ตอนที่ 115 — รอยจารึกที่หายไปบนแผ่นหินสีขาว
เสียงหยดหมึกกระทบพื้นหินดัง ‘ติ๋ง’ ท่ามกลางความเงียบสงัดของหอจดหมายเหตุใต้ดิน อคิราห์จ้องมองรอยเปื้อนบนปลายนิ้วของตนเอง มันไม่ใช่สีดำสนิทเหมือนหมึกเวทมนตร์ที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ควบคุม แต่มันคือความโปร่งแสงที่ดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้างเข้าไป
“มันกำลังลามขึ้นมาอีกแล้วใช่ไหม?” เสียงห้วนสั้นของเซราฟิน่าดังขึ้นจากเงามืดข้างเสาหิน เธอเดินออกมาพร้อมกับถุงหนังที่บรรจุอุปกรณ์จารึกชุดใหม่ แววตาของเธอไม่ได้มีความเห็นใจ มีเพียงความระแวงที่ฉายชัด “ถ้าอักขระที่ต้นแขนของนายจางหายไปจนถึงหัวใจ นายจะจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง อคิราห์”
อคิราห์ไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับนิ้วที่สั่นเทาไปตามรอยแยกบนแผ่นหินจารึกที่ว่างเปล่า “มันไม่ใช่การจางหาย เซราฟิน่า แต่มันเหมือนกับว่า... พื้นที่ตรงนี้กำลังรออะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่เส้นสายที่ถูกบังคับให้ขีดเขียน”
“ไร้สาระ” เซราฟิน่ากระแทกถุงหนังลงบนโต๊ะหิน “นายกำลังจะพูดเรื่อง ‘ความว่างเปล่า’ เหมือนพวกกบฏหน้าโง่พวกนั้นเหรอ? ความว่างเปล่าไม่มีพลัง มันมีแค่ความตายและการสูญเสียความทรงจำเท่านั้น”
อคิราห์ลุกขึ้นยืน เขาเดินไปที่กลางห้องโถงซึ่งเป็นจุดที่พลังงานหนาแน่นที่สุด แต่ที่นั่นกลับไม่มีอักขระศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ประดับอยู่เลย มีเพียงแท่นหินสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีรอยสลักแม้แต่เส้นเดียว เขาหลับตาลง พยายามสัมผัสถึงกระแสที่เขาเห็นในนิมิต—กระแสที่ไม่ได้ไหลตามร่องอักขระ แต่ไหลผ่านทุกสรรพสิ่งอย่างอิสระ
“ลองดูนี่สิ” อคิราห์ยื่นมือออกไปเหนือแท่นหิน
เซราฟิน่าขมวดคิ้ว เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีระแวดระวัง “นายจะทำอะไร? ถ้าสร้างรอยตำหนิบนหินศักดิ์สิทธิ์ อาวุโสคัลลันจะสั่งเผาห้องนี้ทิ้งทันที”
อคิราห์ไม่ฟัง เขาไม่ได้พยายามจะ ‘ขีด’ เส้นลงไปเหมือนที่นักจารึกทั่วไปทำ เขาไม่ได้ใช้แรงกดเพื่อสร้างขอบเขต แต่เขาปล่อยให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ—ความสับสน ความหวัง และความเจ็บปวดจากการเห็นโลกที่กำลังแตกสลาย—ไหลผ่านปลายนิ้ว ทันใดนั้น แสงสีเงินจางๆ ก็เรืองรองออกมาจากผิวหนังของเขา มันไม่ใช่หมึก แต่มันคือการก่อตัวของสสารที่ยังไม่มีรูปทรง
“มันคืออะไรกันแน่?” เซราฟิน่าถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือของเธอกำด้ามมีดสั้นแน่น “มันไม่ใช่โรคหมึกละลาย... แต่มันกำลังสร้างสิ่งใหม่?”
