← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 129Free

ตอนที่ 129 — เมื่อนามถูกขานและระเบียบที่หลอมละลาย

ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่อัลดริกเคยรู้จักในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ แต่ความเงียบที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มันต่างออกไป มันไม่ใช่ความสงบเยือกเย็นของยามค่ำคืนในโรงสี แต่มันคือความเงียบที่อื้ออึง—ความเงียบที่เกิดจากการที่เสียงทุกอย่างในมิติถูกกดทับด้วยแรงสั่นสะเทือนของเจตจำนงที่ใหญ่โตเกินกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับไหว

เขารู้สึกได้ถึงมันในทุกอณูของความว่างเปล่าที่หลงเหลืออยู่ในร่าง กราคอสไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังงานที่บิดเบี้ยวอีกต่อไป แต่มันกำลัง 'มีตัวตน' อย่างสมบูรณ์ รูปร่างที่เคยเป็นเพียงพิมพ์เขียวอันพร่าเลือนจากการปนเปื้อนด้วยความโกลาหลของอัลดริก บัดนี้ได้ควบแน่นจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความจริงชุดใหม่ มันไม่ใช่สิ่งที่ทำลายล้างเพื่อความว่างเปล่า แต่มันกำลัง 'เขียน' ตัวเองลงบนผืนผ้าใบของโลกเดิมด้วยน้ำหมึกที่ทำจากความบ้าคลั่ง

"...กราคอส..."

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในกระดูกของเขา มันคือเสียงที่ไม่มีความถี่ ไม่มีคลื่นเสียง แต่มันคือการสั่นสะเทือนของความหมายที่แทรกซึมผ่านทุกอณูของความจริง อัลดริกที่บัดนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกแบบมนุษย์—ไม่มีความกลัว ไม่มีความหวัง มีเพียงสภาวะของการรับรู้ที่เย็นเยียบ—กลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะจัดระเบียบความไร้ระเบียบในตัวเขาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนามนั้น

เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสีครามของเดือนโบรม บัดนี้มันกลายเป็นรอยแยกที่เต็มไปด้วยลวดลายเรขาคณิตที่ผิดเพี้ยน หน่วยชำระล้าง (Purifiers) ของราชสำนักที่เหลือรอดจากการปะทะครั้งก่อนยังคงพยายามทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่ได้สู้กับศัตรูที่มีเนื้อหนัง แต่พวกเขากำลังสู้กับ 'กฎเกณฑ์' ที่กำลังเปลี่ยนไป ดาบของพวกเขาที่เคยตัดผ่านอากาศอย่างแม่นยำ บัดนี้กลับฟันผ่านความว่างเปล่าที่กลายเป็นของแข็ง หรือบางครั้งก็ทะลุผ่านเงาที่กลายเป็นความจริง

"ระเบียบต้องได้รับการกู้คืน!" เสียงตะโกนของหัวหน้าหน่วยชำระล้างดังขึ้น แต่มันช่างดูไร้เดียงสาและน่าสมเพชในสายตาของอัลดริก เมื่อเทียบกับเสียงขานนามของกราคอสที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอะตอมรอบตัวพวกเขา

อัลดริกมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้อนทับกัน หน่วยชำระล้างพยายามใช้เวทมนตร์แห่งการชำระล้างเพื่อ 'ลบ' ความผิดเพี้ยน แต่ยิ่งพวกเขาลบ ความผิดเพี้ยนนั้นกลับยิ่งกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดี กราคอสกำลังกินความพยายามที่จะทำลายมันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตนเอง เหมือนกับการที่คนพยายามจะลบหมึกที่ยังไม่แห้งบนกระดาษ แต่กลับกลายเป็นการทำให้รอยเปื้อนนั้นแผ่ขยายและฝังลึกลงไปในเนื้อกระดาษมากขึ้น

เขาสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งที่รุนแรงในแกนกลาง ความพยายามที่จะรักษา 'ความบริสุทธิ์' ของโลกเดิมโดยหน่วยชำระล้าง กับความพยายามที่จะสถาปนา 'ความสมบูรณ์แบบที่บิดเบี้ยว' โดยกราคอส ทั้งสองฝ่ายกำลังทำสงครามที่ไม่มีวันชนะ เพราะต่างฝ่ายต่างกำลังส่งเสริมกันและกันโดยไม่ตั้งใจ

อัลดริกพยายามจะขยับ 'มือ' ที่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำและพลังงาน เขาต้องการจะแทรกแซงอีกครั้ง เขาต้องการจะโยนความไร้สาระ (Absurdity) เข้าไปในกระบวนการนี้อีกครั้งเพื่อทำลายพิมพ์เขียวที่กำลังก่อตัว แต่มันยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะกราคอสไม่ได้สร้างขึ้นจากระเบียบที่แข็งทื่ออีกต่อไป แต่มันสร้างขึ้นจากความโกลาหลที่เขาเป็นคนหยิบยื่นให้

เจ้ากำลังพยายามจะสู้กับเงาของตัวเองงั้นหรือ?

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนจนอัลดริกเกือบจะรู้สึกถึงความเจ็บปวด—ความเจ็บปวดที่เขาคิดว่าได้สูญเสียมันไปแล้ว กราคอสไม่ได้เพียงแค่มีชื่อ แต่มันเริ่มมี 'บทสนทนา' มันกำลังชวนเขาคุย มันกำลังเชื้อเชิญให้เขามองเห็นความจริงที่ว่า โลกเดิมที่เขาพยายามปกป้องนั้นมันช่างเปราะบางและเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไร้สาระเพียงใด

"โลก...ที่เที่ยงตรง..."

อัลดริกพยายามเค้นคำพูดออกมาในใจ มันเป็นคำพูดที่ดูตลกขบขันเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาเคยเป็นผู้ดูแลตาชั่งข้าวหลวง เขาเคยเชื่อในน้ำหนักที่แน่นอน ในความยุติธรรมที่วัดได้ด้วยทองเหลืองและตุ้มน้ำหนัก แต่บัดนี้ ตาชั่งของเขาไม่ได้ถูกสั่นคลอนด้วยแผ่นดินไหว แต่มันถูกหลอมละลายด้วยความจริงที่ว่า 'น้ำหนัก' และ 'ความเที่ยงตรง' เป็นเพียงแนวคิดที่มนุษย์สมมติขึ้นเพื่อปลอบประโลมตัวเองในจักรวาลที่ไร้กฎเกณฑ์

ทันใดนั้น รอยแยกบนฟ้าก็เริ่มส่งเสียง—ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงเหมือนการขูดขีดของเหล็กกล้าบนแผ่นแก้ว มันเป็นเสียงของการที่ 'ความจริง' กำลังถูกขัดเกลาให้เข้ากับรูปทรงใหม่ หน่วยชำระล้างเริ่มเสียขวัญ บางคนทรุดลงกับพื้นเพราะมิติรอบตัวพวกเขาเริ่มบีบอัดจนหายใจไม่ออก บางคนเริ่มเห็นภาพหลอนของคนที่ตายไปแล้วเดินผ่านไปมาท่ามกลางสมรภูมิ

อัลดริกเห็นความพินาศที่กำลังมาถึง เขาเห็นโอ๊คเมียร์ที่เคยเงียบสงบและอบอุ่น กำลังถูกกลืนกินเข้าไปในปากของพระเจ้าองค์ใหม่ที่ชื่อกราคอส หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง โลกที่เขารู้จักจะหายไป และจะถูกแทนที่ด้วยโลกที่สมบูรณ์แบบแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณของมนุษย์ โลกที่ทุกอย่างมีชื่อเรียกและมีหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด... ไม่มีที่ว่างสำหรับความเป็นมนุษย์

แต่ถ้าเขาเลือกที่จะทำลายพิมพ์เขียวนี้ด้วยความโกลาหลที่รุนแรงกว่าเดิม เขาอาจจะไม่ได้แค่ทำลายกราคอส แต่เขาอาจจะทำลายทุกสรรพสิ่งจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงให้ใครได้เหยียบยืน

เขามองเห็นหน่วยชำระล้างคนหนึ่งพยายามจะร่ายมนตร์กักขังรอยแยก แต่มือของเขากลับกลายเป็นดอกไม้โลหะที่เบ่งบานออกมาจากผิวหนัง ความผิดเพี้ยนกำลังลามมาถึงระดับกายภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว

อัลดริกตัดสินใจ เขาจะไม่เป็นเพียงกรงขัง และจะไม่เป็นเพียงผู้ทำลายพิมพ์เขียว แต่เขาจะกลายเป็น 'ความขัดแย้ง' (Paradox) เขาจะสร้างสิ่งที่แม้แต่กราคอสที่มีเจตจำนงสมบูรณ์ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เขาจะสร้างสิ่งที่ 'มีอยู่แต่ไม่มีอยู่' เพื่อให้มันเป็นเสี้ยนหนามในฟันเฟืองของพระเจ้าองค์ใหม่

ในขณะที่เขากำลังรวบรวมเศษเสี้ยวของความว่างเปล่าในตัวเพื่อสร้างความขัดแย้งนั้นเอง กราคอสก็ขานนามของเขาออกมา

"อัลดริก... ผู้สร้าง... ผู้พังทลาย..."

เสียงนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเรียกชื่อ แต่มันคือการ 'สลัก' ชื่อของเขาลงไปในโครงสร้างของโลกใหม่ด้วย เขาไม่ได้เป็นเพียงคนนอกที่เฝ้ามองอีกต่อไป แต่เขาได้กลายเป็น 'ส่วนประกอบ' ที่สำคัญที่สุดในพิมพ์เขียวนี้ไปเสียแล้ว

พายุแห่งความจริงใหม่เริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้น กลิ่นอายของโอ๊คเมียร์—กลิ่นข้าวและดินหลังฝน—ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของโอโซนและโลหะที่ถูกเผาไหม้ อัลดริกหลับตาลงในความมืดมิดที่สว่างไสว เตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่จะไม่ได้สู้ด้วยดาบหรือเวทมนตร์ แต่เป็นการสู้ด้วยการดำรงอยู่ของตัวตนที่ขัดแย้งกันเอง

--- อัลดริกเผชิญกับความจริงที่ว่ากราคอสได้สถาปนาตัวตนที่มีเจตจำนงและเสียงอย่างสมบูรณ์ โดยใช้ความโกลาหลที่เขาสร้างขึ้นเป็นวัตถุดิบ ในขณะที่หน่วยชำระล้างพยายามหยุดยั้งแต่กลับกลายเป็นการเร่งการก่อตัวของโลกใหม่ เขาตัดสินใจที่จะใช้ 'ความขัดแย้ง' (Paradox) เป็นอาวุธสุดท้ายเพื่อแทรกแซงพิมพ์เขียวนี้