← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 7Free

ตอนที่ 7 — เงาของวาลเลอริอุส

เสียงล้อรถม้าที่บดเบียดไปกับหินกรวดบนถนนสายหลักของโอ๊คเมียร์ดังแว่วมาตามลมหนาวที่พัดผ่านร่องประตูไม้ มันไม่ใช่เสียงที่นุ่มนวลเหมือนขบวนคาราวานสินค้าทั่วไป แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและเยือกเย็น ราวกับเสียงฝีเท้าของยักษ์ที่กำลังย่างกรายเข้ามาในเขตแดนที่เคยสงบสุข อัลดริกนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้โอ๊กตัวเก่าในห้องทำงาน แสงเทียนวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นไหม้จางๆ ของไส้เทียน เขาไม่ได้มองขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามา แต่เขากำลังจ้องมองรอยนิ้วมือที่เปื้อนคราบตะกั่วบนเศษผ้าที่คาเอลนำมาให้เมื่อหัวค่ำ

“พวกเขากำลังมาแล้ว ลุง” เสียงของคาเอลดังขึ้นจากเงามืดข้างประตู หลานชายของเขาดูไม่ได้พักผ่อนเลย ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววตื่นตัวและกังวล “ขบวนของตระกูลวาลเลอริอุสไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนตามประเพณีแน่ ข้าเห็นตราประทับบนเกราะของทหารคุ้มกัน... มันเป็นสีเงินขัดเงาจนน่ากลัว และจำนวนม้าที่พวกเขาใช้... มันมากเกินกว่าที่คนจะมาซื้อข้าวเพียงไม่กี่กระสอบ”

อัลดริกถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งสัปดาห์กดทับลงบนบ่าของเขาจนรู้สึกหนักอึ้ง “วาลเลอริอุส... ตระกูลที่กุมอำนาจเหนือเส้นทางการค้าทางตะวันตก หากพวกเขามาที่นี่พร้อมกับเซดริก ผู้ตรวจการจากราชสำนัก นั่นหมายความว่าตาชั่งของเราไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือวัดน้ำหนักข้าวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสมรภูมิที่พวกเขาต้องการจะครอบครอง” เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืดมิดของราตรีที่ถูกทำลายด้วยแสงไฟจากคบเพลิงของขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่เขตหมู่บ้าน

เสียงระฆังแจ้งเตือนจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณการมาถึงของแขกผู้ทรงเกียรติ (หรือผู้มาเยือนที่น่าเกรงขาม) อัลดริกเดินลงมายังห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์โรงสี ที่นั่นเขาพบกับมาร่า ภรรยาของเขา เธอกำลังจัดเตรียมน้ำชาด้วยท่าทีที่ดูสงบนิ่ง แต่สายตาที่เธอมองไปยังประตูทางเข้ากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

“เจ้าควรจะพักผ่อนบ้าง อัลดริก” มาร่าพูดโดยไม่หันมามอง เสียงของเธอเรียบเฉยแต่หนักแน่น “หากพวกเขากำลังจะมาเพื่อเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของเมืองนี้ เจ้าต้องมีสติที่แจ่มใสที่สุด ไม่ใช่ร่างกายที่ซูบซีดเหมือนคนใกล้ตาย”

“ข้าไม่อาจหลับลงได้ มาร่า เมื่อรู้ว่าศัตรูไม่ได้มาเพื่อทำลายกำแพงเมือง แต่มาเพื่อทำลายความเที่ยงตรงที่ข้าใช้ทั้งชีวิตรักษาไว้” อัลดริกตอบพลางรับถ้วยชาที่สั่นเทาเล็กน้อยจากมือเธอ

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังชั้นดีก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามด้วยเสียงหัวเราะที่ฟังดูสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน เซดริก ผู้ตรวจการเดินนำเข้ามาในห้องโถง เสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มของเขาตัดกับบรรยากาศที่เรียบง่ายของโอ๊คเมียร์อย่างสิ้นเชิง ข้างกายเขาคือบุรุษร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีเงินที่สลักลวดลายเถาวัลย์อันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลวาลเลอริอุส

“ลอร์ดอัลดริก! ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนเมืองที่ ‘ลืมเลือน’ แห่งนี้” เซดริกเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ข้าหวังว่าการเดินทางที่ลำบากผ่านพายุจะไม่ได้ทำให้ท่านเสียมารยาทในการต้อนรับเรา”

อัลดริกโค้งศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท “ท่านผู้ตรวจการ และท่านลอร์ดแห่งวาลเลอริอุส ยินดีต้อนรับสู่โอ๊คเมียร์ ข้าไม่ได้คาดคิดว่าขบวนของท่านจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้”

ลอร์ดวาลเลอริอุส—ชายที่ชื่อว่าลูเชียน—ก้าวออกมาข้างหน้า แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนบนใบหน้าที่คมกริบและเย็นชาของเขา “คำพยากรณ์ไม่ได้บอกเพียงว่าข้าวจะอุดมสมบูรณ์ ลอร์ดอัลดริก แต่มันบอกว่าข้าวเหล่านั้นต้องถูกจัดสรรอย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ และความมีประสิทธิภาพมักต้องการการจัดการที่เด็ดขาด... มากกว่าที่คนในชนบทอย่างพวกท่านจะเข้าใจ”