“มันคือจุดเริ่มต้น” อคิราห์พึมพำ เสียงของเขาดูนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ที่ผ่านมาเราพยายามจารึกเพื่อ ‘ควบคุม’ เพื่อให้ทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้... มันคือศักยภาพที่จะเป็นอะไรก็ได้”
เขาเริ่มขยับนิ้วเป็นวงกลม ลายเส้นสีเงินเริ่มถักทอขึ้นกลางอากาศ มันไม่ใช่เส้นที่แข็งทื่อ แต่มันพริ้วไหวเหมือนสายน้ำที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่าง อคิราห์รู้สึกถึงความล้าที่แล่นพล่านเข้าสู่สมอง ทุกครั้งที่เขาสร้างเส้นสายใหม่ เขาต้องดึงเอาความจำบางส่วนออกมาเป็นเชื้อเพลิง แต่นี่ไม่ใช่การสูญเสีย มันคือการแลกเปลี่ยน
“หยุดเดี๋ยวนี้! อคิราห์!” เสียงตะโกนของไมโลดังขึ้นจากประตูทางเข้า เด็กหนุ่มวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก “อาวุโสคัลลันกำลังมา! เขาบอกว่าสัมผัสได้ถึงการบิดเบือนของระเบียบอักขระ!”
ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นทันที อคิราห์รู้ดีว่าหากคัลลันมาถึงที่นี่ เขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นภัยคุกคามต่อความบริสุทธิ์ของคีรีคราม เซราฟิน่าหันไปมองทางประตูแล้วหันกลับมามองอคิราห์ “ถ้านายจะทำ นายต้องทำให้มันเสร็จตอนนี้ ไม่ใช่แค่เส้นขีดเขียนเล่นๆ นายต้องสร้างมันขึ้นมาให้เป็นรากฐาน!”
อคิราห์สูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่ได้มองหาอักขระที่เคยเรียนมาในตำรา แต่เขามองหาความว่างเปล่าที่อยู่ระหว่างเส้นเหล่านั้น เขาเริ่มร่ายรำปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินขยายตัวออกเป็นวงกว้าง กระแสพลังงานที่เคยไหลตามร่องหินเริ่มหลุดออกจากพันธนาการ มันหมุนวนรอบตัวเขาเหมือนพายุขนาดย่อม
“ดูนั่นสิ!” ไมโลชี้ไปที่แท่นหิน “หินมัน... มันกำลังเปลี่ยนสี!”
แท่นหินสีขาวเริ่มมีลวดลายที่ไม่ได้เกิดจากการสลัก แต่มันคือการผุดขึ้นของผลึกแสงที่สลับซับซ้อน อคิราห์รู้สึกว่าเขากำลังเชื่อมต่อกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง—บางสิ่งที่อาจจะถูกกล่าวถึงใน ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ว่าจะเป็นผู้ที่ปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต เขาไม่ได้เพียงแค่เขียน แตเขากำลัง ‘เริ่มต้น’ กระบวนการสร้างสรรค์ที่โลกไม่เคยรู้จัก
“อคิราห์! คัลลันมาถึงหน้าประตูแล้ว!” เซราฟิน่าตะโกนพร้อมกับชักมีดออกมาเตรียมพร้อมรับมือ “ตัดสินใจซะ! จะหยุดแล้วกลับไปเป็นคนเดิม หรือจะทำให้มันเป็นความจริง!”
อคิราห์มองดูรอยแสงที่เขาสร้างขึ้น มันยังไม่สมบูรณ์ แต่มันคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี เขาไม่ได้กลัวการสูญเสียความทรงจำอีกต่อไป เพราะเขารู้แล้วว่าตราบใดที่เขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ความทรงจำที่หายไปก็เป็นเพียงแค่หน้ากระดาษที่ถูกพลิกไปสู่บทใหม่
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของอาวุโสคัลลันดังใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงอาวุธของเหล่าองครักษ์สภาจารึกที่กระทบกัน อคิราห์หลับตาลงและกดปลายนิ้วลงบนใจกลางของวงแสงนั้นอย่างแรง
เปรี้ยง!
แสงสีเงินระเบิดออกกลายเป็นคลื่นกระแทกที่ผลักดันทุกอย่างในห้องให้สั่นสะเทือน ทิ้งไว้เพียงรอยจารึกรูปแบบใหม่ที่สลักลึกเข้าไปในเนื้อแท่นหินและอากาศรอบข้าง ราวกับเป็นการประกาศว่ายุคสมัยแห่งการควบคุมได้สิ้นสุดลงแล้ว และการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
--- อคิราห์ค้นพบวิธีการสร้างพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การจารึกอักขระแบบเดิม แต่เป็นการสร้างสรรค์จากความว่างเปล่า ท่ามกลางการไล่ล่าของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์