← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 63Free

ตอนที่ 63 — เสียงเพรียกจากรอยแยกและพันธนาการแห่งความจริง

อากาศรอบกายอคิราห์ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงธาตุที่ใช้หายใจอีกต่อไป แต่มันคือมวลของความหมายที่บิดเบี้ยวและสั่นคลอน ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้าไป เขารู้สึกถึงรสขมปร่าของอักขระที่แตกสลายและกลิ่นอายของความว่างเปล่าที่แทรกซึมผ่านปอด ร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนัง แต่มันคือรอยแยกที่ขยายตัวออกไปสู่ความไม่มีอยู่ ท่ามกลางพายุแห่งแสงและเงาที่กำลังโหมกระหน่ำจากการเผชิญหน้ากับภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ อคิราห์รู้สึกได้ถึงสายตาของคนทั้งโลกที่จ้องมองมา—ไม่ใช่ด้วยความเคารพ แต่ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง

“เจ้าไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว อคิราห์...” เสียงของชายชุดเทาดังแว่วมาท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของมิติที่กำลังปริแตก มันไม่ใช่เสียงที่ปลอบประโลม แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงอันเย็นเยียบ “เจ้าคือภัยพิบัติที่เดินได้ คือจุดจบของระเบียบที่พวกเขาสร้างมานับพันปี”

อคิราห์ไม่ได้ตอบโต้ เขาไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงจะเอ่ยคำใด ความเจ็บปวดจากการที่ตัวตนถูกประกาศว่าเป็นศัตรูของสรรพสิ่งนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าบาดแผลทางกาย เขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในเศษเสี้ยวของความจริงที่กำลังเลือนหาย—ชายหนุ่มผู้ชำระหมึกที่เคยทะนุถนอมทุกรอยจารึก บัดนี้กลายเป็นหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินความหมายทุกอย่างที่ขวางหน้า

ทันใดนั้น แสงสีขาวบริสุทธิ์จากอักขระแห่งระเบียบของภาคีก็พุ่งเข้าใส่เขา มันคือคลื่นพลังที่ออกแบบมาเพื่อ 'จัดระเบียบ' สิ่งที่ผิดเพี้ยน ให้กลับคืนสู่โครงสร้างที่ตายตัว อคิราห์สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะบดขยี้รอยแยกในตัวเขาให้ปิดสนิท พยายามจะสมานความว่างเปล่าให้กลายเป็นความแข็งทื่อของกฎเกณฑ์ เขาใช้พลังแห่งความว่างเปล่าที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด—ซึ่งบัดนี้มีสีมรกตเข้มข้นปนเปกับความมืด—สร้างเกราะป้องกันที่ไร้รูปทรงขึ้นมา

การปะทะกันระหว่าง 'ระเบียบ' และ 'ความว่างเปล่า' ก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทที่ไม่ได้ยินด้วยหู แต่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ พื้นดินและอากาศรอบข้างสั่นสะเทือนจนกลายเป็นคลื่นกระแทกที่ทำลายทุกสิ่งที่สัมผัส ภาคีแห่งอักขระนิรันดร์พยายามรุกคืบเข้ามาอย่างไม่ลดละ พวกเขาใช้โซ่ตรวนแห่งอักขระศักดิ์สิทธิ์พยายามจะพันธนาการรอยแยกของอคิราห์ไว้ แต่ทว่า ทุกครั้งที่โซ่สัมผัสกับตัวเขา มันจะสลายกลายเป็นหมึกดำที่ไร้ความหมาย

“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนของผู้นำภาคีดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล “เจ้าต้องถูกผนึก! ความจริงที่เจ้าถือครองมันอันตรายเกินกว่าที่โลกจะรับไหว!”

อคิราห์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้เป็นสีดำหรือสีขาวอีกต่อไป แต่มันคือพายุหมุนของอักขระมรกตที่เต้นระบำอยู่บนความว่างเปล่า “ความจริงที่พวกท่านสร้างขึ้นมา... มันคือคำลวงที่สวยงามต่างหาก!” เขาตะโกนออกไป แม้เสียงนั้นจะฟังดูเหมือนเสียงคำรามของมิติที่กำลังพังทลาย “พวกท่านกักขังความทรงจำเพื่อสร้างระเบียบ แต่พวกท่านกำลังฆ่าจิตวิญญาณของโลก!”

ในจังหวะที่ความขัดแย้งพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ร่างกายของอคิราห์เริ่มสูญเสียความมั่นคง เขาเริ่มรู้สึกว่าขอบเขตระหว่าง 'ตัวเขา' กับ 'โลกภายนอก' กำลังพร่าเลือน ความทรงจำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเริ่มไหลย้อนกลับมาเหมือนเขื่อนที่พังทลาย—ภาพของหมู่บ้านที่เงียบสงบ, กลิ่นหมึกในห้องทำงานเก่า, สัมผัสของมือเมริน—แต่ภาพเหล่านั้นกลับถูกฉาบด้วยสีมรกตที่บิดเบี้ยว เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นพันชิ้น และถูกประกอบขึ้นใหม่ด้วยวัสดุที่ไม่ใช่ของมนุษย์

ชายชุดเทาก้าวเข้ามาใกล้เขาในจังหวะที่อคิราห์กำลังจะเสียการควบคุม “จงจดจำความเจ็บปวดนี้ไว้ อคิราห์” ชายชุดเทากระซิบข้างหู ท่ามกลางพายุที่หมุนวน “ความเจ็บปวดคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเจ้ายังมีตัวตนอยู่ ในโลกที่ความหมายกำลังถูกลบเลือน จงใช้ความเจ็บปวดเป็นเข็มทิศ”

อคิราห์กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการที่อักขระต้องห้ามในร่างพยายามจะขยายตัวออกไปเพื่อกลืนกินความจริงรอบข้างนั้นรุนแรงจนเขาแทบสิ้นสติ เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที—จะปล่อยให้พลังนี้ระเบิดออกเพื่อทำลายทุกสิ่งที่พยายามจะกักขังเขา หรือจะพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งตัวตนที่เหลืออยู่เพื่อสร้าง 'ขอบเขต' ใหม่ขึ้นมา

เขาเลือกอย่างหลัง เขาใช้เจตจำนงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ควบแน่นความว่างเปล่าและอักขระมรกตเข้าด้วยกัน สร้างเป็นวงจรหมุนวนภายในร่างกายเพื่อกักเก็บพลังไม่ให้ล้นทะลักออกไปทำลายโลก แต่นั่นหมายถึงการต้องแบกรับความกดดันมหาศาลไว้ในร่างที่กำลังแตกสลาย ร่างกายของเขาเริ่มมีรอยร้าวสีมรกตปรากฏขึ้นตามผิวหนัง ราวกับภาชนะแก้วที่กำลังจะแตกออกจากการบรรจุพลังที่มากเกินไป

ภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น พวกเขาเริ่มใช้พิธีกรรมขั้นสูงสุด—การอัญเชิญ 'อักขระแห่งระเบียบสัมบูรณ์' เพื่อลบเลือนตัวตนของอคิราห์ออกไปจากประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง แสงสีทองสว่างจ้าพุ่งลงมาจากฟากฟ้า บีบอัดพื้นที่รอบตัวอคิราห์ให้กลายเป็นจุดเล็กๆ อคิราห์รู้สึกได้ว่าตัวตนของเขา—ความทรงจำว่าเขาคือใคร—กำลังถูกกระชากออกไปเหมือนด้ายที่ถูกดึงออกจากผืนผ้า

“ไม่...” อคิราห์ครางออกมา เขาพยายามไขว่คว้าหาเศษเสี้ยวของความทรงจำที่สำคัญที่สุด เขาพยายามมองหาใบหน้าของใครบางคน พยายามนึกถึงชื่อของตัวเอง แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินในขณะที่ความว่างเปล่ากำลังกลืนกินทุกอย่าง

ทันใดนั้น ความมืดมิดที่ลึกที่สุดในจิตใจของเขาก็ขยับเขยื้อน มันคือ 'อักขระมรกต' ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พลังงาน แต่มันคือ 'เจตจำนงแห่งการมีอยู่' อคิราห์ตัดสินใจใช้ความเจ็บปวดจากการถูกลบเลือนนั่นแหละ เป็นแรงส่งให้พลังมรกตระเบิดออกในรูปแบบของ 'การจารึกที่ไม่อาจลบเลือน' เขาไม่ได้สู้เพื่อทำลายระเบียบ แต่เขาสู้เพื่อ 'จารึก' ตัวตนของเขาลงไปในรากฐานของความเป็นจริง

คลื่นพลังสีมรกตระเบิดออกจากร่างของอคิราห์ กระแทกใส่แสงสีทองของภาคีจนแตกกระจาย แสงสีทองที่เคยดูศักดิ์สิทธิ์กลับกลายเป็นเพียงเศษแก้วที่ไร้ค่าเมื่อเผชิญกับความจริงที่ลึกซึ้งกว่า อคิราห์ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของมิติ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาและเต็มไปด้วยรอยร้าว แต่เขายังคง 'อยู่' ที่นั่น

ทว่า ชัยชนะนี้ช่างขมขื่น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ เขาเห็นสายตาของเหล่าผู้คน—ทั้งสมาชิกภาคีและผู้ที่เฝ้ามองอยู่ไกลๆ—ที่มองมายังเขาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด ไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อศัตรู แต่คือความหวาดกลัวต่อ 'ภัยพิบัติ' ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ อคิราห์ตระหนักในวินาทีนั้นว่า แม้เขาจะรักษาตัวตนไว้ได้ แต่เขาได้สูญเสียโลกที่เขาเคยรู้จักไปตลอดกาล

ชายชุดเทามองดูเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอกแห่งความจริงที่กำลังบิดเบี้ยว ทิ้งให้อคิราห์เผชิญหน้ากับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเพียงลำพัง: เขาคือผู้กอบกู้ที่โลกไม่ต้องการ และคือภัยพิบัติที่โลกไม่อาจหลีกเลี่ยง

ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ตามมาหลังพายุ อคิราห์สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ... รอยร้าวสีมรกตบนผิวหนังของเขาไม่ได้เพียงแค่บ่งบอกถึงพลัง แต่มันเริ่มส่งเสียง... เสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากส่วนลึกของอักขระโบราณที่กำลังเรียกหาบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สิ่งที่กำลังรอคอยการกลับมาของเขาในฐานะจุดจบของทุกสิ่ง

--- อคิราห์ใช้พลังอักขระมรกตและเจตจำนงแห่งความเจ็บปวดเพื่อต่อต้านพิธีกรรมลบเลือนตัวตนของภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องเผชิญกับความจริงที่โดดเดี่ยวในฐานะภัยพิบัติที่โลกหวาดกลัว พร้อมกับเสียงกระซิบปริศนาจากอักขระในร่างที่เริ่มเรียกร้องบางอย่าง