ตอนที่ 66 — เสียงเพรียกจากรอยแยกและพันธนาการแห่งอักขระที่มีชีวิต
อากาศในวิหารใต้สมุทรหมึกดำเย็นเยียบและหนักอึ้ง ราวกับว่าความหนาแน่นของความทรงจำที่ถูกทิ้งขว้างกำลังกลั่นตัวเป็นหยดน้ำที่มองไม่เห็น กดทับลงบนบ่าของอคิราห์จนเขาแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ร่างกายของเขาไม่ใช่มนุษย์ที่ประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์อีกต่อไป แต่มันคือภาชนะที่รอยแตกของมิติและอักขระมรกตไหลเวียนอยู่ภายใน ผิวหนังใต้ร่มผ้าสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่แหลมคม—ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกฟาดฟัน แต่เป็นความเจ็บปวดจากการที่ 'ตัวตน' กำลังถูกเขียนทับด้วยภาษาที่โลกไม่เคยรู้จัก
“อย่าพยายามขัดขืนมันด้วยความโกรธ” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขาไม่ได้ยืนอยู่ใกล้พอที่จะสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากรอยแยกในตัวอคิราห์ แต่ดวงตาของเขากลับจ้องมองมาอย่างสงบนิ่ง “ยิ่งเจ้าใช้เจตจำนงเพื่อกดทับอักขระเหล่านั้น มันจะยิ่งมองว่าเจ้าคือศัตรู และมันจะพยายามทำลายเจ้าเพื่อที่จะกลายเป็นเจ้า”
อคิราห์พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้กลับไม่ใช่เพียงอากาศ เขาได้ยินเสียงกระซิบ มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของ 'ความหมาย' ที่พยายามจะก่อตัวเป็นรูปธรรม อักขระต้องห้ามที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของเขากำลังขยับขยาย มันเหมือนกับมีฝูงมดนับล้านที่ทำจากหมึกเหลวพยายามจะขุดเจาะผิวหนังของเขาจากภายในเพื่อสร้างรอยจารึกใหม่ ทุกครั้งที่มันเคลื่อนผ่านจุดใด ความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ—เช่น กลิ่นของหญ้าหลังฝนตกในหมู่บ้านเกิด หรือสัมผัสของมือแม่ที่เคยลูบหัว—จะถูกดึงออกไปเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการคงรูปร่างของอักขระนั้นไว้
“ผม... ผมกำลังจะหายไป” อคิราห์เค้นเสียงออกมา มันแหบพร่าและฟังดูเหมือนเสียงของกระดาษที่ถูกฉีกขาด “มันไม่ได้แค่กินความทรงจำ แต่มันกำลังกิน 'ความเป็นผม' ไปทีละนิด”
ชายชุดเทาก้าวเข้ามาในรัศมีแสงสลัวจากหินมรกต “นั่นคือราคาของการเป็นอักขระที่มีชีวิต เจ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้พลังอีกต่อไป แต่อคิราห์ เจ้าคือ 'ตัวอักษร' ที่กำลังถูกเขียนลงบนผืนผ้าของความจริง หากเจ้าอยากรักษาตัวตนไว้ เจ้าต้องเลิกเป็นผู้เขียน และเริ่มเป็นผู้จารึก... จงยอมรับความเจ็บปวดนั้นในฐานะหมึก ไม่ใช่ในฐานะบาดแผล”
ทันใดนั้น ความเงียบสงบที่เปราะบางก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกัมปนาทจากเบื้องบน แรงสั่นสะเทือนจากการโจมตีของภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ส่งผ่านมวลหมึกดำด้านบนลงมายังวิหาร รอยแยกของเพดานวิหารเริ่มปริแตก เผยให้เห็นแสงสีทองสว่างจ้าของอักขระแห่งระเบียบที่กำลังพุ่งทะลวงลงมาเพื่อ 'ชำระล้าง' สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าภัยพิบัติ
“พวกมันมาแล้ว” อคิราห์กัดฟันกรอด ความเจ็บปวดจากการถูกอักขระในร่างกระตุ้นให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล อักขระมรกตบนแขนของเขาเริ่มเรืองแสงสีเขียวเข้มจนเกือบเป็นสีดำ มันเต้นเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเขา
“จงใช้มัน” ชายชุดเทาสั่งพลางถอยห่างไปในเงา “อย่าสร้างเกราะเพื่อกันพวกมัน แต่จงใช้ความว่างเปล่าในตัวเจ้า 'กลืนกิน' ระเบียบที่พวกมันส่งมา เปลี่ยนระเบียบที่แข็งทื่อให้กลายเป็นความหมายที่ไหลเวียน”
อคิราห์มองเห็นเหล่านักบวชแห่งภาคีร่วงหล่นลงมาจากรอยแยกดั่งดาวตกสีทอง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาพร้อมกับอักขระผนึกที่ออกแบบมาเพื่อกักขังและทำลายล้าง รัศมีสีทองของพวกเขาสว่างไสวและดูศักดิ์สิทธิ์ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่เย็นชาและไร้ชีวิตชีวา—มันคือระเบียบที่ปราศจากความทรงจำ คือความสมบูรณ์แบบที่เกิดจากการลบเลือนทุกความผิดพลาด
