← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 32Free

ตอนที่ 32 — เสียงคำรามใต้แท่นศิลา

ความเงียบสงัดหลังพายุคลั่งไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือความเงียบที่อื้ออึงไปด้วยเสียงก้องในหูของอัลดริก

กลิ่นกำมะถันและไอเย็นยะเยือกจากโลหะโบราณยังคงเกาะติดอยู่ที่ปลายจมูก อัลดริกพยายามยันกายขึ้นจากพื้นหินที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและฝุ่นผง ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มไม่ใช่เพียงเพราะความเหนื่อยล้าจากการกระโดดลงไปในรอยแยกแห่งความพินาศ แต่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนที่เขายังรู้สึกได้ในกระดูก มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวธรรมดา แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน

เขามองไปรอบๆ พื้นที่ใต้ดินที่เขาเพิ่งกู้คืนสมดุลมาได้ กลไกโลหะขนาดมหึมาที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งบัดนี้กลับมาเคลื่อนไหวอย่างราบเรียบ ทว่ามันกลับดูน่าเกรงขามกว่าเดิม แสงสีฟ้าอ่อนที่เคยกระพริบอย่างไม่เป็นจังหวะ บัดนี้กลายเป็นแสงเรืองรองที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยต่อของฟันเฟือง ราวกับว่าเครื่องจักรนี้มีลมหายใจเป็นของตนเอง อัลดริกเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะผนังหินที่อยู่ใกล้ที่สุด สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่สม่ำเสมอ... มันไม่ใช่เสียงรบกวน แต่มันคือเสียงคำรามที่แผ่วเบาของยักษ์หลับที่กำลังลืมตาขึ้น

"ท่านลอร์ด! อัลดริก!"

เสียงตะโกนของคาเอลดังสะท้อนลงมาจากช่องทางเดินด้านบน อัลดริกพยายามรวบรวมสติ ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เขารู้ดีว่าเขาไม่มีเวลามานั่งซึมซับความพิศวงนี้ เขาต้องกลับขึ้นไปเผชิญหน้ากับความจริงที่รออยู่ด้านบน ทันทีที่เขาปีนกลับขึ้นมาสู่ระดับพื้นดินใต้ฐานตาชั่งหลวง แสงสว่างจากคบไฟของทหารหลวงก็แทงเข้าตาจนเขาต้องหยีตาลง

เซอร์กัลเลนยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางวงล้อมของทหารในชุดเกราะเงาวับ ใบหน้าของอัศวินหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสนและระแวดระวัง ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่อัลดริกที่สภาพดูไม่ต่างจากคนเพิ่งรอดตายจากโศกนาฏกรรม "ท่านทำอะไรลงไป อัลดริก? แสงนั่น... และแรงสั่นสะเทือนที่หยุดลงกะทันหันนั่น มันหมายความว่าอย่างไร?"

อัลดริกปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา พยายามปรับน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ "มันคืออุบัติเหตุทางกลไก เซอร์กัลเลน... เครื่องจักรใต้ดินนี้มีกลไกป้องกันตัวเองเมื่อถูกรบกวน ผมเพียงแค่... ปรับจังหวะของมันให้กลับมาเข้าที่"

"ปรับจังหวะงั้นหรือ?" กัลเลนสาวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นเหล็กและน้ำมันม้าจากตัวเขาช่างตัดกับกลิ่นอายลึกลับของใต้ดิน "ท่านกำลังจะบอกว่าท่านควบคุมสิ่งที่แม้แต่ราชสำนักยังไม่เข้าใจได้อย่างนั้นหรือ? ท่านรู้ไหมว่าการที่แสงประหลาดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแบบนั้น มันดึงดูดสายตาของพวกนักพยากรณ์ที่เอลเดอร์เมียร์มาที่นี่!"

อัลดริกนิ่งเงียบ ความจริงที่เขาเพิ่งค้นพบ—ว่าสิ่งที่เขาปลุกขึ้นมาอาจไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่านั้น—ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเห็นภาพของกลไกที่หมุนวนด้วยพลังงานที่เหนือธรรมชาติ พลังงานที่อาจเปลี่ยนโอ๊คเมียร์จากเมืองเกษตรกรรมที่เงียบสงบ ให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทุกคนต้องการครอบครอง

"ผมไม่ได้ต้องการอำนาจ เซอร์กัลเลน" อัลดริกกล่าวเสียงต่ำ "ผมต้องการแค่ให้ตาชั่งยังคงเที่ยงตรง และให้เมืองนี้ยังคงอยู่"

