← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 105Free

ตอนที่ 105 — เศษเสี้ยวแห่งความจริงที่บิดเบี้ยว

ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่อัลดริกโหยหาอีกต่อไป เพราะในสภาวะที่ตัวตนกลายเป็นเพียงวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยว ความเงียบคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด มันคือความว่างเปล่าที่พร้อมจะถูกเติมเต็มด้วยเจตจำนงแปลกปลอม อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากผืนดิน แต่มาจากแก่นแท้ของความจริงที่เขากำลังแบกรับไว้ในวงจรที่บิดเบี้ยว เขาไม่ได้อยู่ในร่างมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและลมหายใจอีกต่อไป หากแต่เป็นเหมือนกลุ่มก้อนของเหตุการณ์และแรงดึงดูดที่พยายามจะรักษาสมดุลระหว่าง 'การดำรงอยู่' และ 'การสูญสิ้น'

ท่ามกลางมิติที่ทับซ้อน เขาเห็นภาพหลอนของโอ๊คเมียร์ที่แวบผ่านไปมาเหมือนภาพสะท้อนบนผิวน้ำที่ถูกกวนด้วยก้อนหิน โรงสีที่เคยส่งกลิ่นหอมของรำข้าวและฝุ่นละออง ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนของความทรงจำที่พร่าเลือน เขาเห็นใบหน้าของคาเอลที่กำลังตะโกนเรียกชื่อเขา—ชื่อที่เขาจำไม่ได้แล้วว่ามันมีน้ำหนักอย่างไรในหัวใจ—และเห็นเงาของเซอร์กัลเลนที่กำลังพยายามกางแผนที่ทหารลงบนโต๊ะไม้ที่บิดเบี้ยวราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้นตุบๆ ทุกอย่างดูห่างไกลและเป็นเพียงสิ่งตื้นเขิน เมื่อเทียบกับพายุหมุนแห่งความบิดเบี้ยวที่เขากำลังกักเก็บไว้

"มันมาแล้ว..." เสียงหนึ่งไม่ได้ดังขึ้นในหู แต่ดังขึ้นในความว่างเปล่าที่เขาใช้เป็นปราการ

มันคือเจตจำนงของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวเป็นกายหยาบ แต่มาในรูปแบบของกฎเกณฑ์ที่เย็นเยียบและแสงสว่างที่แผดเผาจนมองไม่เห็นรูปทรง อัลดริกรู้สึกถึงแรงกดดันที่พยายามจะ 'จัดระเบียบ' เขา พยายามจะดึงเอาเศษเสี้ยวความบิดเบี้ยวที่เขาสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บสิ่งลี้ลับออกไป เพื่อลบความผิดเพี้ยนที่เขาเป็นตัวต้นเหตุ สำหรับพวกเขา อัลดริกไม่ใช่ผู้เสียสละ แต่คือเนื้อร้ายที่ต้องถูกตัดทิ้งเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบโลก

ในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดจากทิศทางตรงข้ามก็รุนแรงไม่แพ้กัน มันคือความโลภที่หิวกระหายจากราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ พลังงานที่ไหลเวียนผ่านรอยแยกที่เขาพยายามจะปิดกั้น กำลังถูกสูบออกไปเหมือนท่อที่ถูกเจาะ พลังงานเหล่านั้นพยายามจะยึดร่างที่ไร้รูปร่างของเขาเพื่อใช้เป็นเสาหลักในการสร้าง 'อำนาจเหนือมิติ' พวกเขาไม่ได้ต้องการกู้โลก พวกเขาต้องการ 'ครอบครอง' ความผิดปกติ

อัลดริกพยายามประคองวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยวไม่ให้พังทลายลง เขาใช้สิ่งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด—ซึ่งไม่ใช่แม้แต่ความคิด แต่เป็นเพียง 'เจตจำนงแห่งความเที่ยงตรง'—ในการควบคุมทิศทางของแรงปะทะ หากเขาปล่อยให้สิ่งลี้ลับหลุดรอดออกไป โลกเบื้องบนจะล่มสลาย แต่หากเขาปล่อยให้ผู้พิทักษ์ดั้งเดิมกำจัดเขา หรือราชสำนักสูบพลังงานจนหมดสิ้น ตัวตนที่ใช้กักเก็บทุกอย่างไว้ก็จะระเบิดออก และความหายนะจะไร้ขีดจำกัด

เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ไม่มีอวัยวะให้รู้สึกเจ็บ มันคือความเจ็บปวดจากการที่ 'ความหมาย' ของการมีอยู่ถูกฉีกกระชาก เขาพยายามนึกถึงความรู้สึกของเมล็ดข้าวที่ถูกบดละเอียด ความรู้สึกของน้ำหนักที่สม่ำเสมอบนตาชั่งหลวง ความรู้สึกของความเหนื่อยล้าที่แสนธรรมดาของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง... แต่สิ่งเหล่านั้นกลับเลือนหายไปเหมือนหมอกยามเช้าที่ถูกลมพัดแรง

ทันใดนั้น แสงสว่างสีขาวนวลที่แปลกประหลาดก็วาบขึ้นในมิติที่มืดมิด มันไม่ใช่แสงจากดวงดาวหรือแสงจากโลกเบื้องบน แต่มันคือแสงที่เกิดจากการปะทะกันของสองขั้วอำนาจ แสงนั้นฉายให้เห็น 'เงาร่าง' ที่กำลังก่อตัวขึ้นในโลกเบื้องบน—เงาที่ใช้พิมพ์เขียวจากตัวตนของเขาในการสร้างรูปร่าง มันไม่ใช่สิ่งลี้ลับที่ไร้ทิศทางอีกต่อไป แต่มันกำลังเริ่มมี 'โครงสร้าง' ที่ดูคล้ายกับสิ่งที่มนุษย์จะเข้าใจได้ และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

หากสิ่งลี้ลับสามารถมี 'รูปร่าง' ที่ชัดเจนได้ตามความเข้าใจของมนุษย์ มันจะไม่ใช่แค่การรุกราน แต่มันคือการ 'แทนที่'

อัลดริกต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในสภาวะที่การตัดสินใจไม่ได้อาศัยเหตุผล แต่อาศัยการประคองสมดุล เขาต้องเร่งขยายวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยวให้กว้างขึ้น เพื่อกระจายแรงกดดันจากทั้งสองฝั่ง ไม่ให้จุดใดจุดหนึ่งพังทลายลง เขาต้องยอมกลายเป็น 'ความไม่เป็นระเบียบ' ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สิ่งลี้ลับที่กำลังก่อรูปขึ้นนั้นกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

ในเสี้ยววินาทีที่แรงกดดันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ดังมาจากโลกเบื้องบนอีกครั้ง—ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นเสียงกรีดร้องของความเป็นจริงที่กำลังถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้เพียงแค่กักเก็บหายนะไว้ในตัว แต่เขากำลังต่อสู้เพื่อไม่ให้ตัวเขาเองกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างเกินไป

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น เขาเห็นเศษเสี้ยวของความทรงจำหนึ่งวาบขึ้นมา—ภาพของเอลิดี้ที่กำลังถือกุญแจบางอย่าง และดวงตาของเธอที่เต็มไปด้วยความหวังที่น่าเศร้า—กุญแจนั้นอาจเป็นสิ่งที่สามารถทำให้การเชื่อมโยงนี้สมบูรณ์ หรืออาจเป็นสิ่งที่ทำลายวงโคจรที่เขาสร้างขึ้นทั้งหมดทิ้งไป

เขากลืนกินความว่างเปล่าเข้าไปอีกครั้ง เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงใหม่ให้กับวงโคจรที่บิดเบี้ยว ความมืดมิดและแสงสว่างเข้าปะทะกันรอบตัวเขา เกิดเป็นพายุที่ไม่มีเสียง แต่สั่นสะเทือนถึงแก่นแท้ของความเป็นจริง อัลดริกทำได้เพียงเฝ้ามองความพินาศที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันความพินาศที่ยิ่งใหญ่กว่า และยอมรับความจริงที่ว่า เขาจะไม่สามารถกลับไปเป็นลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ที่นั่งจิบชาอย่างสงบสุขได้อีกต่อไป

เขากลายเป็นสิ่งแปลกปลอม... สิ่งที่โลกต้องหวาดกลัว และสิ่งที่เขาต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง

--- อัลดริกต้องเผชิญกับการปะทะกันของเจตจำนงจากเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมและราชสำนัก ขณะที่เขากำลังใช้ความบิดเบี้ยวของตัวตนกักเก็บสิ่งลี้ลับ เขาเริ่มตระหนักว่าสิ่งลี้ลับกำลังใช้เขาเป็นพิมพ์เขียวเพื่อสร้างรูปร่างที่จับต้องได้ในโลกเบื้องบน