← All chapters

The Glass Library

Chapter 89Free

ตอนที่ 89 — แสงที่บิดเบี้ยวในหอคอยอาลักษณ์

เอเลียสขยับแว่นสายตาที่เลื่อนลงมาที่ปลายจมูกพลางถอนหายใจยาว เขายืนอยู่บนระเบียงชั้นบนสุดของหอคอยบันทึกกลาง มองลงไปยังเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่ทอดตัวยาวเหยียดอยู่เบื้องล่าง แสงจากผลึกแก้วนับพันที่ฝังอยู่ตามยอดหอคอยและอาคารสำคัญกำลังส่องสว่างอย่างสม่ำเสมอ แต่มันสม่ำเสมอจนน่าขนลุก

“คุณควรจะเลิกจ้องมองมันเหมือนกำลังพยายามจะอ่านอนาคตจากหยดหมึกนะ เอเลียส” เสียงของบรอนเวนดังขึ้นจากทางด้านหลัง เธอเดินเข้ามาพร้อมกับม้วนกระดาษหนังแกะที่ขอบเริ่มลุ่ย “ความสงบสุขในเมืองนี้มันดู... สะอาดเกินไป เหมือนกระดาษที่ถูกขัดด้วยน้ำยาจนไม่มีร่องรอยของเส้นใย”

เอเลียสไม่แม้แต่จะหันไปมอง “ความสะอาดไม่ใช่ปัญหา บรอนเวน ปัญหาคือความนิ่งสนิท แสงจากผลึกแก้วในเขตอาลักษณ์ควรจะมีจังหวะการกะพริบตามการไหลเวียนของพลังงานเวทมนตร์ แต่นี่มันเหมือนถูกล็อกไว้ด้วยกลไกบางอย่างที่ขัดต่อธรรมชาติของแสงวิเศษ”

“ฉันลองเช็กค่าความเข้มแสงที่ห้องแล็บแล้วค่ะ!” เซเลสเทนก้าวพรวดเข้ามาในวงสนทนา ใบหน้าของเธอที่มักจะร่าเริงดูซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด มือของเธอขยับหยิบจับผลึกแก้วขนาดเล็กที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อนออกมาหมุนไปมา “มันไม่ผิดพลาดหรอก แต่มันถูก ‘ปรับจูน’ ค่ะเอเลียส เหมือนมีใครบางคนไปปรับคันโยกของกระแสแสงให้มันคงที่เกินไป เพื่อลบคลื่นความผันผวนที่อาจจะเกิดจากความวุ่นวายในเมือง”

เอเลียสขมวดคิ้ว “ถ้าพวกเขาควบคุมแสงเพื่อลบเลือนความผิดปกติ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังพยายามลบเลือนความจริงที่เกิดขึ้นในเอลเดอร์เมียร์ด้วยใช่ไหม?”

“อาจจะใช่” บรอนเวนตอบสั้นๆ พลางพิงผนังหิน “การที่เมืองดูสงบสุขและทำงานสอดประสานกันเกินไป มันเหมือนกับเรากำลังอ่านหนังสือที่ถูกตัดหน้ากระดาษที่ยุ่งเหยิงออกไป เหลือแต่บทสรุปที่สวยหรู”

เอเลียสเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานไม้โอ๊กขนาดใหญ่ที่มีบันทึกเก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่ เขาเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง หน้ากระดาษมีรอยคราบความชื้นจากการเก็บรักษามานานหลายศตวรรษ สายตาของเขาไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีทองจางๆ เขาหยุดลงที่ประโยคหนึ่งซึ่งถูกเน้นย้ำไว้ด้วยสัญลักษณ์พิเศษ

‘...เมื่อแสงแห่งความจริงถูกบิดเบือนด้วยความนิ่งสงบอันลวงตา ราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก จะปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความสับสนของความจริงและคำลวง...’

“คำทำนายเรื่องราชินีผู้จุติ...” เอเลียสพึมพำ “มันไม่ใช่แค่ตำนานที่เอาไว้หลอกเด็กในสำนักอาลักษณ์แล้วล่ะ ถ้าแสงในเมืองกำลังถูกบิดเบือนเพื่อปกปิดบางอย่าง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าความสมดุลที่คำทำนายพูดถึง กำลังถูกทำลายด้วยความพยายามที่จะรักษาความสมบูรณ์แบบที่จอมปลอมนี้เอาไว้”

“แล้วเราจะทำยังไง?” เซเลสเทนถาม เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “ถ้าเราไปรบกวนระบบแสงที่ราชสำนักสร้างไว้ เราอาจจะกลายเป็นอาชญากรทางเวทมนตร์ทันทีนะคะ อาลักษณ์อย่างเราไม่มีสิทธิ์ไปแตะต้องโครงสร้างพลังงานหลักของเมือง”

“เราไม่ได้จะไปทำลายมัน” เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เขาปิดบันทึกเล่มนั้นลงดัง ‘ปึก’ “เราแค่ต้องแสดงให้เห็นว่าแสงที่แท้จริงมันต้องมีทั้งความสว่างและความมืด มีทั้งจังหวะที่รุ่งเรืองและจังหวะที่สั่นคลอน เมืองเอลเดอร์เมียร์ไม่ควรเป็นแค่ภาพวาดที่หยุดนิ่ง แต่มันต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจ”

บรอนเวนยิ้มมุมปาก “พูดได้สวยหรูดีนี่ แต่การจะไปขัดจังหวะแสงที่ถูกล็อกไว้ด้วยอำนาจราชสำนัก มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้ากระดาษ แต่มันคือการฉีกตำราทั้งเล่มทิ้งเลยนะ”

“ถ้าตำราเล่มนั้นเขียนความจริงผิด บรอนเวน เราก็ต้องเขียนมันใหม่” เอเลียสตอบ สายตาของเขามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าของเมืองอีกครั้ง ความตึงเครียดในอกเริ่มเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เขาไม่ได้มองเห็นอนาคตที่ถูกกำหนดไว้ในดวงดาวหรือคำทำนายอีกต่อไป แต่มองเห็นเส้นทางที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยมือของตนเอง

ทันใดนั้น แสงจากผลึกแก้วบนยอดหอคอยที่เคยนิ่งสงบกลับกะพริบวูบหนึ่ง เป็นจังหวะที่รุนแรงและผิดเพี้ยนจนเอเลียสต้องหยีตา แสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าชั่วขณะก่อนจะดับวูบลงทิ้งให้เมืองเอลเดอร์เมียร์จมอยู่ในความมืดมิดเพียงไม่กี่วินาที

“นั่นมันอะไรกัน!” เซเลสเทนอุทานพลางกอดผลึกในมือแน่น

เอเลียสมองดูความมืดที่เพิ่งเกิดขึ้น เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่มันคือเสียงเตือนว่ารอยร้าวในความสมบูรณ์แบบได้เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว และเขาก็พร้อมที่จะเดินเข้าไปในรอยร้าวนั้นเพื่อหาคำตอบ

--- เอเลียส สังเกตเห็นความผิดปกติของแสงในเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่ดูสงบสุขเกินไปจนผิดธรรมชาติ และพบว่ามีการใช้เวทมนตร์ควบคุมแสงเพื่อปกปิดความจริง เขาตัดสินใจร่วมมือกับบรอนเวนและเซเลสเทนเพื่อเผชิญหน้ากับความลวงนี้