"แต่โลกไม่ต้องการความเที่ยงตรงเพียงอย่างเดียว อัลดริก... โลกต้องการพลัง" กัลเลนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทะเยอทะยานที่ปิดไม่มิด "และสิ่งที่คุณทำลงไปเมื่อครู่ มันพิสูจน์แล้วว่าพลังนั้นอยู่ที่นี่"

ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างลอร์ดผู้เหนื่อยล้าและอัศวินผู้กระหายอำนาจกำลังจะปะทุ เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมา มันไม่ใช่เสียงตะโกนหรือเสียงดาบ แต่เป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยียบซึ่งดังมาจากทิศทางของรอยแยกที่อัลดริกเพิ่งจากมา

ครืด... ครืด...

มันเป็นเสียงเหมือนโลหะหนักๆ ลากไปกับพื้นหิน แต่อยู่ลึกลงไปในความมืดที่ยังไม่ถูกสำรวจ อัลดริกขมวดคิ้ว สัญชาตญาณของเขาบอกว่าสิ่งที่เขาเพิ่ง 'ประสาน' เข้าด้วยกันนั้น ไม่ได้ทำให้มันสงบลงอย่างสมบูรณ์ แต่มันเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบของการตื่นขึ้นเท่านั้น

"มีบางอย่างกำลังเคลื่อนที่อยู่ข้างล่างนั่น" อัลดริกกล่าว เตือนให้ทหารหลวงระวังตัว

เซอร์กัลเลนไม่ฟังคำเตือน เขาสั่งให้ทหารเตรียมอาวุธ "เราจะลงไปดูให้เห็นกับตา ว่าสิ่งที่คุณปกป้องไว้คือขุมทรัพย์หรือคำสาปกันแน่"

อัลดริกมองตามแผ่นหลังของทหารเหล่านั้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เขาไม่ได้เห็นเพียงแค่ความโลภของมนุษย์ แต่เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่กำลังเรียกหาพวกเขาจากก้นบึ้งของโลก มันไม่ใช่แค่แรงดึงดูดทางกายภาพเหมือนที่เขาเจอในรอยแยก แต่มันคือแรงดึงดูดแห่งโชคชะตาที่กำลังลากโอ๊คเมียร์เข้าสู่พายุที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เขาหันไปหาคาเอลที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ "คาเอล เตรียมน้ำมันและคบไฟให้มากที่สุด อย่าให้แสงดับเด็ดขาด"

"ท่านลอร์ด... เรากำลังจะไปสู้กับอะไรกันแน่?" เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

อัลดริกมองลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง ที่ซึ่งแสงสีฟ้ายังคงเต้นเร่าราวกับชีพจรของสัตว์ร้าย "เราไม่ได้กำลังจะสู้กับอะไร คาเอล... เรากำลังจะเผชิญหน้ากับความจริงที่โลกพยายามซ่อนไว้มานานนับศตวรรษ"

ขณะที่กลุ่มทหารเริ่มก้าวลงสู่บันไดหินที่มืดมิด อัลดริกสังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น บนผนังหินใกล้กับทางเข้าที่เขาเพิ่งขึ้นมา มีรอยสลักใหม่ที่ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาจากการสั่นสะเทือน มันไม่ใช่ภาษาที่เขาเคยเห็นในตำราหลวง แต่มันคืออักขระที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวได้ และเมื่อเขามองมันนานเข้า เขาก็เริ่มเข้าใจความหมายของมันผ่านความรู้สึก...

'ผู้รักษาความสมดุล ได้ปลุกผู้เฝ้าประตู'

ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง อัลดริกตระหนักได้ทันทีว่า สิ่งที่เขาทำสำเร็จไม่ใช่การซ่อมแซมกลไก แต่มันคือการเปิดประตูที่ควรจะปิดตายตลอดกาล และตอนนี้... สิ่งที่อยู่หลังประตูนั้น กำลังเดินตามหลังพวกเขาลงไปในความมืด

--- อัลดริกประสบความสำเร็จในการประสานกลไกโบราณใต้ดิน แต่การกระทำนั้นกลับปลุกพลังลึกลับและดึงดูดความสนใจจากราชสำนักให้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งกับเซอร์กัลเลน เขาค้นพบอักขระปริศนาที่เตือนว่าเขาได้ปลุก 'ผู้เฝ้าประตู' ให้ตื่นขึ้นมาแล้ว