ตอนที่ 48 — รอยร้าวในกระแสธาร
เสียงคำรามลึกที่ดังมาจากใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่เสียงของหินถล่มหรือแผ่นดินไหวธรรมดา แต่มันคือเสียงของความจริงที่กำลังปริแตก อัลดริกยันกายขึ้นจากพื้นโลหะที่สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ลมหายใจของเขาหอบถี่และร้อนผ่าวราวกับเพิ่งวิ่งฝ่ากองไฟ ความพยายามที่จะ ‘ไหลตาม’ กระแสพลังงานเพื่อประคองสมดุลดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในนาทีวิกฤต แต่มันกลับนำพาเขามาสู่ความสยดสยองรูปแบบใหม่
เบื้องหน้าของเขา กระแสธารแห่งแสงและเงาที่เคยหมุนวนเป็นวงจรที่สวยงามและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับถูกกัดกินด้วย ‘รอยร้าว’ บางอย่าง มันไม่ใช่รอยแตกของหินหรือรอยแยกของมิติ แต่มันคือรอยร้าวในตัวตนของพลังงานเอง รอยร้าวสีดำสนิทที่ดูคล้ายกับหมึกที่หยดลงในน้ำใส แต่มันกลับทำหน้าที่เหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่งเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างที่เขาสร้างขึ้นหรือเงามืดที่เขาสยบไว้ ทุกอย่างเมื่อสัมผัสกับรอยร้าวนั้นจะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกจนเสียดแทงถึงวิญญาณ
“มันกำลังกัดกินความเป็นจริง...” อัลดริกพึมพำ เสียงของเขาหายไปในเสียงคำรามของเครื่องจักรโบราณ
ทันใดนั้น สิ่งลี้ลับที่เคยลอยละล่องอยู่รอบแกนกลาง—เหล่านักล่าแห่งความว่างเปล่าที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวราวกับเงาที่ไม่มีเจ้าของ—ก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ตัวเขาโดยตรง แต่พวกมันพุ่งตรงไปยังรอยร้าวเหล่านั้น ราวกับได้รับคำเชิญให้เข้ามาร่วมงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวาล รอยแยกที่กำลังกัดกินกระแสพลังงานได้กลายเป็นประตูที่เปิดกว้างให้สิ่งมีชีวิตจากภายนอกมิติพุ่งผ่านเข้ามา
เขามองเห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานผ่านรอยแยกนั้นลงมา มันไม่ใช่การร่วงหล่น แต่มันคือการ ‘แทรกซึม’ ร่างนั้นมีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่กลับมีความยาวผิดเพี้ยน ผิวหนังของมันดูเหมือนทำจากกลุ่มควันสีเทาที่ขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลา เมื่อมันก้าวเท้าลงบนพื้นกลไก เสียงโลหะที่เคยดังกังวานกลับเงียบงันลงทันทีในรัศมีรอบตัวมัน ราวกับว่าความเงียบนั้นมีมวลและน้ำหนัก
อัลดริกพยายามจะขยับตัว แต่แรงดึงดูดที่บิดเบี้ยวทำให้ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยตะกั่ว เขาเห็นเศษเสี้ยวของแสงที่เขาเพิ่งรวบรวมมาได้ถูกกระแสพลังงานที่ผิดเพี้ยนพัดพาไปหาความมืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ หากเขาปล่อยให้รอยร้าวนี้ขยายตัวต่อไป ไม่ใช่แค่โอ๊คเมียร์ หรือแม้แต่ Castellane ที่จะพินาศ แต่ความหมายของคำว่า ‘ตัวตน’ จะหายไปจากโลก Alcoron แห่งนี้
“ต้องหยุดมัน...” เขาตะโกนใส่ความว่างเปล่า แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับ นอกจากเสียงกรีดร้องของโลหะที่ถูกบิดด้วยแรงมหาศาล
เขานึกถึงตาชั่งข้าวหลวงที่เขาเคยดูแลมาทั้งชีวิต ความเที่ยงตรงที่เขาเคยยึดถือคือการรักษาความสมดุลของน้ำหนัก แต่ในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องชั่งตวงไม่ใช่ข้าวสารหรือทองคำ แต่มันคือความอยู่รอดของมิติที่กำลังหลอมละลาย เขาต้องหาทางปิดรอยร้าวนั้น หรือไม่ก็ต้องหาสิ่งที่จะมา ‘เติมเต็ม’ ช่องว่างที่กำลังถูกสูบออกไป
ในจังหวะที่เขากำลังจะหมดแรง ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ไม่ใช่ตัวตนโบราณที่ตำหนิเขา และไม่ใช่ชายชุดขาวที่เตือนเขา แต่เป็นเงามืดที่ดูมีสติสัมปชัญญะมากกว่าสิ่งลี้ลับอื่น ๆ มันยืนอยู่ตรงขอบของรอยร้าวที่กำลังขยายตัว ดวงตาของมันไม่มีนัยน์ตา มีเพียงแสงสลัวที่ดูคล้ายกับดวงดาวที่กำลังดับสูญ
“เจ้าพยายามจะไหลตามกระแส แต่เจ้าลืมไปว่ากระแสต้องมีภาชนะรองรับ” เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านหู แต่ดังขึ้นในหัวของเขาโดยตรง “เมื่อภาชนะแตกสลาย กระแสจะกลายเป็นน้ำท่วมที่ทำลายล้างทุกสิ่ง”
อัลดริกจ้องมองเงามืดนั้นด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานปี “แล้วข้าต้องทำอย่างไร? จะให้ข้าตรึงมันไว้เหมือนเดิมงั้นหรือ? ข้าเห็นแล้วว่าการตรึงคือการสร้างพันธนาการที่รอวันแตกสลาย!”
“เจ้าต้องเป็นทั้งภาชนะและกระแส” เงามืดนั้นตอบ พร้อมกับชี้ไปยังรอยร้าวที่กำลังพุ่งเข้าหาแกนกลาง “เจ้าต้องยอมให้รอยร้าวนั้นกลืนกิน ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเจ้า เพื่อใช้ความเป็นจริงของเจ้าไปอุดรอยรั่วของความเป็นจริงของโลก”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของอัลดริกสั่นสะท้าน การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม... ความเที่ยงตรงที่แท้จริงอาจต้องใช้การเสียสละที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเห็นภาพของโอ๊คเมียร์ เห็นใบหน้าของเอลิดี้ เห็นความสงบสุขที่เขาสัญญาว่าจะรักษาไว้ และเห็นรอยแยกที่กำลังจะกลืนกินทุกอย่าง
ทันใดนั้น สิ่งลี้ลับกลุ่มใหญ่ก็พุ่งทะลุผ่านรอยแยกเข้ามาอย่างรุนแรง แรงปะทะทำให้พื้นกลไกใต้เท้าของเขาแตกกระจาย อัลดริกต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าหาแกนกลางเพื่อไม่ให้ถูกดูดหายไปในความว่างเปล่า เขามองเห็นรอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดกำลังจะกลืนกินหัวใจของเครื่องจักร และเขารู้ดีว่าเวลาของเขาเหลือเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น
--- อัลดริกเผชิญกับรอยร้าวปริศนาที่กำลังกัดกินกระแสพลังงานและเปิดทางให้สิ่งลี้ลับจากมิติอื่นรุกรานแกนกลาง เขาได้รับคำเตือนจากเงามืดว่าการจะหยุดยั้งหายนะนี้ เขาอาจต้องใช้ความเป็นจริงของตนเองเพื่ออุดรอยรั่วของโลก