← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 44Free

ตอนที่ 44 — การเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่อาจชั่งตวง

ความเงียบสงัดที่แผ่ซ่านอยู่ในแกนกลางของกลไกโบราณนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าอากาศทุกอณูกำลังถูกบีบอัดด้วยน้ำหนักของความจริงที่หนักอึ้ง อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแยกของมิติ แสงสีขาวนวลจากเศษเสี้ยวปริศนาในมือของเขายังคงเต้นเร้าเป็นจังหวะ สอดประสานไปกับชีพจรของเครื่องจักรยักษ์ที่อยู่รอบกาย ทว่าเบื้องหน้าของเขาไม่ใช่เพียงกลไกโลหะอีกต่อไป แต่มันคือ 'ตัวตน' บางอย่างที่ดำรงอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์

เงาร่างที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไม่ได้มีรูปลักษณ์ที่ชัดเจน มันคือกลุ่มก้อนของความว่างเปล่าที่ส่องประกายด้วยดวงดาวนับพันที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน ร่างนั้นสูงใหญ่จนบดบังทัศนียภาพของแกนกลางทั้งหมด ความรู้สึกแรกที่อัลดริกสัมผัสได้ไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความรู้สึกถึง 'น้ำหนัก'—น้ำหนักของสายตาที่กำลังจ้องมองมาที่เขา น้ำหนักที่ไม่ได้กดลงบนร่างกาย แต่กดลงบนจิตวิญญาณที่ผ่านการชั่งตวงความเที่ยงตรงมาทั้งชีวิต

“เจ้าผู้ประคองสมดุล...” เสียงนั้นไม่ได้ผ่านอากาศ แต่มันดังก้องขึ้นในมโนสำนึกของเขา เป็นเสียงที่ไร้โทนเสียงสูงต่ำ ทว่าแฝงไปด้วยความเก่าแก่ที่ยาวนานกว่าประวัติศาสตร์ของอาณาจักร Castellane เสียอีก “เจ้าได้ขยับเขยื้อนตาชั่งที่ควรจะหยุดนิ่ง เจ้าได้ผสมปนเปแสงสว่างกับเงามืดในจุดที่มันไม่ควรจะบรรจบกัน”

อัลดริกพยายามรวบรวมสติที่แตกซ่าน มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักและถือเครื่องมือชั่งตวงมาค่อนชีวิตสั่นระริก เขาพยายามจะเอ่ยปาก แต่ลำคอกลับแห้งผากราวกับถูกทรายกลบ “ข้า... ข้าเพียงต้องการรักษาความเป็นจริงไว้ ไม่ให้มันถูกกลืนกินไปมากกว่านี้”

“รักษา? หรือควบคุม?” ตัวตนโบราณนั้นถามกลับ ร่างเงาสั่นไหวเหมือนผิวน้ำที่ถูกก้อนหินโยนใส่ “เจ้าใช้เศษเสี้ยวแห่งแสงเพื่อสร้างทางสายใหม่ แต่เจ้าลืมไปว่าทุกครั้งที่เจ้าเติมน้ำหนักลงในถาดหนึ่ง เจ้าต้องดึงบางอย่างออกจากอีกถาดหนึ่งเสมอ การที่เจ้าเชื่อมต่อโลกสองมิติเข้าด้วยกัน มิใช่การรักษา แต่มันคือการทำลายสมดุลเดิมเพื่อสร้างพันธนาการใหม่ที่เจ้าควบคุมไม่ได้”

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของอัลดริกเหมือนเกลียวคลื่นที่บ้าคลั่ง ภาพรอยแยกที่ดูดกลืนทหารหลวง ภาพความพินาศของโอ๊คเมียร์ และภาพความพยายามที่ดูเหมือนจะไร้ผลของเขา ความเที่ยงตรงที่เขาถือมั่นมาตลอดชีวิต—ความซื่อตรงที่ไม่ยอมรับสินบน ความแม่นยำของตาชั่งข้าวหลวง—บัดนี้เขากลับพบว่ามันเป็นเพียงมุมมองที่คับแคบของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่พยายามจะใช้ไม้บรรทัดไม้ไปวัดความกว้างใหญ่ของจักรวาล

“หากข้าไม่ทำเช่นนั้น...” อัลดริกเค้นเสียงออกมาจากอกที่สั่นเทา “เงามืดจะกลืนกินทุกสิ่ง และแสงสว่างจะมอดไหม้ไปในความว่างเปล่า ข้าเลือกทางที่ทำให้โลกยังคงมี 'สิ่งที่มีตัวตน' หลงเหลืออยู่ แม้มันจะเป็นโลกที่บิดเบี้ยวไปบ้างก็ตาม!”

