงเล็กน้อย—รอยร้าวเล็กๆ ในกำแพงจิตใจของเขาขยายตัวออกชั่วขณะหนึ่ง และในวินาทีนั้นเอง เขาเห็นมัน สิ่งลี้ลับที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดของมุมห้องเริ่มขยับขยายตัวออก มันไม่ใช่เงา แต่มันคือความว่างเปล่าที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่บิดเบี้ยว มันกำลังเลียนแบบความกังวลของคาเอล มันกำลังพยายามจะ 'ไหล' ผ่านความกังวลนั้นเข้ามาสู่โลกเบื้องบน

อัลดริกต้องรีบปิดกั้นมัน เขาจงใจทำตัวให้ว่างเปล่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาตัดขาดจากเสียงของคาเอล ตัดขาดจากความกังวลเรื่องเอลิดี้ และตัดขาดจากความกลัวที่ว่าราชสำนักจะมาทำลายสิ่งที่เขาพยายามปกป้อง

"ข้าเข้าใจแล้ว คาเอล" อัลดริกกล่าวตัดบท "ไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำ"

เมื่อเสียงฝีเท้าของคาเอลห่างออกไป ความเงียบก็กลับมาครอบงำอีกครั้ง แต่อัลดริกรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในตัวเขา

เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นเมืองโอ๊คเมียร์ที่ดูเหมือนจะปกติสุขในยามค่ำคืน ทว่าในสายตาของเขา เมืองทั้งเมืองกำลังสั่นคลอนอยู่บนผืนผ้าใบที่กำลังถูกฉีกขาด เขาเห็นรอยแยกเล็กๆ บนพื้นถนนที่ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้เหมือนสิ่งมีชีวิต เขาเห็นเงาของต้นไม้ที่ทอดยาวผิดรูปทรงเกินกว่าความเป็นจริง

เขารู้ดีว่าการที่ราชสำนักส่งเอลิดี้มาพร้อมกับอุปกรณ์เหล่านั้น หมายความว่าพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของ 'ความจริง' ในพื้นที่นี้แล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่พลังงานหรือความลับของกลไกโบราณอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการ 'อำนาจเหนือมิติ' และอัลดริก—สิ่งแปลกปลอมที่แบกรับหายนะไว้—คือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น

ทันใดนั้น ความรู้สึกหนึ่งก็แล่นผ่านตัวเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มที่ทำจากความเย็นจัดทิ่มแทงเข้ามาในจิตวิญญาณ มันคือการพยายาม 'แทรกซึม' ของสิ่งลี้ลับที่พบช่องโหว่จากการที่เขาเผลอไปมีความคิดถึงคาเอล

ในเงามืดของห้อง มุมหนึ่งเริ่มบิดเบี้ยวจนกลายเป็นหลุมดำขนาดเล็กที่ดูดกลืนแสงจากตะเกียงน้ำมันรอบข้าง มันไม่ได้ดูดกลืนแค่แสง แต่มันดูเหมือนกำลังดูดกลืน 'ความหมาย' ของห้องนี้ไป อัลดริกเห็นเก้าอี้ที่เริ่มกลายเป็นเพียงภาพวาดที่ไร้มิติ เห็นโต๊ะที่เริ่มสูญเสียความแข็งแกร่ง

เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาไม่สามารถปล่อยให้รอยร้าวนี้ขยายตัวออกไปสู่ภายนอกได้

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ—ไม่ใช่เพื่อรับอากาศ แต่เพื่อรวบรวมเศษเสี้ยวของความว่างเปล่ามาใช้เป็นอาวุธ เขาจินตนาการถึงตาชั่งที่เที่ยงตรงที่สุด ตาชั่งที่ไม่เอียงไปทางแสงหรือเงา ไม่เอียงไปทางความจริงหรือความลวง เขาใช้ความเที่ยงตรงนั้นเป็นเข็มทิศเพื่อกดทับความบิดเบี้ยว

เขากดดันความว่างเปล่าในอกให้ขยายตัวออกไปครอบคลุมพื้นที่ที่กำลังบิดเบี้ยว เขาใช้ 'ความไม่มีอยู่จริง' เข้าปะทะกับ 'ความบิดเบี้ยว'

เสียงกรีดร้องที่ไม่มีเสียงดังขึ้นในหัวของเขา รอยแยกในมุมห้องสั่นระริกก่อนจะยุบตัวกลับลงไปในความมืดมิดของตัวตนเขา อัลดริกทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงและเย็นจัด เหงื่อที่ไหลซึมตามหน้าผากไม่ใช่เหงื่อจากความร้อน แต่เป็นผลจากการที่ร่างกายของเขาพยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของมิติ

เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

สิ่งลี้ลับไม่ได้แค่พยายามจะเข้ามา แต่มันกำลังเรียนรู้วิธีที่จะ 'เป็น' เขา มันกำลังเรียนรู้วิธีที่จะใช้ความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนโลก และหากเขายังไม่สามารถควบคุมรอยร้าวนี้ได้ วันหนึ่งเขาจะพบว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนเปิดประตูให้หายนะเดินเข้ามาในโอ๊คเมียร์ด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนมนุษย์ที่สุด

ในความมืดมิดที่เขาสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บมันไว้ อัลดริกเห็นดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากรอยแยกในจิตใจ—ดวงตาที่ไม่ได้มาจากโลกนี้ และไม่ได้มาจากความว่างเปล่า แต่มันคือดวงตาที่กำลังหัวเราะเยาะในความพยายามอันไร้ค่าของเขา

--- อัลดริกต้องต่อสู้กับการแทรกซึมของสิ่งลี้ลับที่ใช้รอยร้าวแห่งอารมณ์ของเขาเป็นช่องทางบิดเบือนความจริง ในขณะที่ความตึงเครียดในโอ๊คเมียร์เพิ่มสูงขึ้นจากการมาเยือนของราชสำนักที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของมิติ