← All chapters

The Glass Library

Chapter 128Free

ตอนที่ 128 — รอยแยกของจินตนาการในห้องแห่งการเชื่อมต่อ

“มันไม่ใช่แค่เงา แต่มันกำลังกลืนกินแสง!” เซเลสเทนตะโกน เสียงของเธอแหลมสูงจนแทบจะกลืนไปกับเสียงสั่นสะเทือนของผลึกแก้วในมือ

บรอนเวนขยับเท้าถอยหลังหนึ่งก้าว มือของเธอกระชับด้ามมีดสั้นที่ข้างเอวแน่นขึ้น กลิ่นไหม้ของโอโซนและกลิ่นอับชื้นคล้ายน้ำหมึกที่ไม่ได้ตั้งใจผสมในอากาศทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว สิ่งที่แทรกซึมเข้ามาผ่านช่องว่างของแสงที่เพิ่งจะสงบลงไม่ใช่แค่ความมืด แต่มันคือความว่างเปล่าที่ดูเหมือนจะมีชีวิต มันขยับเขยื้อนเหมือนของเหลวสีดำที่พยายามจะเลียนแบบรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์และเสาหินในห้องแห่งการเชื่อมต่อ

“ถอยไปที่มุมห้อง บรอนเวน!” เอเลียสสั่ง เสียงของเขายังคงความเคร่งครัดแม้จะมีความสั่นพร่าซ่อนอยู่ เขาพยายามประคองตำราของมาสเตอร์เอเดรียนไว้แนบอกราวกับมันเป็นโล่ป้องกันตัว “เซเลสเทน! ปรับค่าความถี่ของผลึกแก้วเดี๋ยวนี้ อย่าให้มันแทรกซึมเข้ามาถึงแกนกลางได้!”

“ฉันกำลังพยายามอยู่! แต่มันไม่ใช่อุปสรรคทางพลังงานปกติ!” เซเลสเทนตอบกลับอย่างรวดเร็ว นิ้วของเธอขยับไปบนแผงควบคุมผลึกแก้วอย่างบ้าคลั่ง แสงจากผลึกวูบวาบเปลี่ยนจากสีขาวนวลเป็นสีฟ้าจัดและส้มจัด “มัน... มันเหมือนกับว่ามันไม่มีมวลสารที่แน่นอน มันไม่มีโครงสร้างทางเวทมนตร์ที่ฉันรู้จัก มันเหมือนกับ... ความคิดที่ยังไม่ได้เขียนลงบนกระดาษ!”

บรอนเวนไม่รอฟังคำอธิบายยาวเหยียด เธอพุ่งตัวเข้าไปใกล้ฐานของเครื่องมือ ‘แสงสะท้อนของกาลเวลา’ ที่กำลังหมุนวนอยู่กลางห้อง แสงที่เคยนิ่งสงบจากการปรับสมดุลของเซเลสเทน บัดนี้เริ่มบิดเบี้ยว มันไม่ได้แค่สะท้อนภาพอดีตหรือปัจจุบัน แต่มันกำลังขยายตัวออกเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างผิดธรรมชาติ แสงเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนความจริงที่เห็นตรงหน้า แต่มันกำลังวาดภาพสิ่งที่ ‘อาจจะเป็น’

“เอเลียส ดูนั่น!” บรอนเวนชี้ไปที่ลำแสงที่พุ่งออกไปกระทบกับเงาสีดำ

แทนที่แสงจะถูกความมืดกลืนหายไป แต่มันกลับทำให้ความมืดนั้น ‘สั่นไหว’ เมื่อแสงสะท้อนของกาลเวลาปะทะกับเงา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การหักล้าง แต่เป็นการสร้างสรรค์ บรอนเวนเห็นภาพลวงตาที่ชัดเจนยิ่งกว่าความจริง เมืองเอลเดอร์เมียร์ที่ไม่ได้สร้างจากหินและผลึกแก้ว แต่สร้างจากโครงสร้างที่ลอยตัวอยู่บนอากาศ เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันที่เธอไม่เคยเห็นในสมุดบันทึกของอาลักษณ์คนไหน

“มันคือการสร้าง...” บรอนเวนพึมพำ เธอเดินเข้าไปใกล้รัศมีของแสงมากขึ้น แม้เอเลียสจะตะโกนห้าม “มันกำลังสร้างอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดขึ้นมากลางห้องนี้!”

“มันเป็นไปไม่ได้” เอเลียสแทรกขึ้น พลางก้าวเข้ามาหาเธอ “กฎของอาลักษณ์คือการบันทึกสิ่งที่ดำรงอยู่ ความจริงต้องมีต้นฉบับที่จับต้องได้ สิ่งที่เธอเห็นมันไม่มีที่มา มันคือความว่างเปล่าที่ไร้ระเบียบ!”

“ไม่ใช่ความว่างเปล่า เอเลียส” บรอนเวนหันไปมองเขา ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในความวุ่นวายนั้น “มันคือจินตนาการต่างหาก มันคือสิ่งที่พวกเราพยายามจะควบคุมมาตลอดผ่านการบันทึก แต่เราไม่เคยยอมรับว่ามันสามารถ ‘สร้าง’ สิ่งใหม่ได้”

เซเลสเทนที่กำลังเหงื่อท่วมตัวพึมพำเสียงเบา “ถ้ามันเป็นจินตนาการ... แปลว่าพลังงานของมันไม่ได้มาจากผลึก แต่มันมาจาก... ความเป็นไปได้?”

บรอนเวนมองไปที่รอยแยกของแสงที่เริ่มถักทอตัวเองเข้ากับเงาสีดำ เธอเห็นภาพของราชินีในบันทึกเก่าแก่ที่เธอเคยอ่านผ่านตา—คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก—ในตอนนั้นเธอคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันของพวกอาลักษณ์รุ่นเก่า แต่ในขณะนี้ แสงที่กำลังหมุนวนอยู่นี้กำลังแสดงให้เห็นว่าความสมดุลไม่ใช่การรักษาความนิ่งเฉย แต่มันคือการยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดเดาได้

“มันไม่ใช่ความโกลาหล” บรอนเวนกล่าว เสียงของเธอหนักแน่นขึ้นท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพลังงาน “มันคือการยอมรับความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด อนาคตไม่ได้ถูกเขียนไว้ในตำราเล่มไหน แต่มันกำลังถูกเขียนขึ้นตรงหน้าเราด้วยสิ่งที่เรียกว่าจินตนาการ”

ทันใดนั้น เงาสีดำที่เคยคุกคามกลับเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้กลืนกินแสงอีกต่อไป แต่มันกำลัง ‘รับ’ แสงเหล่านั้นเข้าไป แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นเส้นสายของสีสันและรูปทรงที่ซับซ้อน ราวกับว่าเงาเหล่านั้นคือผืนผ้าใบเปล่าที่รอคอยการแต่งแต้ม

“บรอนเวน! ระวัง!” เอเลียสร้องเตือนเมื่อพื้นห้องเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

แสงสะท้อนของกาลเวลาไม่ได้เพียงแค่ส่องสว่าง แต่มันกำลังระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นของภาพนิมิตที่จับต้องได้ บรอนเวนเห็นภาพเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่กำลังเปลี่ยนไป เห็นการที่มหาสมุทรหมึกที่เธอกังวลกำลังถูกสยบด้วยกระแสพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การกักขัง แต่เป็นการเปลี่ยนรูปร่าง

“มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว...” เซเลสเทนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน “ยุคแห่งการสร้างสรรค์... มันไม่ได้มาจากการคัดลอก แต่มันมาจากการจินตนาการ!”

แสงสว่างวาบขึ้นจนขาวโพลนไปทั้งห้อง บรอนเวนรู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาลเหมือนกำลังถูกผลักดันเข้าไปในช่องว่างระหว่างวินาที เธอเห็นเส้นสายของอนาคตที่ขดเคี้ยวและพุ่งทะยานออกไปอย่างไร้ขอบเขต ราวกับเส้นหมึกที่หยดลงในน้ำแล้วกระจายตัวออกไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เมื่อแสงเริ่มจางลง บรอนเวนพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ในห้องแห่งการเชื่อมต่อที่คุ้นเคยอีกต่อไป ผนังหินที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้ดูเหมือนจะโปร่งแสงและสั่นไหวด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น และที่กลางห้อง แทนที่จะเป็นเครื่องมือแสงสะท้อนของกาลเวลาที่ตั้งตระหง่าน กลับมีรอยแยกขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายด้วยแสงหลากสีสัน ซึ่งกำลังแผ่ขยายออกไปสู่ทุกทิศทาง ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยมือที่มองไม่เห็น

--- บรอนเวนพบว่าเงาสีดำที่แทรกซึมเข้ามาไม่ได้ทำลายแสง แต่กลับรวมเข้ากับแสงสะท้อนของกาลเวลาเพื่อสร้างอนาคตจากพลังแห่งจินตนาการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่ไม่อาจควบคุมได้ด้วยการบันทึกแบบเดิม