← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 42Free

ตอนที่ 42 — เงามืดที่ร่วงหล่นจากนภา

ความเงียบสงัดในแกนกลางของกลไกโบราณถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแผดร้องที่ไม่ได้มาจากลำคอของสิ่งมีชีวิต แต่มันคือเสียงเสียดสีของมิติที่กำลังปริแตก อัลดริกทรุดเข่าลงกับพื้นโลหะที่สั่นสะเทือนจนแทบจะรักษาการทรงตัวไม่ได้ เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกถมด้วยทรายจากการพยายามประคองสมดุลของตาชั่งยักษ์ที่เขากำลังฝืนควบคุมอยู่ เบื้องบน... เหนือรอยแยกที่เขาเพิ่งจะพยายามปิดตายด้วยความเที่ยงตรงของจิตวิญญาณ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามหรือแม้แต่สีเทาหม่นของฤดูหนาว บัดนี้กลับกลายเป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่กำลังพ่นเอาเศษเสี้ยวของ 'สิ่งอื่น' ลงมา

มันไม่ใช่หินถล่ม และไม่ใช่ฝน แต่อัลดริกมองเห็นมันเป็นเงาร่างที่บิดเบี้ยว พลังงานที่ดูคล้ายหมึกสีดำสนิทซึ่งหยดลงมาจากสรวงสวรรค์ที่แตกสลาย เงาเหล่านั้นไม่ได้ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงธรรมดา แต่พวกมันเคลื่อนที่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นรนเพื่อหาที่เกาะเกี่ยว พวกมันร่วงหล่นผ่านรอยแยกที่ขยายตัวออกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับบาดแผลที่ไม่มีวันสมาน ทันทีที่เงามืดเหล่านั้นสัมผัสกับอากาศของโลก Alcoron มันจะแผ่ขยายออกเป็นกลุ่มก้อนที่ดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างไปจนหมดสิ้น

"เจ้าทำอะไรลงไป... อัลดริก..." เสียงกระซิบที่แหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นข้างหู เขาหันขวับไปมอง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ชายชุดขาวคนนั้นหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความจริงอันหนักอึ้งที่ว่า การพยายามรักษาความเที่ยงตรงในโลกที่กำลังเสียสมดุล อาจเป็นการเปิดประตูให้ความโกลาหลที่แท้จริงเข้ามาแทนที่

อัลดริกพยายามยันกายขึ้น มือที่สั่นเทาของเขาเอื้อมไปแตะที่แกนกลางของตาชั่งยักษ์ ความร้อนแรงจากพลังงานที่เขาเพิ่งจะอัดฉีดเข้าไปเพื่อประคองสมดุลยังคงหลงเหลืออยู่ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความอบอุ่นของความเที่ยงธรรมอีกต่อไป แต่มันคือความร้อนรุ่มของการดิ้นรน เขามองขึ้นไปยังรอยแยกที่อยู่เหนือศีรษะ เงามืดเหล่านั้นกำลังเริ่ม 'เกาะ' เข้ากับโครงสร้างของโลกเบื้องบน

ที่โอ๊คเมียร์... หากเขายังมีประสาทสัมผัสถึงเมืองที่พังทลายไปแล้ว เขาคงเห็นภาพชาวเมืองที่เหลือรอดกำลังแหงนมองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว รอยแยกที่เคยอยู่ใต้ดินบัดนี้เชื่อมต่อกับรอยแตกบนฟากฟ้า กลายเป็นท่อส่งผ่านความมืดมิดจากมิติอื่นที่ไร้ขอบเขต สิ่งที่ตกลงมาไม่ใช่แค่เงามืด แต่มันคือ 'ส่วนเกิน' ที่ชายชุดขาวเคยเตือนไว้ แต่มันไม่ใช่ส่วนเกินของโลกนี้ มันคือส่วนเกินจากมิติอื่นที่กำลังรุกรานเข้ามาเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าที่อัลดริกเพิ่งจะเปิดออก