“บิดเบี้ยว...” ตัวตนนั้นทวนคำ ราวกับกำลังลิ้มรสชาติของคำพูดนั้น “เจ้าเรียกความโกลาหลว่าความบิดเบี้ยว และเรียกการแทรกแซงว่าการรักษา เจ้าช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าขันยิ่งนัก ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ ผู้ที่คิดว่าความเที่ยงตรงของตนคือความจริงสูงสุด”

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากเครื่องจักรเบื้องล่าง แต่มาจากรอยแยกที่เปิดออกระหว่างสองมิติ แสงและเงามืดเริ่มหมุนวนรอบตัวอัลดริกเหมือนพายุทอร์นาโดที่มองไม่เห็น เขาเห็นเศษเสี้ยวของเมืองโอ๊คเมียร์ที่พังทลายลอยล่องอยู่ในมิติที่ซ้อนทับ เห็นทุ่งข้าวที่เคยเขียวขจีกลายเป็นสีเทาหม่นและสลับกับสีดำสนิทในชั่วพริบตา ทุกอย่างกำลังถูก 'ชั่งน้ำหนัก' ใหม่โดยอำนาจที่เขาไม่สามารถต่อรองได้

อัลดริกทรุดเข่าลงกับพื้นโลหะที่เย็นเฉียบ เศษเสี้ยวแสงในมือของเขาเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนมันจะระเบิดออก เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า สิ่งที่เขาทำลงไปไม่ใช่การปิดประตู แต่เป็นการสร้าง 'สะพาน' ที่ไม่มีทางทำลายได้ และตอนนี้ สิ่งที่อยู่ปลายทางของสะพานกำลังเดินข้ามมา

“เจ้าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เจ้าชั่งตวงไว้” ตัวตนโบราณกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ จางหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกของการถูกจับจ้องที่ยังไม่จางหาย “เมื่อตาชั่งสมดุลใหม่เริ่มทำงาน... เจ้าจะพบว่าน้ำหนักที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่เจ้ามองเห็น แต่คือสิ่งที่เจ้าต้องเสียไปเพื่อรักษามันไว้”

ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะมาถึง อัลดริกเงยหน้าขึ้นมองผ่านรอยแยกขึ้นไปยังเบื้องบน ที่ซึ่งท้องฟ้าของโอ๊คเมียร์ไม่ได้เป็นสีครามอีกต่อไป แต่มันเป็นสีผสมระหว่างรัตติกาลที่ลึกซึ้งและแสงอรุณที่สว่างจ้าจนน่ากลัว รอยแยกบนฟ้านั้นไม่ได้ปิดลง แต่มันขยายกว้างออกไปราวกับปากของสัตว์ร้ายที่กำลังรอคอยการมาถึงของสิ่งที่จะข้ามผ่านสะพานที่เขาสร้างขึ้น

เขามองดูมือของตนเอง แสงที่เคยสว่างไสวบัดนี้เริ่มดูดกลืนความมืดรอบตัวเข้ามาหา และความมืดก็เริ่มดูดกลืนแสงสว่างกลับไปเช่นกัน มันเป็นการสู้รบที่ไม่มีผู้ชนะ มีเพียงการคงอยู่ของความไม่แน่นอน อัลดริกกำเศษเสี้ยวแสงนั้นแน่นจนบาดฝ่ามือ เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นกลไกโลหะ แต่มันกลับไม่ไหลไปตามแรงโน้มถ่วง มันกลับลอยขึ้นไปสู่รอยแยกเบื้องบน ราวกับว่ากฎเกณฑ์เดิมของโลกได้สูญสิ้นไปแล้ว

เขาต้องทำอะไรสักอย่าง... ไม่ใช่เพื่อรักษาโลกแบบเดิม แต่เพื่อหาจุดสมดุลในโลกที่ไม่มีคำว่า 'เดิม' อีกต่อไป อัลดริกพยายามพยุงกายขึ้นท่ามกลางแรงดึงดูดที่เปลี่ยนทิศทางไปมาอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านมิติที่ซ้อนทับ... ไม่ใช่เงามืด ไม่ใช่แสงสว่าง แต่มันคือบางสิ่งที่ดูเหมือน 'สิ่งมีชีวิต' ที่มีรูปร่างกึ่งโปร่งแสง กำลังมุ่งหน้ามายังแกนกลางแห่งนี้ด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

เขายังไม่รู้ว่ามันคือมิตรหรือศัตรู แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า ตาชั่งของเขาได้เริ่มการชั่งครั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Alcoron แล้ว และครั้งนี้... เขาอาจไม่มีโอกาสได้ปรับแก้ความผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับตัวตนโบราณที่ตำหนิว่าการกระทำของเขาเป็นการทำลายสมดุลเดิมเพื่อสร้างพันธนาการใหม่ ท่ามกลางโลกที่มิติซ้อนทับกันอย่างถาวรและสิ่งลึกลับกำลังมุ่งหน้ามายังแกนกลาง