← All chapters

The Glass Library

Chapter 42Free

ตอนที่ 42 — อักขระที่ถูกขีดฆ่าและเงาแห่งการดำรงอยู่

ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่โสตประสาทไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นเสียง—เสียงขูดขีดที่ดังระงมไปทั่วชั้นบรรยากาศ มันไม่ใช่เสียงของพู่กันบนกระดาษ แต่มันเหมือนเสียงเล็บแหลมคมที่ลากผ่านแผ่นหินหรือผิวหนังมนุษย์ บรอนเวนลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงสีขาวโพลนที่สว่างจ้าจนแสบตา แต่มันไม่ใช่แสงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่น มันคือแสงวิเศษที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็นเส้นสายที่สั่นระริก แสงเหล่านั้นไม่ได้ส่องสว่างเพื่อนำทาง แต่มันกำลัง 'เขียน' ทุกสิ่งรอบตัวเธอ

เธอนอนอยู่บนพื้นผิวที่ดูเหมือนจะเป็นหินอ่อนสีขาวสะอาด แต่เมื่อเธอลองขยับปลายนิ้วสัมผัส เธอกลับพบว่ามันมีความหนืดเหนียวเหมือนหมึกที่ยังไม่แห้งสนิท ชายชุดเทายืนอยู่ไม่ไกลนัก ร่างของเขาดูพร่าเลือนราวกับภาพวาดที่ถูกวาดด้วยลายเส้นที่ไม่มั่นคง เขาไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มองขึ้นไปบนฟากฟ้าที่ไม่มีดวงดาว มีเพียงดวงตาขนาดยักษ์ที่จ้องมองลงมาผ่านม่านหมึกและแสงสว่าง ดวงตานั้นไม่ได้ทำจากเนื้อหนัง แต่มันคือกลุ่มก้อนของอักขระนับล้านที่หมุนวนเป็นรูปทรงลูกตา จ้องมองลงมายังโลกที่กำลังถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยความเย็นชา

“มันกำลังเริ่มแล้ว” เสียงของชายชุดเทาแหบพร่า ราวกับว่าเขาต้องใช้พลังอย่างมหาศาลเพียงเพื่อจะเปล่งคำพูดออกมา “การจารึกครั้งใหม่ไม่ได้สร้างเพื่อรักษา แต่สร้างเพื่อแทนที่ บรอนเวน... สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่โลก แต่มันคือบทร่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น”

บรอนเวนพยายามยันตัวขึ้น ความรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องทำให้เธอแทบอาเจียน เธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด—ที่ข้อมือของเธอเอง ตรงจุดที่เคยมีรอยแผลเป็นเล็กๆ จากการทำงานในสำนักอาลักษณ์ บัดนี้รอยนั้นหายไป แต่มันไม่ได้หายไปเพราะแผลสมาน แต่มันถูก 'ลบ' ออกไป ทิ้งไว้เพียงพื้นผิวที่เรียบเนียนอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับว่าประวัติศาสตร์ส่วนนั้นของเธอไม่เคยเกิดขึ้น

“ฉัน... ฉันกำลังหายไปใช่ไหม?” เธอถาม เสียงของเธอสั่นเครือ เธอหันไปมองมืออีกข้างหนึ่ง นิ้วชี้ของเธอเริ่มดูโปร่งแสง แสงวิเศษจากฟากฟ้าไหลเวียนผ่านปลายนิ้วของเธอไปราวกับว่าเธอเป็นเพียงช่องว่างในเนื้อเรื่อง

“พวกเขากำลังขีดฆ่าคุณ” ชายชุดเทากล่าวโดยไม่หันมามอง “กลุ่มผู้คัดลอกไม่ได้แค่ต้องการควบคุมอนาคต แต่พวกเขาต้องการสร้างโลกที่ไม่มี 'ตัวแปร' ที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ และคุณ... คุณคือตัวแปรที่อันตรายที่สุด เพราะคุณรู้ว่าความจริงถูกเขียนขึ้นได้อย่างไร”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเธอสั่นสะเทือน ไม่ใช่การสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แต่เป็นจังหวะของการจารึก อักขระสีทองขนาดมหึมาพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ลากผ่านอากาศเป็นเส้นสายที่งดงามแต่ก็น่าสยดสอง มันกำลังก่อร่างสร้างเป็นอาคาร เป็นต้นไม้ และเป็นภูเขา แต่ทุกครั้งที่อักขระเหล่านี้ลากผ่าน สิ่งใดก็ตามที่เคยมีอยู่ก่อนหน้าจะถูกกลืนกินหายไปในความว่างเปล่า

บรอนเวนเห็นกลุ่มผู้คัดลอกปรากฏตัวขึ้นที่ขอบสายตา พวกเขาไม่ได้สวมชุดคลุมแบบนักบวชทั่วไป แต่สวมชุดที่ทำจากหมึกที่ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าของพวกเขาไร้ซึ่งอารมณ์ เพราะใบหน้าของพวกเขาถูกจารึกไว้ให้เป็นเพียงหน้ากากที่หยุดนิ่ง พวกเขาเดินผ่านซากปรักหักพังของหอสมุดแก้วที่เคยเป็นบ้านของเธอ ราวกับเดินผ่านเพียงเศษกระดาษที่ไม่มีค่า

“อย่าให้พวกเขาเห็นว่าคุณกำลังพยายามจะเขียน!” ชายชุดเทาตะโกนพร้อมกับคว้าแขนเธอไว้ แรงบีบของเขาหนักแน่นแต่น่าประหลาดใจที่มือของเขาก็เริ่มจางหายไปเช่นกัน “ถ้าคุณเริ่มเขียนทับในขณะที่โลกยังไม่เสถียร คุณจะถูกดึงเข้าสู่รอยแยกของความจริงตลอดกาล!”