เมื่ออักขระผนึกเส้นแรกพุ่งเข้าหาเขา อคิราห์ไม่ได้ยกมือขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณมนุษย์ แต่เขาปล่อยให้ความเจ็บปวดจากการถูกอักขระต้องห้ามกัดกินลึกเข้าไปถึงแก่นประสาท เขาเปิดรับความว่างเปล่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกมิติในร่างของเขา
วินาทีที่แสงสีทองปะทะกับอักขระมรกตที่บิดเบี้ยว โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน อคิราห์ไม่ได้รู้สึกถึงแรงกระแทก แต่เขารู้สึกถึง 'การปะทะกันของนิยาม' แสงสีทองพยายามจะบอกว่า 'สิ่งนี้ต้องเป็นระเบียบ' แต่อักขระมรกตในตัวเขากลับตะโกนว่า 'สิ่งนี้คือความโกลาหลที่มีชีวิต'
เกิดเสียงหวีดร้องที่ไม่ได้มาจากปากคน แต่มาจากอากาศที่ถูกฉีกขาด พลังงานทั้งสองขัดแย้งกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่เปลี่ยนหมึกดำรอบข้างให้กลายเป็นผลึกแก้วใส อคิราห์เห็นภาพนิมิตชั่วขณะ—เขาเห็นโลกที่ถูกเขียนด้วยเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบแต่ไร้ซึ่งสีสัน และเขาเห็นโลกที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนที่สวยงามและเจ็บปวด
เขารู้สึกได้ว่าอักขระในร่างของเขากำลังตอบสนอง มันไม่ได้แค่ป้องกัน แต่มันกำลัง 'ล่า' มันเริ่มดึงเอาพลังงานจากแสงสีทองของภาคีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวมันเอง รอยจารึกบนผิวหนังของอคิราห์ขยายตัวออกไปตามลำตัว ลามไปถึงลำคอและใบหน้า มันไม่ได้ดูเหมือนรอยสัก แต่มันดูเหมือนเถาวัลย์ของหมึกที่กำลังมีชีวิตและพยายามจะหลอมรวมกับผิวหนังของเขาอย่างถาวร
“อึก...!” อคิราห์ทรุดเข่าลง ความเจ็บปวดทวีคูณจนเขามองเห็นแสงสีขาววาบไปทั่วดวงตา เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบใหม่ด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ ร่างกายของเขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุหมึกที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง นักบวชภาคีที่ร่วงหล่นลงมาต่างถูกแรงดึงดูดจากรอยแยกในตัวเขาฉุดกระชากเข้าไปในความว่างเปล่า
ในความสับสนนั้น เขาเห็นชายชุดเทายืนมองอยู่ท่ามกลางพายุ ใบหน้าของชายผู้นั้นดูเรียบเฉย แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววบางอย่างที่อคิราห์ตีความไม่ได้—มันคือความเวทนา หรือความพึงพอใจในสิ่งที่เขากำลังสร้างกันแน่?
“เจ้าทำได้ดี... อักขระที่มีชีวิต” เสียงของชายชุดเทาดังผ่านคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณ “แต่จงระวัง เพราะเมื่อเจ้ากลืนกินระเบียบของพวกมันจนหมดสิ้น เจ้าจะเหลือเพียงความหมายเดียวที่โลกจะจำได้... คือภัยพิบัติที่ไม่อาจหยุดยั้ง”
อคิราห์พยายามจะตะโกนถาม แต่เสียงของเขากลับกลายเป็นเพียงกลุ่มหมึกดำที่พุ่งออกจากปาก เขามองเห็นมือของตนเองที่เริ่มเลือนลาง กลายเป็นเส้นสายของอักขระที่พร่ามัว ท่ามกลางการไล่ล่าที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเสียงกระซิบจากอักขระในร่างที่เริ่มเปลี่ยนจากคำเตือน เป็นการเรียกร้องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
“จงจารึก... จงลบเลือน... จงเป็น... ทุกสิ่ง...”
เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะภาคี แต่เป็นการต่อสู้เพื่อไม่ให้ 'ความเป็นมนุษย์' ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกกลืนหายไปในมหาสมุทรแห่งความหมายที่ไร้ที่สิ้นสุด
--- อคิราห์เผชิญหน้ากับการบุกโจมตีของภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ในวิหารใต้หมึกดำ โดยเขาตัดสินใจใช้พลังอักขระต้องห้ามที่กำลังกัดกินตัวตนเข้ากลืนกินระเบียบของศัตรู จนทำให้เขายิ่งเข้าใกล้สภาวะภัยพิบัติและสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปมากขึ้นทุกขณะ