ตอนที่ 60 — กรงขังแห่งเจตจำนง
ความเงียบในแกนกลางโลกไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงกรีดร้องที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็นความนิ่งงัน
อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางกระแสธารแห่งพลังงานที่บิดเบี้ยว ร่างกายของเขาไม่ได้รู้สึกถึงน้ำหนักของเสื้อผ้าหรือสัมผัสของอากาศอีกต่อไป เขารู้สึกเพียงความว่างเปล่าที่แผ่ซ่านออกมาจากช่องว่างในจิตวิญญาณ—สุญญากาศที่เขาจงใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดศูนย์ถ่วง แต่มันกลับกลายเป็นหลุมดำที่ดึงดูดทั้งแสงสว่างและความมืดเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังงานที่เคยไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบในกลไกโบราณ บัดนี้กลับปั่นป่วนเหมือนพายุทรายที่มองไม่เห็น มันพุ่งเข้าหาเขา พยายามจะเติมเต็มความว่างเปล่าในตัวเขาด้วยอำนาจที่มนุษย์ไม่ควรครอบครอง
ทันใดนั้น ความรู้สึกถึง 'แรงดึง' ที่ไม่เป็นธรรมชาติก็ปรากฏขึ้น มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่เป็นแรงฉุดกระชากจากเบื้องบน อัลดริกสัมผัสได้ถึงเส้นใยพลังงานที่แหลมคมและเยือกเย็นพุ่งตรงลงมาจากมิติเบื้องบน เส้นใยเหล่านั้นไม่ได้มาเพื่อช่วยพยุงสมดุล แต่มันคือ 'ตะขอ' ที่ถูกส่งลงมาเพื่อเกี่ยวรั้งเอาพลังงานมหาศาลที่เขากำลังประคองไว้ไปเป็นของตนเอง
'พวกเขากำลังจะขโมยมัน...' ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจที่เกือบจะไร้ความรู้สึกของเขา แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าของคนในเมือง หรือรสชาติของขนมปังที่มาร่าเคยทำ แต่ความรู้แจ้งในสัญชาตญาณยังคงบอกเขาว่านี่คือความโลภที่ไร้ก้นบึ้งของราชสำนัก
แสงสีทองสว่างจ้าที่ดูผิดธรรมชาติพุ่งทะลวงผ่านรอยแยกของมิติ มันไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่เป็นแสงแห่งการรุกรานที่ถูกห่อหุ้มด้วยอำนาจทางการเมือง อัลดริกเห็นภาพนิมิตของวงเวียนเวทมนตร์ขนาดมหึมาที่ถูกกางออกเหนือโอ๊คเมียร์ มันคือเครื่องมือที่ราชสำนักใช้เพื่อ 'สูบ' พลังงานจากแกนกลางโลกผ่านรอยแยกที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงมิติ ทุกครั้งที่เขาส่งพลังงานเพื่อประคองโลก เขากลับเป็นการป้อนอาหารให้แก่เครื่องจักรแห่งความโลภเบื้องบน
"หยุด..." เขาพยายามจะเปล่งเสียง แต่สิ่งที่หลุดออกมามีเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านกระแสพลังงาน
แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้กลไกโบราณรอบตัวเขาเริ่มส่งเสียงร้องครวญคราง ฟันเฟืองยักษ์ที่เคยหมุนด้วยจังหวะชีพจรที่มั่นคง บัดนี้เริ่มหมุนด้วยความเร็วที่ผิดเพี้ยน พลังงานที่ถูกดึงออกไปอย่างกะทันหันทำให้เกิด 'แรงต้าน' มหาศาล รอยแยกที่เขาพยายามจะเชื่อมโยงให้กลายเป็นสะพาน กลับกลายเป็นรอยแผลฉกรรจ์ที่กำลังฉีกกระชากความจริงของโลกออกเป็นชิ้นๆ
ในขณะที่เขากำลังจะถูกแรงเหวี่ยงของพลังงานที่ขัดแย้งกันบดขยี้ นิมิตของเอลิดี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ที่เลือนลาง เธอไม่ได้มาพร้อมกับคำเตือน แต่เธอมาพร้อมกับ 'ความเจ็บปวด' ของการเชื่อมโยง อัลดริกเห็นเอลิดี้กำลังยืนอยู่บนขอบเหวของมิติที่ซ้อนทับ มือของเธอกำกุญแจปริศนาไว้แน่น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากการที่ต้องรับรู้ถึงกระแสพลังงานที่ถูกชิงไป
'มันไม่ใช่การสูบ... แต่อัลดริก มันคือการทำลายสายใย!' เสียงของเธอสะท้อนในความว่างเปล่า 'หากพวกเขาดึงพลังงานไปโดยไม่เข้าใจจังหวะของมัน สายใยแห่งการเชื่อมโยงจะขาดสะบั้น และเมื่อนั้น... สิ่งที่อยู่เบื้องหลังรอยแยกจะหลุดรอดออกมา!'
