ตอนที่ 64 — เสียงเพรียกจากรอยร้าว
ความเย็นเยียบของเดือนฮาร์ธเวนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การแช่แข็งผืนดิน แต่มันกำลังกัดกินความจริงที่เคยหนักแน่นให้กลายเป็นสิ่งที่เปราะบางดั่งน้ำแข็งบางๆ บนผิวน้ำ อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่ผิดเพี้ยนในส่วนลึกของกลไกโบราณ กลิ่นของโอโซนและโลหะที่ถูกเผาไหม้จางๆ อบอวลอยู่ในอากาศที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายของเขาไม่ได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้นอีกต่อไป เพราะประสาทสัมผัสส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยกระแสพลังงานที่ไหลวนอยู่ในช่องว่างของจิตวิญญาณ
เขารู้สึกได้ถึงรอยแยกที่กำลังแผ่ขยาย... มันไม่ใช่แค่รอยร้าวในหินหรือดิน แต่มันคือรอยร้าวใน 'ความต่อเนื่อง' ของมิติ แสงสว่างประหลาดที่ลอดออกมาจากรอยแยกบนพื้นดินของโอ๊คเมียร์เบื้องบน ไม่ได้เป็นเพียงแสงสีขาวนวล แต่มันคือแสงที่บิดเบี้ยว มันคือสีสันที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ และทุกครั้งที่รอยแยกนั้นขยับขยาย อัลดริกจะรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากชิ้นส่วนสุดท้ายของตัวตนที่ยังหลงเหลืออยู่
'พวกเขากำลังสูบมัน...' เสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากหู แต่ดังขึ้นจากความว่างเปล่าในอกของเขา อัลดริกหลับตาลงแต่ภาพที่เห็นกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เขาเห็นเส้นสายแห่งพลังงานสีทองที่เคยไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบในแกนกลางโลก บัดนี้ถูกดึงรั้งด้วยเส้นใยสีดำทมิฬที่เย็นเยียบและหิวกระหาย มันคือเส้นใยจากราชสำนักที่พยายามจะกอบโกยเอาพลังงานอันมหาศาลนี้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแห่งอำนาจ โดยไม่สนเลยว่าการดึงรั้งนั้นกำลังทำให้โครงสร้างของโลกบิดเบี้ยวเพียงใด
ทันใดนั้น ความรู้สึกสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ก็ถาโถมเข้ามา มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่มันคือแรงกระแทกจากการปะทะกันระหว่างเจตจำนง สัมผัสได้ถึงความโลภที่พุ่งพล่านจากเบื้องบน และความหิวโหยที่คืบคลานมาจากเงามืดเบื้องล่าง อัลดริกพยายามขยาย 'สะพานเชื่อมโยง' ของเขาออกไปเพื่อลดแรงปะทะ แต่เขากลับพบว่ายิ่งเขาพยายามเชื่อมต่อมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งกลายเป็นประตูที่กว้างขึ้นเท่านั้น
เขาสัมผัสได้ถึง 'บางสิ่ง' ที่เริ่มลัดเลาะผ่านช่องว่างในตัวเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่มันคือความรู้สึกของการถูกรุกล้ำ พื้นที่ว่างในจิตใจที่เขาเคยใช้เป็นจุดหมุนเพื่อรักษาความสมดุล บัดนี้กำลังถูก 'สิ่งลี้ลับ' ใช้เป็นทางผ่าน มันเหมือนกับมีมดนับล้านตัวที่มองไม่เห็นกำลังไต่ตอมอยู่ในความคิดของเขา พวกมันไม่ได้ต้องการทำลายเขาในทันที แต่พวกมันกำลัง 'เรียนรู้' เรียนรู้จังหวะการเต้นของหัวใจโลก เรียนรู้ช่องโหว่ของมิติ และเรียนรู้ที่จะใช้เขาเป็นสะพาน
"อัลดริก!" เสียงตะโกนของเอลิดี้ดังแว่วมา ราวกับเสียงที่ดังมาจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรที่ลึกและมืดมิด "อย่าปล่อยให้พวกมันใช้คุณเป็นเครื่องมือ! อย่าให้ความว่างเปล่ากลายเป็นทางผ่าน!"
