← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 86Free

ตอนที่ 86 — เสียงสะท้อนจากลายเส้นที่ไหลเวียน

“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ เซราฟิน่า?” เสียงของไมโลแผ่วเบาจนแทบจะหายไปในเสียงลมที่พัดผ่านยอดเขาคีรีคราม แต่สำหรับเซราฟิน่า มันดังเหมือนเสียงฟ้าผ่า

เธอนั่งขดตัวอยู่บนโขดหินที่เย็นเยียบ แผ่นหลังของเธอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา อักขระสีเงินที่เคยเป็นเพียงรอยจารึกนิ่งสนิท บัดนี้กลับขยับเขยื้อนไปมาตามผิวหนัง มันไม่ได้แค่เรืองแสง แต่มันกำลัง ‘เต้น’ ไปตามจังหวะชีพจรของเธอ ทุกครั้งที่ลายเส้นสีเงินนั้นขยายตัวออกไปตามแนวสันหลัง ความเจ็บปวดแปลบปลาบจะแล่นเข้าสู่โสตประสาท แต่ความเจ็บนั้นกลับมาพร้อมกับสิ่งที่น่ากลัวกว่า

ภาพนิมิตจากผู้คนรอบตัว... ไม่ใช่ภาพที่เห็นด้วยตา แต่มันคือ ‘ความรู้สึก’

“หยุดเถอะ! มันจะมากเกินไปแล้ว!” อคิราห์พยายามจะก้าวเข้ามาหาเธอ มือของเขาเอื้อมออกไปในอากาศเหมือนจะคว้าตัวเธอไว้ แต่เซราฟิน่าสะบัดหน้าหนี เธอไม่สามารถทนรับสัมผัสจากโลกภายนอกได้อีกต่อไป

ทันใดนั้น ความรู้สึกหนึ่งก็กระแทกเข้าที่กลางอกของเธออย่างจัง มันไม่ใช่ความรู้สึกของเธอ แต่มันคือความหิวโหยที่รุนแรงจากเด็กน้อยคนหนึ่งในหมู่บ้านเบื้องล่าง ความหิวที่ทำให้ลำไส้บิดมวนจนเธอต้องก้มตัวลงคู้ค้างไว้ ภาพของถ้วยดินเผาที่ว่างเปล่าลอยเด่นขึ้นมาในหัว ก่อนจะตามมาด้วยความเหน็บหนาวที่กัดกินผิวหนัง—ความหนาวของคนชราที่ถูกทิ้งไว้ในห้องหินที่ไร้เชื้อเพลิง

“อึก!...มันเจ็บ...” เซราฟิน่าครางออกมา เสียงของเธอสั่นพร่า “ทำไมทุกคนถึง... เจ็บปวดขนาดนี้?”

“มันคือการเชื่อมต่อ” อคิราห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบ แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด “อักขระของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อบันทึกอีกต่อไป แต่มันกำลังเปิดออกเพื่อรับฟัง”

“ข้าไม่ได้ขอให้มันเปิด!” เซราฟิน่าตวาดกลับ รอยสักที่ต้นคอของเธอเริ่มแผ่ขยาย ลายเส้นสีเงินลามเลียไปตามขอบใบหู “ข้าไม่ได้ต้องการรู้ว่าใครกำลังร้องไห้ หรือใครกำลังหิว! มันรบกวนข้า!”

ความวุ่นวายในจิตใจของเธอพุ่งทะยานขึ้นเมื่อความรู้สึกถัดมาหลั่งไหลเข้ามา มันคือความโกรธแค้นที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวังของช่างจารึกคนหนึ่งที่เพิ่งเสียลูกสาวไปเพราะโรคหมึกละลาย ความรู้สึกที่มองเห็นอักขระที่นิ้วมือของลูกสาวค่อยๆ กลายเป็นรอยเปื้อนสีดำไร้ค่า ความทรงจำที่หลุดลอยไปเหมือนควันไฟ... ทั้งหมดนั้นพุ่งเข้าใส่เซราฟิน่าเหมือนคลื่นยักษ์

เธอล้มลงกับพื้นหิน พยายามหอบหายใจเอาอากาศที่หนาวเหน็บเข้าปอด แต่ทุกครั้งที่หายใจ เธอไม่ได้สูดเพียงแค่ออกซิเจน แต่เธอกำลังสูดเอา ‘ความทุกข์’ ของคนทั้งที่ราบสูงคีรีครามเข้าไปด้วย

“เซราฟิน่า มองหน้าข้า!” อคิราห์คุกเข่าลงข้างๆ เขาไม่ได้พยายามจะดึงเธอเข้ามากอด แต่เขากลับยื่นมือมาวางไว้ใกล้ๆ เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวทางสายตา “อย่าไปจดจ่อที่ความเจ็บปวดของพวกเขา แต่จงใช้มันเป็นเพียง ‘ข้อมูล’ อย่าให้มันเป็น ‘ตัวตน’ ของเจ้า!”

“มันแยกไม่ออก!” เธอตะโกน น้ำตาไหลพรากออกมาเป็นสาย “ข้าเห็น... ข้าเห็นความว่างเปล่าในตาของพวกเขา... ข้าเห็นอักขระที่กำลังเลือนหายไปจากความทรงจำของพวกเขา... มันเหมือนกับการถูกลบตัวตนทิ้งไป!”