"มันไม่ใช่การชดเชย... แต่มันคือการรุกราน..." อัลดริกพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาหายไปในเสียงครืนครั่นของกลไกใต้ดิน เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ตาชั่งที่เขาพยายามประคองอยู่นั้น ไม่ได้ทำหน้าที่วัดน้ำหนักของข้าวหรือทรัพยากรอีกต่อไป แต่มันกำลังพยายามชั่งน้ำหนักระหว่าง 'การมีอยู่' และ 'ความว่างเปล่า' และตอนนี้ น้ำหนักของความว่างเปล่ากำลังเทลงมาอย่างรุนแรงจนตาชั่งแทบจะหักสะบั้น

ทันใดนั้น เงามืดก้อนหนึ่งที่ดูเหมือนกลุ่มควันหนาทึบได้ร่วงหล่นลงมาใกล้จุดที่เขายืนอยู่ มันไม่ได้กระแทกพื้น แต่เมื่อมันแตะลงบนพื้นโลหะ พื้นบริเวณนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่ไร้รูปร่าง แสงสว่างรอบตัวเขาถูกดูดหายไปในพริบตา อัลดริกต้องกระโดดหลบอย่างไม่คิดชีวิต ความรู้สึกเย็นเยียบที่สัมผัสโดนปลายเท้าทำให้เขาขนลุกชัน มันไม่ใช่ความเย็นของอากาศฤดูหนาว แต่มันคือความเย็นของความตายที่ไร้ซึ่งตัวตน

เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาไม่สามารถปล่อยให้เงามืดเหล่านี้กัดกินรากฐานของโลกไปมากกว่านี้ได้ อัลดริกมองไปที่แกนกลางของตาชั่งยักษ์ที่เขากำลังควบคุมอยู่ หากเขาสามารถเปลี่ยนทิศทางของพลังงานที่เขาใส่เข้าไป หากเขาไม่ได้แค่ 'ประคอง' แต่เป็นการ 'ผลักดัน'...

แต่การผลักดันหมายถึงอะไร? มันหมายถึงการต้องยอมรับความไม่เที่ยงตรง หรือหมายถึงการต้องทำลายสิ่งที่เขารักษามาตลอดชีวิต? ความขัดแย้งในใจของเขารุนแรงพอๆ กับแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า ลอร์ดอัลดริกผู้ซื่อตรงต่อความเที่ยงธรรม บัดนี้ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ว่า การจะรักษาโลกไว้ เขาอาจต้องกลายเป็นผู้ที่ทำลายกฎเกณฑ์ที่เขายึดถือมาทั้งชีวิต

เสียงคำรามของ 'ผู้เฝ้าประตู' ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากใต้ดิน แต่มันดูเหมือนจะดังมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าตัวเครื่องจักรเองกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ถูกรุกราน อัลดริกตัดสินใจรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งตัวเข้าไปหาแกนกลางอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อประคอง แต่เพื่อดิ่งลึกลงไปในกระแสพลังงานที่กำลังบ้าคลั่ง เขาหวังเพียงว่าในความโกลาหลนี้ เขาจะพบช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะใช้หยุดยั้งการร่วงหล่นของเงามืดจากฟากฟ้าได้

ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมถึงจุดศูนย์กลางของพลังงาน เขากลับเห็นบางอย่าง... ท่ามกลางกลุ่มเงามืดที่ร่วงหล่นลงมา มีบางสิ่งที่ส่องแสงสีทองจางๆ และมีรูปร่างที่คุ้นตาอย่างประหลาด มันไม่ใช่เงามืด แต่มันคือเศษเสี้ยวของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'ความจริง' ที่ถูกดึงออกมาจากมิติอื่น และมันกำลังเคลื่อนที่มุ่งตรงมายังเขาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว

--- อัลดริกเผชิญกับผลกระทบจากการพยายามปรับสมดุล เมื่อรอยแยกบนฟ้าเปิดออกและปล่อยเงามืดจากมิติอื่นร่วงหล่นลงมาสู่โลก เขาต้องตัดสินใจว่าจะรักษาความเที่ยงธรรมเดิมหรือทำลายมันเพื่อหยุดยั้งการรุกราน ในขณะที่เศษเสี้ยวปริศนาที่ส่องแสงกำลังมุ่งตรงมาหาเขา