อัลดริกพยายามจะตอบกลับ แต่ปากของเขาไม่มีความรู้สึกที่จะขยับ ลำคอของเขาแห้งผากและเต็มไปด้วยไอเย็นของมิติที่ซ้อนทับ เขาเห็นภาพนิมิตของโอ๊คเมียร์เบื้องบน ทุ่งนาที่เคยอุดมสมบูรณ์กำลังถูกรอยแยกสีดำกัดกิน ต้นไม้ล้มครืนลงในหลุมอากาศที่ไม่มีก้นบึ้ง ชาวเมืองกำลังวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นดวงตาปริศนาขนาดมหึมาจ้องมองขึ้นมาจากรอยแยกที่แตกออกกลางหมู่บ้าน
ดวงตาเหล่านั้นไม่ได้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิต แต่มันดูเหมือน 'กฎเกณฑ์' ที่บิดเบี้ยว ดวงตาที่จ้องมองมาด้วยความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าความว่างเปล่าในตัวเขา อัลดริกตระหนักในวินาทีนั้นว่า การที่เขาพยายามเป็น 'ผู้ประคองสมดุล' โดยการใช้ตัวเองเป็นสะพาน คือการเปิดช่องโหว่ที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เขารู้สึกถึงความพยายามของราชสำนักที่เร่งเร้าขึ้นอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้แค่สูบพลังงาน แต่พวกเขากำลังใช้เครื่องมือบางอย่าง—อาจจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์หรืออักขระโบราณ—เพื่อ 'บังคับ' ให้กระแสพลังงานไหลไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ การบังคับนี้สร้างแรงกระชากมหาศาลที่ทำให้รอยแยกบนพื้นดินเบื้องบนขยายตัวอย่างควบคุมไม่ได้
'ถ้าฉันไม่หยุดพวกเขา... โลกจะแตกสลายก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงแกนกลางเสียด้วยซ้ำ' อัลดริกคิด ความคิดของเขาเป็นระเบียบและเย็นชาดั่งเครื่องจักร แต่มันมีความขัดแย้งที่แหลมคมซ่อนอยู่ข้างใน เขาต้องเลือก ระหว่างการเป็นสะพานที่ยอมให้ทุกอย่างไหลผ่านเพื่อรักษาโครงสร้าง หรือการเป็นกำแพงที่แข็งกร้าวเพื่อปิดกั้น แต่การเป็นกำแพงหมายถึงการต้องแบกรับแรงปะทะทั้งหมดไว้ที่ตัวเองเพียงลำพัง และเขาอาจจะแตกสลายไปพร้อมกับมัน
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เขาเห็นเงาสีดำสนิทเริ่มก่อตัวขึ้นในช่องว่างของจิตใจ มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เงาที่ไม่ได้เกิดจากแสงที่หายไป แต่เป็นเงาที่เกิดจากการ 'ไม่มีอยู่' ของความจริง มันคือตัวแทนของสิ่งลี้ลับที่เริ่มก้าวข้ามผ่านสะพานที่เขาสร้างขึ้นมา อัลดริกพยายามจะบีบอัดความว่างเปล่าเพื่อปิดทาง แต่มันกลับยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความโลภของมนุษย์เบื้องบนกำลังดึงดูดให้มิตินี้เปิดกว้างขึ้น
เขารู้สึกถึงน้ำหนักของตาชั่งที่เขาเคยดูแล... ตาชั่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงเครื่องมือวัดน้ำหนักข้าว แต่บัดนี้ มันคือตาชั่งที่แบกรับความสมดุลระหว่างความเป็นจริงและความว่างเปล่า และตอนนี้ น้ำหนักของมันกำลังเอียงวูบไปทางความมืดมิดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทันใดนั้น รอยแยกที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดก็ส่งเสียงคำราม มันไม่ใช่เสียงของหินแตก แต่เป็นเสียงของความจริงที่ถูกฉีกขาด อัลดริกเห็นแสงสีม่วงคล้ำพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น และในแสงนั้น เขาเห็นภาพของดวงตาปริศนาที่อยู่เบื้องล่าง มันขยับเข้ามาใกล้ขึ้น... ใกล้จนเขารู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เย็นเยียบของมันที่พัดผ่านวิญญาณของเขาไป
เขาต้องตัดสินใจ... ก่อนที่สะพานที่เขาเป็น จะกลายเป็นทางหลวงที่นำพาหายนะมาสู่โลกเบื้องบนอย่างสมบูรณ์
--- อัลดริกเผชิญกับวิกฤตเมื่อการใช้ความว่างเปล่าเป็นสะพานเชื่อมมิติทำให้สิ่งลี้ลับเริ่มใช้ตัวเขาเป็นทางผ่านเพื่อรุกรานโลก ในขณะที่ความโลภของราชสำนักที่พยายามสูบพลังงานกำลังเร่งให้รอยแยกบนพื้นดินโอ๊คเมียร์ขยายตัวและนำพาหายนะมาสู่โลกเบื้องบน