← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 22Free

ตอนที่ 22 — การเปิดประตูสู่ต้นน้ำหมึกบรรพกาล

เสียงหอบหายใจของเซราฟิน่าดังสะท้อนอยู่ในโถงหินแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสนิมของแร่ธาตุและกลิ่นไหม้จางๆ ของหมึกเวทมนตร์ มือที่สั่นเทาของเธอพยายามลูบไล้ไปตามรอยนูนบนแผ่นหลัง ผ่านเนื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอต้องหาจุดเชื่อมต่อให้เจอ ก่อนที่แสงจากคบไฟในมือของหน่วยรักษาอักขระจะส่องมาถึงจุดนี้

“มันต้องอยู่ที่นี่...” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

เซราฟิน่าถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยจารึกอักขระสีครามเข้มที่เรียงตัวกันอย่างซับซ้อน อักขระเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบอกยศ แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่สืบทอดมาในสายเลือดของเธอ อักขระบนผิวหนังของเธอกำลังสั่นระริก มันตอบสนองต่อกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดินของที่ราบสูงคีรีคราม ราวกับมันกำลังโหยหาการกลับบ้าน

“เซราฟิน่า! ถอยออกมาจากตรงนั้น!” เสียงของอคิราห์ตะโกนมาจากทางเดินด้านหลัง แต่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตระหนก “กระแสหมึกมันกำลังปั่นป่วน อักขระในคัมภีร์กำลังวิวัฒนาการจนควบคุมไม่ได้แล้ว!”

“ฉันไม่มีทางเลือก อคิราห์!” เซราฟิน่าตะโกนตอบโดยไม่หันไปมอง “ถ้าฉันไม่เชื่อมต่อกับต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาลตอนนี้ ความทรงจำที่ฉันถือครองอยู่จะถูกลบหายไปพร้อมกับโรคหมึกละลายที่กำลังลามไปทั่วเมือง!”

เธอทรุดเข่าลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ ปลายนิ้วกดลงบนจุดศูนย์กลางของอักขระรูปวงกลมบนกระดูกสันหลัง ทันทีที่สัมผัส ความเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงก็แล่นปราดเข้าสู่ประสาทสัมผัส รอยจารึกบนหลังของเธอเริ่มเรืองแสงสีครามจัด พลังงานมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นจากใต้ดิน ผ่านรอยแยกของหิน และไหลเข้าสู่ร่างของเธอราวกับเขื่อนที่พังทลาย

โลกที่เซราฟิน่าเคยรู้จักสลายไปในพริบตา ความมืดมิดไม่ได้มาพร้อมกับความว่างเปล่า แต่มันมาพร้อมกับ ‘ภาพ’ ภาพนับล้านที่ไหลบ่าเข้ามาในหัวของเธอราวกับน้ำป่าไหลหลาก เธอเห็นเมืองที่สร้างจากหินสีขาว เห็นการไหลเวียนของหมึกเวทมนตร์ที่บริสุทธิ์กว่าที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เคยพรรณนาไว้ และเห็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า... ความทรงจำที่ถูกจารึกทับซ้อนกันจนกลายเป็นตะกอนหนาเตอะ

“อึก... หยุดนะ!” เธอร้องออกมา แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากลำคอ

ภาพเหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่มันคือความรู้สึก มันคือความเศร้าจากการสูญเสีย ความดีใจจากการค้นพบ และความเจ็บปวดจากการถูกลืม เธอพยายามดิ้นรนจะหลุดพ้นจากกระแสความทรงจำของบรรพบุรุษที่ถาโถมเข้ามา แต่มันกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น ทุกครั้งที่เธอพยายามต่อต้าน อักขระบนหลังของเธอก็จะยิ่งดูดซับเอาความทรงจำเหล่านั้นเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ

ในความสับสนอลมานนั้น เซราฟิน่าสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาด กระแสหมึกไม่ได้เพียงแค่ส่งผ่านข้อมูล แต่มันกำลังหลอมรวม เธอเห็นใบหน้าของผู้คนในอดีตที่ดูคล้ายกับเธออย่างน่าประหลาด พวกเขาไม่ได้ตายไปจากการสูญเสียความทรงจำ หรือไม่ได้หายไปเพราะโรคหมึกละลายอย่างที่ตำนานกล่าวไว้ แต่พวกเขา ‘รวมเข้ากับ’ กระแสความทรงจำของโลกนี้

“พวกเขาไม่ได้หายไป...” เธอคิดในใจด้วยความตกตะลึง “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของหมึก... เป็นส่วนหนึ่งของโลก...”

ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็เด่นชัดขึ้นมาท่ามกลางพายุความทรงจำ มันคือภาพของห้องโถงสลักหินที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ชายและหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าแท่นหินขนาดใหญ่ พวกเขาไม่ได้ใช้เครื่องมือสกัดอักขระแบบที่สภาจารึกใช้ แต่พวกเขากำลังใช้นิ้วมือจุ่มลงในหมึกศักดิ์สิทธิ์แล้ววาดลงบนอากาศ

เซราฟิน่าจ้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ผู้หญิงคนนั้นมีดวงตาคมกริบและท่าทางแข็งกร้าวเหมือนเธอไม่มีผิด ส่วนผู้ชายคนนั้นมีรอยยิ้มที่อบอุ่นและแววตาที่เต็มไปด้วยความสงบเหมือนอคิราห์... ไม่ใช่สิ เหมือนความสงบที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต

“พ่อ... แม่...” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในจิตใต้สำนึก

ในภาพนั้น ทั้งสองกำลังสลักอักขระรูปแบบหนึ่งลงบนแผ่นหินที่ดูเหมือนจะเป็นต้นแบบของกุญแจบนหลังของเธอ แต่มันไม่ใช่ลายเส้นที่แข็งทื่อและตายตัวเหมือนที่เธอเคยเรียนมา มันเป็นลายเส้นที่พริ้วไหว มีชีวิต และดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้ราวกับมีลมหายใจ

“นี่มันไม่ใช่การจารึกเพื่อกักขัง...” เซราฟิน่าพึมพำขณะที่ร่างของเธอเริ่มสั่นสะท้านด้วยแรงกดดันของพลังงาน “แต่มันคือการปลดปล่อย...”

ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากด้านบน เพดานโถงหินเริ่มร่วงหล่นลงมา แสงไฟจากคบไฟของหน่วยรักษาอักขระส่องสว่างวาบเข้ามาในเขตแดนของเธอ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารที่กำลังมุ่งหน้ามา

“เซราฟิน่า! ออกมาเดี๋ยวนี้! พวกมันมาถึงแล้ว!” เสียงอคิราห์ดังแทรกเข้ามาในมโนสำนึกของเธอ

เซราฟิน่าลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดที่กำลังถูกทำลายด้วยแสงไฟ เธอเห็นเงาร่างของทหารในชุดเกราะสีเงินวาววับกำลังก้าวเข้ามา แต่สิ่งที่เธอเห็นชัดเจนกว่านั้นคือรอยอักขระแปลกประหลาดที่พ่อของเธอเพิ่งสลักเสร็จในภาพนิมิต มันกำลังปรากฏขึ้นบนผิวหนังของเธอเอง—ไม่ใช่ในฐานะรอยจารึกที่ถาวร แต่เป็นรอยหมึกที่กำลังไหลเวียนและเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจังหวะหัวใจของเธอ

เธอมองดูมือของตัวเองที่เปื้อนไปด้วยหมึกสีครามที่ไม่มีวันลบเลือน และรู้ดีว่าความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับโลกใบนี้ได้พังทลายลงสิ้นเชิง

“หยุดนะ! อย่าแตะต้องเธอ!” เสียงตะโกนของอคิราห์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงเมื่อเขาพุ่งเข้าขวางหน้าเธอไว้

เซราฟิน่าพยุงตัวขึ้น พลางจ้องมองไปยังกลุ่มทหารที่กำลังล้อมเข้ามา อักขระบนหลังของเธอไม่ได้จางหายไป แต่มันกำลังเปลี่ยนสีจากครามเข้มเป็นสีเงินประกายวาววับ ราวกับกำลังตอบรับ ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ที่เคยได้ยินมาในวัยเยาว์

--- เซราฟิน่าเชื่อมต่อกับต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาลเพื่อรักษาความทรงจำ แต่กลับพบความจริงว่าบรรพบุรุษของเธอไม่ได้หายไปไหน แต่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสความทรงจำของโลก และเธอได้เห็นอักขระรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการจารึกแบบเดิม