← All chapters

The Glass Library

Chapter 139Free

ตอนที่ 139 — เครื่องมือสื่อสารและแสงสะท้อนที่บิดเบี้ยว

“ขยับผลึกแก้วสีครามลงไปอีกสองมิลลิเมตรสิ เซเลสเทน! ถ้าองศามันพลาดแม้แต่นิดเดียว แสงจะหักเหผิดทิศแล้วเราจะกลายเป็นแค่คนจุดตะเกียงกระจอกๆ ไม่ใช่ผู้สร้างประวัติศาสตร์!” เสียงของเอเลียสแทรกผ่านความเงียบของห้องใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันและน้ำมันล้างเลนส์

เซเลสเทนไม่ได้ตอบในทันที เธอสูดลมหายใจลึกจนหน้าอกกระเพื่อม มือที่สั่นเทาเล็กน้อยพยายามประคองคีมคีบขนาดเล็กเพื่อปรับตำแหน่งผลึกแก้วที่ลอยอยู่เหนือแท่นโลหะ “เอเลียส ถ้าคุณอยากได้ความแม่นยำระดับโมเลกุล คุณก็ควรจะหยุดเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่นแบบนั้นได้ไหม? ฉันกำลังคำนวณค่าดัชนีหักเหของแสงสะท้อนกาลเวลาอยู่ ถ้าค่าความเข้มข้นของแสงจากผลึกแก้วตัวนี้ไม่นิ่งพอ เครื่องมือสื่อสารที่เราพยายามสร้างมันจะกลายเป็นแค่เศษแก้วราคาแพงที่ใช้ส่องดูฝุ่นในห้องสมุดเท่านั้นแหละ!”

เธอสะบัดปลายผมที่รวบไว้ลวกๆ ออกจากใบหน้า เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม ความกังวลบีบคั้นหัวใจเธอมากกว่าที่แสดงออกทางคำพูด ห้องแห่งการสื่อสารที่เธอเพียรสร้างมาหลายสัปดาห์—ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายเลนส์แก้วขัดเงา ท่อส่งแสง และเครื่องรับสัญญาณที่สั่นไหว—กำลังจะถูกทดสอบในไม่กี่นาทีข้างหน้า หลังจากที่พวกเขารอดพ้นจากการบุกรุกของหน่วยตรวจตราที่ห้องสมุดมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีแสงสะท้อนกาลเวลาที่เอเลียสใช้ดึงข้อมูลบทกวีคำทำนายเรื่องราชินีผู้จะมาจุติออกมาจากรอยหมึก

“บรอนเวนล่ะ?” เซเลสเทนถามพลางใช้แปรงปัดฝุ่นละอองออกจากฐานเครื่องมือชิ้นหนึ่ง

“เธอกำลังเฝ้าประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน” เอเลียสตอบพลางถอนหายใจยาว เขาจัดระเบียบม้วนกระดาษบนโต๊ะที่วางระเกะระกะให้เข้าที่อย่างเคร่งครัด “และถ้าเธอเห็นหน่วยตรวจตราเดินมาอีกรอบ เธอคงจะไม่ใช้แค่สายตาคมกริบจ้องหน้าพวกเขา แต่คงจะใช้สันหนังสือหนักๆ ฟาดหัวใครสักคนแน่ๆ”

เซเลสเทนหัวเราะแห้งๆ “ก็สมเป็นบรอนเวนดี”

เธอหันกลับมาหาแผงควบคุมหลัก เครื่องมือชิ้นนี้คือความลับที่เธอไม่เคยบอกใคร แม้มันจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตอื่น แต่มันมี 'ส่วนประกอบต้องห้าม' ที่เธอแอบดัดแปลงไว้ มันคือชุดเลนส์ซ้อนทับที่ทำจากแก้วคริสตัลที่ไม่ได้สกัดจากเหมืองในเอลเดอร์เมียร์ แต่เป็นของที่เธอแอบเก็บมาจากซากโบราณสถาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรวจจับคลื่นความถี่ที่ไม่ได้เกิดจากแสงอาทิตย์หรือแสงจากผลึกแก้วปกติ

“เอาล่ะ เตรียมตัวนะ” เซเลสเทนพูด เสียงของเธอเร็วและสูงขึ้นตามความตื่นเต้น “ฉันจะเริ่มการปรับสมดุลแสงสะท้อนกาลเวลาเพื่อกระตุ้นเครื่องมือสื่อสาร ถ้าแสงมันสะท้อนกลับมาผิดจังหวะ ให้ถอยห่างจากแท่นแก้วทันที!”