คำเตือนนั้นกระแทกเข้ากับจิตวิญญาณที่ว่างเปล่าของเขา อัลดริกตระหนักได้ทันทีว่าราชสำนักไม่ได้ต้องการเพียงแค่พลังงาน แต่พวกเขากำลังทำลาย 'ระบบรักษาความปลอดภัย' ของโลกโดยไม่รู้ตัว การพยายามควบคุมสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ คือการเปิดประตูให้ปีศาจที่แท้จริงเข้ามา
เจตจำนงร้ายที่เขาเคยเผชิญหน้าก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับดูอ่อนแรงไปเลยเมื่อเทียบกับ 'ความโกลาหล' ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการแทรกแซงของมนุษย์ สิ่งลี้ลับที่อาศัยอยู่ในรอยแยกเริ่มขยับเขยื้อน พวกมันไม่ใช่สัตว์ร้ายที่มีรูปร่างชัดเจน แต่เป็นเงาที่ขยายตัวตามแรงดึงของพลังงานที่ผิดเพี้ยน เงาเหล่านั้นเริ่มไหลทะลักผ่านช่องว่างที่ราชสำนักพยายามจะใช้เป็นท่อส่งพลังงาน
อัลดริกต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาไม่สามารถหยุดการแทรกแซงของราชสำนักได้ เพราะพลังอำนาจของพวกเขานั้นไกลเกินเอื้อมและแข็งแกร่งเกินกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะต้านทาน แต่เขาสามารถ 'เปลี่ยนทิศทาง' ของมันได้
เขาเริ่มรวบรวมเศษเสี้ยวของความว่างเปล่าในตัวเขา ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นจุดศูนย์ถ่วงอีกต่อไป แต่เพื่อใช้มันเป็น 'ตัวล่อ' เขาเริ่มบิดเบือนกระแสพลังงานที่กำลังถูกสูบขึ้นไป ให้ไหลวนอยู่ในวงจรปิดภายในรอยแยก แทนที่จะปล่อยให้มันไหลตรงสู่ราชสำนัก เขาพยายามสร้าง 'กับดักแห่งความว่างเปล่า' เพื่อกักเก็บเจตจำนงร้ายที่กำลังจะหลุดรอดออกมาไม่ให้ผ่านรอยแยกนั้นไปได้
การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเขาอย่างรุนแรง ความว่างเปล่าที่เขาเคยใช้เป็นเกราะป้องกัน บัดนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือที่กัดกินเขาจากภายใน ทุกครั้งที่เขาบิดเบือนพลังงาน เขาจะรู้สึกเหมือนถูกฉีกร่างออกเป็นพันชิ้น ความเจ็บปวดที่รุนแรงจนเกือบจะทำให้เขาสูญเสียสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไป
เขามองเห็นแสงสีทองของราชสำนักที่กำลังพยายามดึงรั้งพลังงานอย่างบ้าคลั่ง และในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นเงามืดที่กำลังพยายามแทรกซึมผ่านแสงนั้นเข้ามา อัลดริกต้องทำหน้าที่เป็น 'ตัวกรอง' ที่บิดเบี้ยว เขาต้องยอมให้พลังงานบางส่วนถูกสูบไปเพื่อลดแรงดันของรอยแยก แต่ต้องกักเก็บส่วนที่อันตรายที่สุดไว้ในความว่างเปล่าของตนเอง
'ข้าไม่ใช่ผู้ควบคุม...' เขาบอกกับตัวเองในใจที่สั่นคลอน 'ข้าคือผู้เสียสละ... เพื่อรักษาความเที่ยงตรงที่แม้แต่ข้าเองก็จำไม่ได้ว่ามันคืออะไร'
ทันใดนั้น แรงระเบิดของพลังงานที่ขัดแย้งกันก็เกิดขึ้น รอยแยกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนกลไกโบราณส่งเสียงหวีดร้อง อัลดริกเห็นเงาขนาดมหึมาที่ดูเหมือนมือที่มีนิ้วยาวเหยียดพยายามจะเอื้อมผ่านแสงสีทองขึ้นไปสู่โลกเบื้องบน แต่ในวินาทีที่มันกำลังจะผ่านพ้น อัลดริกก็กระแทกความว่างเปล่าทั้งหมดที่เขามีเข้าใส่จุดเชื่อมต่อ
เกิดเสียงดังสนั่นที่ไม่มีใครในโลกเบื้องบนได้ยิน แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณของเขา แสงสีทองถูกตัดขาดด้วยความมืดมิดที่เขาสร้างขึ้น พลังงานที่ถูกสูบไปถูกตีกลับอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่ทำให้กลไกโบราณหยุดชะงักลงชั่วคราว
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของหายนะที่ถูกเลื่อนออกไป อัลดริกทรุดตัวลงท่ามกลางซากกลไกที่ยังคงสั่นไหวเบาๆ ร่างกายของเขาแทบจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ความทรงจำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเลือนหายไปกับแรงกระแทกนั้น สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงสัญชาตญาณที่บอกว่า... เขาเพิ่งจะทำให้สงครามที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น
เบื้องบน... ราชสำนักจะไม่ยอมปล่อยให้พลังงานหลุดลอยไปง่ายๆ และเบื้องล่าง... สิ่งที่เขาเพิ่งจะกักขังไว้ในความว่างเปล่า บัดนี้มันได้เริ่มเรียนรู้วิธีที่จะใช้ 'ความว่างเปล่า' ของเขาเป็นทางผ่านเสียแล้ว
--- อัลดริกพยายามใช้ความว่างเปล่าในตัวเพื่อเบี่ยงเบนพลังงานที่ราชสำนักพยายามจะสูบจากแกนกลางโลก แต่การกระทำนี้กลับสร้างความโกลาหลและทำให้สิ่งลี้ลับเริ่มเรียนรู้วิธีการใช้ช่องว่างในตัวเขาเพื่อแทรกซึม