← All chapters

The Glass Library

Chapter 33Free

ตอนที่ 33 — เสียงเพรียกจากหมึกที่กำลังจารึก

กลิ่นหมึกดำที่เข้มข้นจนเกือบจะกลายเป็นกลิ่นสาบของสิ่งมีชีวิตลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บรอนเวนยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหลที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งในสายตาของเธอ แสงสีเงินจากหอสมุดแก้วที่เคยนุ่มนวล บัดนี้กลับสั่นระริกเหมือนเปลวเทียนที่กำลังจะมอดดับ ทุกอย่างรอบตัวเธอกำลังถูกย้อมด้วยสีดำสนิท ไม่ใช่สีดำของเงา แต่เป็นสีดำของของเหลวที่ขยับเขยื้อนได้ มันไหลลงมาจากฟากฟ้าเหมือนฝนที่ไม่มีวันหยุดหย่อน ราวกับท้องฟ้าของเอลเดอร์เมียร์กำลังหลั่งน้ำตาเป็นหมึกเพื่อลบเลือนทุกสิ่งทิ้งไป

บนพื้นหินอ่อนของลานกว้างหน้าหอสมุด หนังสือพยากรณ์เล่มใหม่ที่เธอเพิ่งเห็นมันปรากฏขึ้นมานั้น กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง หน้ากระดาษของมันพลิกไปมาด้วยความเร็วที่น่าสยดสยอง เสียงกระดาษกระทบกันดัง พึ่บพับ คล้ายเสียงปีกของนกที่กำลังบาดเจ็บ บรอนเวนพยายามเพ่งมองตัวอักษรที่กำลังถูกจารึกลงไป มันไม่ใช่ลายมือที่อ่อนช้อยเหมือนที่เธอคุ้นเคย แต่มันคืออักขระที่ดูเหมือนรอยขีดข่วนของกรงเล็บที่พยายามจะตะเกียกตะกายออกจากความมืด

'และเมื่อหมึกกลืนกินแสงสว่าง บรรณารักษ์ผู้กุมความลับจะพบว่าตนเองคือหมึกหยดสุดท้ายที่จะเหลืออยู่...'

“มันไม่ใช่แค่พยากรณ์...” บรอนเวนพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงกรีดร้องของชาวเมืองที่อยู่ไกลออกไป “มันคือคำสั่งประหาร”

ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามสันหลัง เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าหมึกที่ตกลงมาจากฟ้าไม่ได้เพียงแค่เปื้อนพื้น แต่มันกำลัง ‘สร้าง’ บางอย่างขึ้นมา รอยหยดหมึกที่รวมตัวกันบนพื้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของมนุษย์ รูปร่างที่ดูบิดเบี้ยวและไร้ใบหน้า พวกมันขยับกายอย่างเงอะงะเหมือนหุ่นเชิดที่เส้นด้ายขาดสะบั้น แต่ทว่าทรงพลังอย่างน่าประหลาด

“หลบไป!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับการปะทะของเหล็กกล้า ชายชุดเทาพุ่งผ่านหน้าเธอไป เขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเธอในฐานะมิตร แต่เขามาเพื่อขัดขวางไม่ให้ความจริงถูกลบหายไปเสียก่อน บรอนเวนเห็นเขาใช้ดาบสั้นที่ดูเหมือนจะเคลือบด้วยสารบางอย่างที่ส่องประกายสีขาวสะอาด ฟาดฟันลงไปในกลุ่มร่างหมึกเหล่านั้น ทันทีที่คมดาบสัมผัส ร่างหมึกจะแตกกระจายกลายเป็นละอองสีดำที่ระเหยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว

“เธอต้องหา ‘จุดเริ่ม’ ของการเขียน!” ชายชุดเทาหันมาตะโกนสั่งขณะที่เขากำลังรับมือกับร่างหมึกที่พุ่งเข้าใส่จากอีกด้าน “ถ้าเธอไม่เขียนทับจุดเริ่มต้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะกลายเป็นความจริงที่ถาวร!”

บรอนเวนไม่ได้รอให้เขาพูดซ้ำ เธอรู้ดีว่า ‘จุดเริ่ม’ ที่เขาหมายถึงคืออะไร มันไม่ใช่แค่จุดเริ่มของประโยค แต่มันคือต้นตอของแสงวิเศษที่กำลังถูกทรมานอยู่ภายใต้รากฐานของหอสมุดแก้วแห่งนี้ เธอออกวิ่งไปตามทางเดินที่ปูด้วยกระจกซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยคราบหมึกเหนียวหนึบ ทุกก้าวที่เธอเหยียบลงไป ราวกับว่าพื้นดินกำลังพยายามจะดูดกลืนขาของเธอลงไปในหน้ากระดาษที่ไร้จุดจบ