บรอนเวนพยายามคุมสติ เธอเป็นบรรณารักษ์ เธอเป็นนักแก้ปริศนา เธอไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเพียงตัวอักษรที่ถูกขีดฆ่าได้ เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าข้างเอวด้วยความหวังสุดท้าย และพบว่าเธอยังมีเศษกระดาษจากหนังสือพยากรณ์เล่มเดิมติดตัวมาด้วย มันคือเศษเสี้ยวของ 'ความจริงเดิม' ที่ยังไม่ถูกล้างกระดาน

ขณะที่เธอกำลังจะหยิบมันขึ้นมา ดวงตาบนฟากฟ้าก็เบิกกว้างขึ้น แสงสีขาวสว่างวาบจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน เสียงขูดขีดดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนโลกทั้งใบกำลังถูกยางลบยักษ์ถูไถ บรอนเวนรู้สึกถึงแรงฉุดกระชากที่หน้าอก มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า 'ตัวตน' ของเธอกำลังถูกกระชากออกจากโครงสร้างของจักรวาล

เธอเห็นเงาของตัวเอง—ไม่ใช่เงาที่ทอดลงบนพื้น แต่เป็นเงาที่เป็นรูปธรรม มันคือร่างของเธอเองที่ทำจากหมึกดำสนิท ร่างนั้นไม่ได้พยายามฆ่าเธอ แต่มันกำลังพยายามจะ 'เขียน' ชื่อของเธอลงบนความว่างเปล่า เพื่อให้เธอมีที่ยืนในโลกที่กำลังถูกลบ

“เขียนมันลงไป!” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปในแสง “เขียนชื่อของคุณลงไปในที่ที่พวกเขาหาไม่เจอ!”

บรอนเวนกัดริมฝีปากจนได้รสเลือด รสชาติของโลหะที่คุ้นเคยช่วยดึงสติเธอไว้จากความว่างเปล่า เธอใช้มือที่เริ่มโปร่งแสงหยิบเศษกระดาษขึ้นมา แล้วใช้เล็บของเธอ—ที่บัดนี้กลายเป็นดั่งปลายปากกา—จารึกลงไปบนความว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้เขียนคำพยากรณ์ ไม่ได้เขียนอนาคต แต่เธอเขียน 'ความทรงจำ' ของเธอ

ฉันชื่อบรอนเวน... ฉันเคยอยู่ใต้เงาของหอสมุดแก้ว... ฉันเคยเป็นมนุษย์...

ทันทีที่อักขระแรกถูกเขียนลงบนความว่างเปล่า แสงวิเศษที่เคยสว่างจ้าก็เกิดการบิดเบี้ยว อักขระสีดำที่เธอเขียนขึ้นไม่ได้ถูกกลืนกิน แต่มันกลับ 'กัดกิน' แสงสีขาวเหล่านั้น รอยแยกเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวเธอ เหมือนรอยแตกบนกระจกที่ถูกกระแทกด้วยของแข็ง

แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก เมื่ออักขระที่เธอเขียนกลับไม่ได้เป็นสีดำอย่างที่คิด แต่มันกลับเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือด และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อักขระเหล่านั้นเริ่มเคลื่อนไหวได้เอง พวกมันไม่ได้อยู่บนกระดาษ แต่มันกำลังเลื้อยขึ้นมาตามแขนของเธอ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่หิวโหย

ดวงตาบนฟากฟ้าจ้องมองลงมาที่เธอด้วยความสนใจเป็นครั้งแรก มันไม่ได้มองด้วยความเย็นชาอีกต่อไป แต่มันมองด้วยความ 'พิโรธ' บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความสว่างไสวเป็นความมืดมิดที่รวดเร็วราวกับหมึกที่ถูกเทลงในน้ำสะอาด กลุ่มผู้คัดลอกที่เคยเดินอย่างสงบ บัดนี้หยุดนิ่งและหันหน้ามาทางเธอพร้อมกัน ทุกคนมีดวงตาที่ว่างเปล่า และในความว่างเปล่านั้น บรอนเวนเห็นอักขระตัวหนึ่งที่กำลังถูกขีดฆ่า... มันคือชื่อของเธอเอง

และในวินาทีที่โลกทั้งใบกำลังจะดับวูบลง บรอนเวนก็พบว่าใต้ฝ่าเท้าของเธอไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่มันมีบางสิ่งที่มีจังหวะการเต้น... บางสิ่งที่กำลังรอคอยให้เธอเขียนมันลงไปในหน้าสุดท้ายของโลกใบนี้

--- บรอนเวนพยายามรักษาตัวตนจากการถูกลบโดยการใช้เศษกระดาษเขียนความทรงจำลงในความว่างเปล่า แต่การกระทำนั้นกลับเรียกความพิโรธจากดวงตาบนฟากฟ้าและทำให้ตัวตนของเธอเริ่มกลายเป็นอักขระสีเลือดที่น่าสะพรึงกลัว