เซเลสเทนเอื้อมมือไปหมุนวงล้อทองเหลือง แสงสีนวลจากผลึกแก้วหลักเริ่มไหลผ่านท่อส่งแสงที่ทำจากแก้วใส เธอมองดูมันไหลผ่านเลนส์แต่ละชั้นอย่างใจจดใจจ่อ ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ แสงต้องเดินทางผ่านกาลเวลาที่ถูกบีบอัดด้วยเทคโนโลยีแสงสะท้อน เพื่อให้เครื่องมือสามารถ ‘จับ’ สัญญาณจากมิติหรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับพวกเรา

“ค่าความเข้มแสงเพิ่มขึ้น... 40%... 60%...” เธอพึมพำเหมือนสวดมนต์ “เอเลียส ดูนั่นสิ แสงมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนๆ แล้ว มันคือสัญญาณของการสมดุล!”

“มันดูเหมือนแสงที่กำลังจะระเบิดมากกว่านะ” เอเลียสขยับเข้ามาใกล้ แต่เขาก็ไม่ได้ถอยหนี

“มันไม่ใช่การระเบิด! มันคือการปรับจูน!” เซเลสเทนเถียง เธอเริ่มใช้เครื่องมือปรับความถี่แสงสะท้อนกาลเวลาที่เพิ่งเรียนรู้วิธีใช้จากเหตุการณ์ในห้องสมุด เธอต้องทำให้แสงสะท้อนนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนภาพในอดีต แต่ต้องสะท้อน 'ช่องว่าง' ระหว่างตัวตน เพื่อให้เครื่องมือสื่อสารทำงานได้

ทันใดนั้น แสงที่เคยไหลอย่างราบรื่นก็เริ่มเกิดอาการกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป เครื่องมือบางอย่างที่เซเลสเทนซ่อนไว้—เลนส์แก้วต้องห้าม—เริ่มเรืองแสงสีเข้มขึ้นมาอย่างผิดปกติ

“เซเลสเทน! ค่าความถี่มันพุ่งสูงเกินไปแล้ว! เครื่องมือส่วนที่สามกำลังทำงานเองโดยที่เราไม่ได้สั่ง!” เอเลียสตระโกน

“ฉันรู้! ฉันรู้! แต่มันเป็นเพราะแสงสะท้อนกาลเวลากำลังทำงานร่วมกับเลนส์ซ้อนทับ!” เซเลสเทนกัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอไม่ยอมหยุดมือ “ถ้าเราหยุดตอนนี้ พลังงานทั้งหมดจะตีกลับและทำลายห้องนี้ทิ้ง!”

เธอตัดสินใจเสี่ยงครั้งสุดท้าย เซเลสเทนใช้มือเปล่าหมุนคันโยกสุดท้ายเพื่อบังคับให้แสงสะท้อนกาลเวลาเข้าสู่จุดสมดุลที่เปราะบางที่สุด แสงที่เคยเป็นสีม่วงเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกอย่างในห้องไปชั่วขณะ

ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องใต้ดินทันที แสงสีขาวนั้นค่อยๆ จางลง เหลือเพียงแสงเรืองรองจางๆ ที่แผ่ออกมาจากเครื่องมือสื่อสารที่ตั้งอยู่กลางห้อง เลนส์แก้วที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเริ่มนิ่งสนิท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เสียงที่ดังออกมาจากเครื่องรับสัญญาณ

มันไม่ใช่เสียงของเอเลียส ไม่ใช่เสียงของบรอนเวน และไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านช่องว่างในเมืองเอลเดอร์เมียร์

“...ได้ยิน...ไหม...”

เสียงนั้นแหบพร่าและดูเหมือนจะดังมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน มันไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาคุ้นเคย แต่มันมีความหมายที่สื่อผ่านคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนเข้าไปในกระดูก

เซเลสเทนเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอไม่ได้แค่สร้างเครื่องมือส่งสัญญาณ แต่เธอเพิ่งเปิดประตูที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีอยู่

“นั่นไม่ใช่เสียงมนุษย์” เอเลียสกระซิบ เสียงของเขาสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

บนหน้าจอผลึกแก้วที่สะท้อนแสงกาลเวลา ปรากฏเงารูปร่างประหลาดที่ไม่ใช่มนุษย์กำลังขยับเขยื้อนอยู่ภายใต้ชั้นของแสงที่บิดเบี้ยว มันกำลังพยายามสื่อสารผ่านเครื่องมือที่เซเลสเทนสร้างขึ้นมา

“มัน... มันกำลังตอบรับเรา” เซเลสเทนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผสมระหว่างความหวาดกลัวและความปิติยินดีอย่างที่สุด

ทันใดนั้น เครื่องมือสื่อสารก็สั่นสะเทือนอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของหน่วยตรวจตราที่ดังใกล้เข้ามาจากทางเดินด้านบน และเสียง 'บางอย่าง' ที่ดังมาจากภายในเครื่องมือที่เริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นราวกับจะพังทลายออกมาจากโลกของมันเอง

--- เซเลสเทนพยายามสร้างเครื่องมือสื่อสารด้วยการใช้แสงสะท้อนกาลเวลาและเลนส์แก้วต้องห้าม จนสามารถเปิดช่องทางการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไม่ใช่มนุษย์ได้สำเร็จท่ามกลางความตึงเครียด