ขณะที่เธอกำลังจะถึงประตูทางเข้าลับใต้หอสมุด บรอนเวนก็ต้องชะงักเมื่อเห็นภาพที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ทหารรักษาการณ์กลุ่มหนึ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพมนุษย์อีกต่อไป พวกเขาถูกหมึกดำห่อหุ้มจนมิดชิด ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นและแบนราบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขากลายเป็นแผ่นกระดาษขนาดมหึมาที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ บนแผ่นกระดาษเหล่านั้นมีตัวอักษรสีดำสนิทจารึกเรื่องราวความตายของพวกเขาเอง—วินาทีที่พวกเขาถูกกลืนกินถูกเขียนไว้อย่างละเอียดลออ ราวกับมีใครบางคนกำลังนั่งจดบันทึกการตายของพวกเขาในเวลาจริง

นี่ไม่ใช่แค่การทำลายล้าง แต่มันคือการ ‘บันทึก’ ประวัติศาสตร์ใหม่ที่ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่ขัดขืน

บรอนเวนกัดฟันแน่น ความกลัวที่เคยเกาะกินใจถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เย็นเยียบ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเศษกระดาษที่เธอใช้ ‘เขียนทับ’ ความจริงในคุกใต้ดินขึ้นมา มันยังคงมีไออุ่นจากพลังของเธอหลงเหลืออยู่ เธอรู้ว่าเธอไม่มีเวลามากนัก เมืองเอลเดอร์เมียร์กำลังจะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และแทนที่ด้วยบทบันทึกที่เขียนโดยกลุ่มผู้คัดลอก

เธอมาถึงหน้าแท่นศิลาที่เชื่อมต่อกับแกนกลางของแสงวิเศษ เสียงกรีดร้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่แหลมสูงและสั่นสะเทือนเหมือนแก้วที่กำลังจะแตกดังออกมาจากใต้ดิน มันคือเสียงของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขัง แสงที่เคยส่องสว่างบัดนี้กลายเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดที่ถูกผสมกับหมึก

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง บรอนเวนหันไปพบกับร่างของลอร์ดเซดริกที่ดูเปลี่ยนไป เขาไม่ได้สวมชุดขุนนางที่หรูหราอีกต่อไป แต่ร่างกายของเขาดูเหมือนจะถูกพันธนาการด้วยเส้นด้ายสีดำที่เชื่อมต่อกับหมึกที่กำลังหลั่งไหลจากฟ้า “เธอคิดว่าเธอจะสู้กับโชคชะตาที่ถูกเขียนไว้แล้วได้งั้นหรือ บรอนเวน? แม้แต่แสงวิเศษก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น!”

เซดริกก้าวออกมาจากเงามืด ในมือของเขาถือปากกาขนนกขนาดใหญ่ที่ทำจากกระดูกของบางสิ่งที่ดูเหมือนนกศักดิ์สิทธิ์ ปลายปากกานั้นหยดหมึกสีดำข้นคลักลงบนพื้นหิน ทุกหยดที่ตกลงมาจะสร้างคลื่นความสั่นสะเทือนที่บิดเบือนความจริงรอบตัว

“โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่มันคือสิ่งที่ต้องถูกเขียนขึ้นมาใหม่!” บรอนเวนตะโกนตอบ เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับชูเศษกระดาษในมือขึ้น แสงสีขาวจางๆ เริ่มเปล่งออกมาจากปลายนิ้วของเธอ พลังที่เธอค้นพบในมิติแห่งอักขระกำลังตอบสนองต่อความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่

“งั้นก็ลองดูว่า... ระหว่างหมึกที่ลบเลือน กับความจริงที่ขัดขืน สิ่งไหนจะแข็งแกร่งกว่ากัน!”

บรอนเวนเริ่มจารึกอักขระลงบนอากาศด้วยความเร็วที่มองไม่ทัน แสงสีขาวปะทะกับหมึกดำที่พุ่งออกมาจากปากกาของเซดริก เกิดเป็นระเบิดของพลังงานที่ทำให้ห้องโถงสั่นสะเทือน แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเอาชนะการจู่โจมนั้น บรอนเวนกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง... หมึกที่เธอกำลังสู้ด้วย ไม่ได้มาจากเซดริกเพียงคนเดียว แต่มันกำลังไหลออกมาจาก ‘เงา’ ของตัวเธอเองที่กำลังทอดยาวอยู่บนพื้น!

เงาของเธอไม่ได้เป็นเพียงความมืดที่ไร้ชีวิต แต่มันกำลังขยับเขยื้อนและเริ่มยื่นมือออกมาจากพื้นดิน เพื่อที่จะคว้าคอของเธอและลากเธอกลับลงไปในหน้ากระดาษที่ไม่มีวันสิ้นสุด!

--- บรอนเวนเผชิญหน้ากับลอร์ดเซดริกท่ามกลางฝนหมึกดำที่กำลังกลืนกินเมืองเอลเดอร์เมียร์ และพบว่าศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่คน แต่เป็นเงาของเธอเองที่กำลังพยายามจะดึงเธอกลับสู่โลกแห่งการจารึก