สายตาของลูเชียนกวาดมองไปรอบห้องโถง ราวกับกำลังประเมินมูลค่าของทุกสิ่งที่เป็นเจ้าของอัลดริก อัลดริกสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ มันไม่ใช่ความกดดันจากกำลังทหาร แต่เป็นความกดดันจากอำนาจที่สามารถสั่งให้ใครก็ได้หายไปจากแผนที่เพียงแค่การสะบัดปลายนิ้ว

“ประสิทธิภาพหรือ? หรือหมายถึงการควบคุม?” เอลิดี้ ก้าวออกมาจากมุมมืดของทางเดิน เธอไม่ได้มาในฐานะผู้ตรวจราชการที่อ่อนน้อมอีกต่อไป แต่มาในฐานะสหายที่พร้อมจะเผชิญหน้า “การจัดสรรเสบียงของราชอาณาจักรต้องตั้งอยู่บนความเที่ยงตรงของตาชั่ง ไม่ใช่ความต้องการของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง”

เซดริกหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ท่านหลวงสาวเอลิดี้ ท่านยังคงมีอุดมการณ์ที่น่าประทับใจเสมอ แต่นั่นแหละคือปัญหา... อุดมการณ์มักจะทำให้คนเรามองไม่เห็นโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ความมั่งคั่งและการเมืองเดินไปพร้อมกัน” เขาหันมาหาอัลดริก “ลอร์ดอัลดริก ข้าได้รับรายงานเรื่องความไม่สงบที่โรงสีเก่าเมื่อคืนนี้... มีคนพยายามจะบิดเบือนตาชั่งหลวง ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจยิ่งนัก และนั่นคือเหตุผลที่ข้าและท่านลอร์ดวาลเลอริอุสมาที่นี่ เพื่อช่วยท่าน ‘ดูแล’ ความปลอดภัยและความเที่ยงตรงนั้นให้ดียิ่งขึ้น”

คำพูดของเซดริกเหมือนค้อนที่ทุบลงบนความจริง อัลดริกตระหนักได้ทันทีว่าการบุกรุกที่เขาพบไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือ ‘ข้ออ้าง’ ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข้ามาแทรกแซงของพวกเขา หากเขาไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตาชั่งได้ เขาก็จะถูกปลดและแทนที่ด้วยคนที่ ‘ไว้ใจได้’ มากกว่า

“ข้าจะดูแลความเที่ยงตรงของข้าด้วยวิธีของข้าเอง” อัลดริกตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะสั่นคลอน “แต่ข้าต้องขอขอบคุณในความปรารถนาดีของท่าน”

“แน่นอน... ความปรารถนาดี” ลูเชียน วาลเลอริอุส กล่าวซ้ำ คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำขู่มากกว่าคำขอบคุณ เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่มีเครื่องชั่งจำลองวางอยู่ “แต่ในโลกนี้ ความเที่ยงตรงก็เหมือนกับเส้นด้ายที่บางเบา หากมันตึงเกินไปมันจะขาด หากมันหย่อนเกินไปมันจะไร้ค่า และหากมีใครบางคนแอบเพิ่มน้ำหนักลงในจานชั่งล่ะ? เส้นด้ายนั้นจะยังคงทำหน้าที่ของมันได้หรือไม่?”

บรรยากาศในห้องโถงหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก อัลดริกมองเห็นแววตาของคาเอลที่แอบมองอยู่หลังเสา และสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของมาร่า เขาตระหนักว่าการมาถึงของขบวนรถม้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การมาเยือนเพื่อตรวจสอบ แต่มันคือการเริ่มเดินหมากบนกระดานที่เขากลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง

เมื่อแขกผู้สูงศักดิ์ถูกนำตัวไปยังห้องรับรอง อัลดริกกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้งในความเงียบที่น่าอึดอัด เขาหยิบเศษผ้าที่มีคราบตะกั่วขึ้นมาดูอีกครั้ง แสงเทียนที่กำลังจะดับวูบทำให้เงาของเขาบนผนังดูเหมือนยักษ์ที่กำลังถูกพันธนาการ

“ลุง...” คาเอลเดินเข้ามาหา กระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ข้าเห็นทหารของพวกเขา... พวกเขาไม่ได้เอาแค่เสบียงมา แต่พวกเขามีหีบเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประจำตระกูลวาลเลอริอุส... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบตาชั่ง แต่พวกเขามาเพื่อนำ ‘บางอย่าง’ มาเปลี่ยนมัน”

อัลดริกไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เขากำเศษผ้านั้นแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสงครามครั้งนี้จะไม่ใช่การรบด้วยดาบหรือธนู แต่มันคือสงครามที่ต่อสู้กันด้วยตัวเลข น้ำหนัก และความซื่อสัตย์ที่กำลังจะถูกบดขยี้ภายใต้เงาของอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาจะจินตนาการได้

--- การมาถึงอย่างยิ่งใหญ่ของขบวนรถม้าตระกูลวาลเลอริอุสและเซดริก ผู้ตรวจการราชสำนัก ทำให้ลอร์ดอัลดริกตระหนักว่าการบุกรุกที่โรงสีเป็นเพียงข้ออ้างในการเข้ามายึดอำนาจการควบคุมเสบียงผ่านการบิดเบือนความเที่ยงตรงของตาชั่ง