ตอนที่ 10 — ความเย็นเยียบของโลหะแปลกปลอม
แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันพืชที่สั่นไหวตามแรงลมลอดผ่านรอยแตกของผนังหินใต้โรงสีหลวง กลิ่นอับชื้นของดินที่ถูกขุดขึ้นใหม่คละคลุ้งไปกับกลิ่นสนิมจางๆ อัลดริกนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบ มือที่กร้านจากการจับคันชั่งและเอกสารมาค่อนชีวิตกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของฤดูฟรอสต์ฟอลที่คืบคลานเข้ามา แต่เป็นเพราะวัตถุที่วางอยู่ตรงหน้าเขา
มันไม่ใช่ทองเหลือง ไม่ใช่เหล็กกล้า และไม่ใช่โลหะชนิดใดที่เฒ่าบาร์ธเคยใช้ตีขึ้นรูปในโรงตีเหล็กของโอ๊คเมียร์ วัตถุชิ้นนั้นมีสีเทาหม่นราวกับขี้เถ้าที่ถูกแช่แข็ง ผิวสัมผัสของมันเรียบเนียนจนน่าขนลุก แต่มันกลับแผ่ไอเย็นที่กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกเมื่อเขาลองแตะต้อง มันมีรูปร่างคล้ายทรงกระบอกที่บิดเบี้ยวคล้ายเกลียวคลื่นที่หยุดนิ่งกลางอากาศ และที่น่าประหลาดที่สุดคือ มันดูเหมือนจะ 'ดูดซับ' แสงสว่างจากตะเกียงรอบข้าง แทนที่จะสะท้อนแสงออกมาเหมือนโลหะทั่วไป
“ท่านลอร์ด... ท่านพบอะไรหรือ?”
เสียงฝีเท้าที่ก้าวลงบันไดหินดังขึ้นอย่างระแวดระวัง อัลดริกสะดุ้งโหยง รีบคว้าผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มาคลุมวัตถุประหลาดนั้นไว้ทันที หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึกที่ตีผิดจังหวะ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเอลิดี้ หลวงสาวผู้มาเยือนที่มีดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว แสงจากตะเกียงที่เธอถือส่องให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยของเธอ แต่มันไม่อาจปิดบังความสงสัยที่ฉายชัดอยู่ในแววตาได้
“ไม่มีอะไรหรอกเอลิดี้ แค่... รากไม้ที่ชอนไชจนดินทรุดน่ะ” อัลดริกตอบ พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมทั้งที่อากาศใต้ดินนั้นหนาวจัด “แผ่นดินไหวเมื่อเช้าทำให้ดินใต้ฐานตาชั่งขยับนิดหน่อย ข้าแค่ต้องมาดูว่าไม่มีอะไรแตกร้าวไปมากกว่านี้”
เอลิดี้ไม่ได้ก้าวเข้ามาหาเธอเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงขอบแสงสว่าง “รากไม้ไม่น่าจะทำให้ดินใต้โรงสีหลวงขยับได้ลึกขนาดนี้ และรากไม้ก็ไม่น่าจะทำให้ท่านมีสีหน้าเหมือนเพิ่งเห็นวิญญาณของบรรพบุรุษปรากฏตัวขึ้นมาหรอกนะคะ”
อัลดริกถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งชีวิตดูเหมือนจะถาโถมเข้าใส่เขาในวินาทีนี้ เขาพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เข่าของเขากระแทกพื้นหินจนเกิดเสียงกึก “ถ้าข้าบอกว่าข้าพบสิ่งที่ข้าเองก็อธิบายไม่ได้ ท่านจะรายงานเรื่องนี้ต่อราชสำนักหรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงบนพื้นดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เอลิดี้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง แสงตะเกียงของเธอตกกระทบลงบนผ้าขี้ริ้วที่คลุมวัตถุนั้นอยู่ อัลดริกเห็นความลังเลในดวงตาของเธอครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด
“หน้าที่ของข้าคือการรักษาความเรียบร้อยของเขตชายแดน และแจ้งเหตุที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบแต่แฝงด้วยความหนักแน่น “หากสิ่งที่ท่านพบคือสิ่งที่ข้าสงสัย... มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะถูกปิดบังไว้เพียงลำพัง”
“แต่มันยังไม่เป็นอันตราย!” อัลดริกแย้ง เสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น “มันแค่... มันแค่ดูผิดที่ผิดทาง มันไม่ควรมาอยู่ใต้ฐานรากของตาชั่งหลวงที่หล่อเลี้ยงคนทั้งแคว้น ข้าแค่ต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจมันก่อนที่มันจะสร้างความตื่นตระหนก”
“ความตื่นตระหนกมักเกิดขึ้นเมื่อความจริงปรากฏช้าเกินไปเสมอ ท่านลอร์ด” เอลิดี้กล่าวเบาๆ “ขอดูหน่อยได้ไหม?”
