← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 17Free

ตอนที่ 17 — รอยจารึกบนหน้าผาหมอก

กลิ่นความชื้นจากเมฆหมอกที่ราบสูงคีรีครามแทรกซึมผ่านเสื้อคลุมผ้าทอหนาหนัก อคิราห์ย่อตัวลงเพื่อตรวจสอบรอยเท้าบนพื้นดินที่นุ่มชื้น เสียงฝีเท้าของเขาเงียบเชียบจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซอกหิน ในมือของเขาถือเศษกระดาษแผ่นเล็กที่เด็กหญิงคนนั้นวาดทิ้งไว้ ลายเส้นขยุกขยิกที่ดูเหมือนเด็กน้อยไม่มีทางวาดได้เอง แต่มันกลับชี้ทางไปสู่หุบเขาเร้นลับที่แม้แต่แผนที่ของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ก็ยังระบุไม่ถึง

“มันต้องอยู่แถวนี้” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง เขาลูบคลำอักขระบนหลังมือซ้ายเพื่อตรวจสอบความมั่นคงของพลัง พลังงานที่ไหลเวียนผ่านลายเส้นยังคงสม่ำเสมอ แต่ความกังวลในอกกลับเพิ่มขึ้นทุกขณะ หลังจากที่เขาได้รับรู้ข่าวเรื่องการเจือจางหมึกเวทมนตร์ในคลัง หากความจริงที่ไมโลและเซราฟิน่าพบเป็นเรื่องจริง สภาจารึกกำลังเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่ไร้ความปรานี

เขาปีนข้ามโขดหินแหลมคมจนกระทั่งมาถึงหน้าผาสูงชันที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีคราม ที่นั่นเอง... สิ่งที่เขาตามหาปรากฏอยู่เบื้องหน้า มันคือแท่นหินโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมอกหนา ทว่าก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเข้าไปในวงล้อมของแท่นหิน เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดผา

“หยุดอยู่ตรงนั้น หากเจ้าก้าวไปอีกเพียงก้าวเดียว ลายเส้นบนตัวเจ้าจะถูกลบเลือนจนไม่เหลือแม้แต่ชื่อ” เสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นเยียบราวกับหินที่ถูกน้ำเซาะ

อคิราห์ชะงักฝีเท้า เขามองเห็นร่างสูงใหญ่ยืนขวางหน้าอยู่ ชายผู้นั้นสวมเกราะหนังที่แทบจะมองไม่เห็นเนื้อหนัง เพราะผิวพรรณทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยอักขระโบราณสีทองอร่าม ลายเส้นเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงรอยจารึกบนผิวหนัง แต่มันดูเหมือนกำลังเต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ราวกับเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต ‘ผู้พิทักษ์’ ผู้นี้ไม่ได้ถืออาวุธ แต่ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเสียจนอคิราห์รู้สึกว่าอักขระบนมือของเขาเริ่มสั่นไหว

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขโมย หรือเพื่อทำลาย” อคิราห์ยกมือขึ้นช้าๆ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีอาวุธ “ข้ามาเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับคัมภีร์หิน... และเพื่อหาทางหยุดยั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับหมึกเวทมนตร์”

ผู้พิทักษ์ขยับกาย ลายเส้นสีทองบนใบหน้าของเขากระเพื่อมไหว “ความจริงคือสิ่งที่ผู้คนมักจะแบกรับไม่ไหว เจ้าเห็นความวุ่นวายของโรคหมึกละลาย และเจ้าคิดว่ามันคือความผิดพลาดงั้นหรือ?”

“มันคือการทำลายล้าง!” อคิราห์สวนกลับ ความนิ่งเฉยที่เขาสร้างไว้พังทลายลง “ผู้คนกำลังสูญเสียตัวตน เพราะสภาจารึกกำลังบิดเบือนแหล่งพลังงาน”

ผู้พิทักษ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เขากลับยกมือขึ้นกลางอากาศ ลายเส้นบนปลายนิ้วของเขาขยายตัวออกเป็นแสงสว่างจ้า “หากเจ้าอยากรู้ว่าความจริงคืออะไร จงมองผ่านดวงตาที่ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการอ่าน แต่ใช้เพื่อการรับรู้”