ในวินาทีที่ความรู้สึกท่วมท้นจนแทบจะทำให้สติหลุดลอย ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาท่ามกลางม่านหมอกแห่งความเจ็บปวด มันไม่ใช่ความทุกข์ แต่เป็นความทรงจำที่งดงามของหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังยิ้มเมื่อนึกถึงรสชาติของขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จ ความอบอุ่นเล็กๆ นั้นเปรียบเสมือนแสงเทียนท่ามกลางพายุหิมะ

เซราฟิน่าชะงัก เธอเริ่มตระหนักว่าหากเธอเพียงแค่ ‘รับ’ โดยไม่ ‘คัดกรอง’ เธอจะกลายเป็นเพียงภาชนะที่แตกสลาย เธอต้องเรียนรู้ที่จะเป็น ‘สะพาน’ ไม่ใช่ ‘หลุมดำ’

เธอเริ่มควบคุมจังหวะการหายใจตามที่อคิราห์แนะนำ เธอหลับตาลง ปล่อยให้อักขระสีเงินที่แผ่นหลังขยายตัวออกไปไกลกว่าเดิม ลายเส้นเหล่านั้นเริ่มเปล่งแสงนวลตา คล้ายกับแสงจากดวงดาวสีเงินที่เคยถูกกล่าวถึงในคำทำนายโบราณ แสงนั้นไม่ได้พุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งเหมือนก่อนหน้านี้ แต่มันไหลเวียนอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ

ความเจ็บปวดไม่ได้หายไป แต่มันกลายเป็นสิ่งที่เธอ ‘เข้าใจ’ เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บไปพร้อมกับพวกเขา แต่เธอ ‘รับรู้’ ถึงความเจ็บปวดนั้นโดยที่ตัวตนของเธอยังคงมั่นคง

“ข้าเห็นแล้ว...” เธอพึมพำ แววตาที่เคยแข็งกร้าวและระแวดระวังกลับดูอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าเห็นความจริงที่อักขระเหล่านี้พยายามบอก... มันไม่ใช่แค่เครื่องหมาย แต่มันคือสายใย”

ไมโลขยับเข้ามาใกล้ขึ้น เขาจ้องมองรอยสักที่แผ่นหลังของเธอด้วยความสงสัย “มันสวยจังครับ... เหมือนดวงดาวเลย”

เซราฟิน่าไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำห้วนสั้นเหมือนทุกครั้ง เธอลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่เด็กน้อย ความรู้สึกที่เธอได้รับจากไมโลไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความสงสัยที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา เธอส่งกระแสความรู้สึกที่อบอุ่นกลับไป—ไม่ใช่การส่งพลังเวทมนตร์ แต่เป็นการส่งผ่านความเข้าใจผ่านสายใยอักขระที่เชื่อมต่อกัน

“มันคือความหวังต่างหาก ไมโล” เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความหนักแน่น

จู่ๆ แสงสีเงินจากตัวเธอก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้พุ่งออกไปเพื่อทำลายล้างเหมือนตอนที่อคิราห์ทำลายคัมภีร์หิน แสงนั้นกลับไหลรินไปตามร่องหินของพื้นดิน ราวกับน้ำตกที่มองไม่เห็น มันไหลผ่านหมู่บ้านที่กำลังสิ้นหวัง ผ่านผู้ที่กำลังสูญเสียความทรงจำจากโรคหมึกละลาย

เธอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แม้เหงื่อจะท่วมกายและอักขระจะยังคงสั่นไหวอยู่ใต้ผิวหนัง แต่ความตึงเครียดในแววตาของเธอกลับหายไปสิ้น เซราฟิน่าพบว่าเธอสามารถทำในสิ่งที่ไม่มีใครในสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ทำได้ นั่นคือการปลอบประโลมผู้ที่กำลังแตกสลายผ่านความเข้าใจในความเจ็บปวดนั้นเอง

ในขณะที่เธอกำลังดิ่งลึกลงไปในกระแสแห่งความรู้สึกที่สงบนิ่ง ทันใดนั้น แสงสีเงินที่ปลายนิ้วของเธอก็สะดุดลง เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความรู้สึกของมนุษย์... แต่มันคือเสียงกระซิบของบางสิ่งที่เก่าแก่กว่าที่ราบสูงคีรีครามเสียอีก

“เซราฟิน่า! ระวัง!” เสียงอคิราห์ตะโกนลั่น พร้อมกับที่พื้นดินใต้ตัวเธอเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่าอักขระที่เธอเพิ่งเชื่อมต่อได้นั้น ได้ไปสะกิดเข้ากับกลไกบางอย่างที่ถูกฝังไว้ใต้โลกมานานแสนนาน

แสงสีเงินที่แผ่นหลังของเธอพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังกลุ่มเมฆหมอกเบื้องบน ทิ้งให้เซราฟิน่าจ้องมองความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากใต้ดินด้วยแววตาที่สั่นระริก

--- เซราฟิน่าค้นพบความสามารถในการเชื่อมต่อกับความรู้สึกของผู้คนผ่านอักขระสีเงินบนแผ่นหลังของเธอ และเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมความเจ็บปวดเหล่านั้นเพื่อใช้ในการปลอบประโลมผู้คน แต่แล้วการเชื่อมต่อที่ลึกซึ้งเกินไปกลับไปกระตุ้นความผิดปกติบางอย่างใต้พื้นดิน