อัลดริกนิ่งไปครู่หนึ่ง ความซื่อตรงที่เขาใช้ยึดถือมาตลอดชีวิตกำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณของการปกป้อง ในที่สุดเขาก็ยอมขยับผ้าออกช้าๆ เมื่อแสงจากตะเกียงของเอลิดี้สาดส่องลงไปบนวัตถุนั้น ทั้งสองคนต่างชะงักงัน
วัตถุสีเทาหม่นนั้นดูเหมือนจะตอบสนองต่อแสงสว่าง มันไม่ได้ส่องประกาย แต่มันกลับทำให้แสงรอบๆ ดูหม่นแสงลงอย่างประหลาด และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ บนผิวของมันเริ่มมีเส้นสายสีเงินจางๆ วิ่งพล่านไปมาคล้ายกับเส้นเลือดที่กำลังเต้นเป็นจังหวะ มันไม่ได้เป็นเพียงโลหะ แต่มันดูเหมือน 'สิ่งมีชีวิต' ที่กำลังหลับใหล
“นี่มัน...” เอลิดีกระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือเป็นครั้งแรก “มันไม่ใช่ของที่มนุษย์สร้างขึ้น... และมันไม่ใช่ของที่ดินในโอ๊คเมียร์ควรจะมี”
“มันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาชั่งสั่นไหว” อัลดริกกล่าวพลางมองไปที่เพดานหินด้านบน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกลไกหลักของตาชั่งหลวง “แรงสั่นสะเทือนเมื่อเช้า... ข้าคิดว่ามันไม่ใช่แผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่มันคือการตื่นขึ้นของสิ่งนี้”
ทันใดนั้นเอง วัตถุใต้ผ้าขี้ริ้วก็ส่งเสียงครางต่ำๆ ออกมา มันเป็นเสียงที่ไม่ได้ผ่านอากาศ แต่มันสั่นสะเทือนผ่านพื้นดินและทะลุผ่านฝ่าเท้าของทั้งสองคนขึ้นมาถึงหน้าอก อัลดริกรู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงที่แผ่ซ่านออกมาจากใต้ดิน ราวกับว่าสิ่งที่เขาพบไม่ใช่เพียงวัตถุชิ้นหนึ่ง แต่เป็นสมอที่ยึดเหนี่ยวบางอย่างที่น่ากลัวเอาไว้ใต้เมืองแห่งนี้
“เราต้องเรียกเฒ่าบาร์ธ” อัลดริกตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “และเราต้องระวัง... ระวังอย่าให้ใครในเมืองรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะพวกพ่อค้าที่กำลังรอคอยการมาถึงของฤดูเก็บเกี่ยว”
“ท่านลอร์ด” เอลิดี้ขัดขึ้น มือของเธอกำด้ามมีดสั้นที่ข้างเอวแน่น “ข้าเกรงว่ามันอาจจะสายเกินไปที่จะปิดบัง หากสิ่งนี้กำลังเริ่มทำงาน ความผิดปกติของตาชั่งจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับรากฐานของเมืองเรา”
อัลดริกมองไปที่ตาชั่งหลวงที่อยู่ด้านบนผ่านช่องว่างของเพดานไม้ เขาจินตนาการถึงความเที่ยงตรงที่เขาพยายามรักษามาตลอดชีวิต บัดนี้ ความเที่ยงตรงนั้นกำลังถูกคุกคามด้วยสิ่งที่ไร้ที่มาและไร้คำอธิบาย หากตาชั่งไม่อาจวัดน้ำหนักของข้าวได้อย่างแม่นยำ ความเชื่อมั่นของราชสำนักที่มีต่อโอ๊คเมียร์ก็จะพังทลาย และหากความเชื่อมั่นพังทลาย... สงครามที่กำลังก่อตัวอยู่ชายแดนจะมองเห็นโอ๊คเมียร์เป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอและไร้ทางสู้
เขามองกลับไปที่วัตถุนั้นอีกครั้ง เส้นสายสีเงินบนผิวโลหะเริ่มขยายตัวกว้างขึ้น ราวกับมันกำลังรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา อัลดริกรู้สึกได้ว่าความสงบสุขที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตกำลังหลุดลอยไป และแทนที่ด้วยภาระที่หนักอึ้งยิ่งกว่าน้ำหนักข้าวสารทั้งหมดในราชอาณาจักร
“เราจะทำอย่างไรต่อดีคะ?” เอลิดี้ถาม เสียงของเธอแผ่วเบาลงท่ามกลางเสียงครางต่ำที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
อัลดริกไม่ตอบ เขาเพียงแต่จ้องมองไปยังความมืดที่ล้อมรอบพวกเขา รู้ดีว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเขา และพรุ่งนี้... โลกที่เขาเคยรู้จักอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
--- อัลดริกพบวัตถุโลหะประหลาดที่แผ่ไอเย็นและดูเหมือนมีชีวิตอยู่ใต้ฐานรากของตาชั่งหลวง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของแผ่นดินไหวและความผิดปกติของตาชั่ง ทำให้เขาและเอลิดี้ต้องเผชิญกับความจริงที่อาจสั่นคลอนความมั่นคงของทั้งเมือง