ทันใดนั้น โลกทั้งใบของอคิราห์ก็หมุนคว้าง หมอกรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวและแปรสภาพไป เขาไม่ได้อยู่ในหุบเขาที่เหน็บหนาวอีกต่อไป แต่เขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางมวลสารที่คล้ายกับสายน้ำที่ไหลเวียนอยู่กลางอากาศ มันไม่ใช่มานา แต่มันคืออักขระที่ไม่ได้ถูกเขียนลงบนวัสดุใดๆ

ภาพลวงตานั้นชัดเจนจนเขาสัมผัสได้ถึงความร้อน เขาเห็นต้นไม้ที่ไม่ได้เติบโตด้วยราก แต่เติบโตด้วยการถักทอของลายเส้นสีทองที่พันรอบลำต้น เขาเห็นสายน้ำที่ไหลเป็นจังหวะตามการเคลื่อนที่ของอักขระที่จารึกอยู่บนก้อนหินใต้ลำธาร ทุกอย่างในธรรมชาติไม่ได้ถูกแยกออกจากอักขระ แต่มันคือสิ่งเดียวกัน อักขระเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุม แต่มันคือภาษาที่โลกใช้สื่อสารกับตัวเอง

“ดูให้ดี...” เสียงของผู้พิทักษ์ดังก้องมาจากทุกทิศทาง “อักขระไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจารึกเพียงอย่างเดียว แต่มันคือลมหายใจของโลกใบนี้ และสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าการจารึก แท้จริงแล้วมันคือการพยายามกักขังพลังงานที่ควรจะเป็นอิสระ”

อคิราห์มองเห็นภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น เขาเห็นอักขระโบราณกำลังหลอมรวมเข้ากับรากไม้และก้อนหินอย่างเป็นเนื้อเดียว มันไม่มีรอยต่อ ไม่มีรอยเปื้อนเหมือนโรคหมึกละลาย แต่มันคือการไหลเวียนที่ไร้ขอบเขต ทว่าในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับความลึกลับนั้น ภาพลวงตากลับเริ่มสั่นคลอน แสงสีทองเริ่มกลายเป็นสีดำมืดมิดเหมือนน้ำหมึกที่กำลังเน่าเสีย

“เจ้าเห็นความแตกต่างหรือยัง?” ผู้พิทักษ์ถาม เสียงของเขาเริ่มมีความสั่นไหว “สิ่งที่สภาจารึกพยายามทำ คือการตัดขาดอักขระออกจากจิตวิญญาณของโลก เพื่อที่จะได้ควบคุมมันได้ง่ายขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่หมึกกำลังตายลง”

อคิราห์ทรุดเข่าลงกับพื้นดินที่เย็นเฉียบเมื่อภาพลวงตาจางหายไป เขากลับมายืนอยู่หน้าแท่นหินโบราณตามเดิม ผู้พิทักษ์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่ดวงตาของชายผู้นั้นกลับดูโศกเศร้าอย่างประหลาด

“คัมภีร์หินอยู่ที่นี่” ผู้พิทักษ์ชี้ไปยังรอยแยกของแท่นหิน “แต่มันไม่ได้บรรจุคำสอน แต่มันบรรจุคำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน... ถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต หากเจ้าต้องการจะสู้กับสภาจารึก เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่าอักขระไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นเจ้าของ แต่มันคือสิ่งที่เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของมัน”

อคิราห์ยื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสผิวหินที่เย็นเยียบ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนลึกๆ จากใต้ดิน รอยจารึกบนแท่นหินเริ่มเปล่งแสงสีเงินจางๆ ออกมา แต่มันไม่ใช่แสงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มันคือแสงที่เตือนถึงพายุที่กำลังจะมาถึง

ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปเปิดรอยแยกของแท่นหิน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงที่สาดส่องผ่านหมอกเข้ามา

“หยุดเดี๋ยวนี้! อคิราห์! เจ้ากำลังล่วงเกินเขตหวงห้ามของสภา!” เสียงประกาศก้องกังวานของทหารจารึกศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น พร้อมกับปลายหอกที่ชี้ตรงมายังเขา

--- อคิราห์เดินทางไปถึงแท่นหินโบราณและเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ที่ใช้ภาพลวงตาแสดงให้เห็นว่าอักขระแท้จริงแล้วคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก่อนที่เขาจะถูกทหารของสภาจารึกล้อมจับ