← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 112Free

ตอนที่ 112 — รอยแตกบนหินจารึก

กลิ่นน้ำหมึกเวทมนตร์ที่ระเหยกลายเป็นไอเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วโถงถ้ำผลึกคราม อคิราห์ยันกายลุกขึ้นจากพื้นหินที่เย็นเยียบ มือของเขาสั่นเทาขณะพยายามกดแผลที่ต้นแขนซ้ายไว้ เลือดสีเข้มไหลซึมผ่านรอยแยกของอักขระจารึกที่เคยคมชัด แต่น่าประหลาดที่มันไม่ได้ไหลออกมาเป็นสีแดงธรรมดา หากแต่เป็นของเหลวสีดำข้นที่ดูเหมือนหมึกกำลังละลายหายไปในผิวหนัง

“อคิราห์! อย่าเพิ่งขยับ!” เสียงของเซราฟิน่าตะโกนก้องมาจากทางเข้าถ้ำ แสงสีทองจางๆ จากฝ่ามือของเธอวูบไหวขณะที่เธอพยายามวิ่งฝ่าหมอกควันเข้ามา “พวกหน่วยจารึกศักดิ์สิทธิ์กำลังตีวงล้อมเข้ามาทางทิศเหนือ ไมโลก็ไม่อยู่กับเราแล้ว!”

อคิราห์ไม่ได้ตอบโต้ เขาจ้องมองรอยเปื้อนดำที่ลามจากข้อมือขึ้นไปถึงข้อศอก มันไม่ใช่แค่โรคหมึกละลายธรรมดา แต่มันกำลังกัดกิน ‘เส้นทาง’ ของความทรงจำที่เขาเคยใช้ขับเคลื่อนพลัง เขาพยายามนึกถึงชื่อของแม่ นึกถึงสัมผัสของหินก้อนแรกที่เขาเคยสลักอักขระลงไป แต่มันกลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ขุ่นมัวเหมือนน้ำหมึกที่ถูกเททิ้งลงในน้ำ

“มันกำลังจะหายไป...” อคิราห์พึมพำ เสียงของเขาเบาหวิว “เซราฟิน่า ถ้าอักขระที่แขนฉันจางหายไปจนหมด... ฉันจะจำอะไรได้บ้าง?”

เซราฟิน่าหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าของเธอเปื้อนเขม่าดินปืนและรอยขีดข่วน ดวงตาของเธอที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นไหวด้วยความระแวงที่ปนเปกับความกลัว “หุบปากแล้วอดทนไว้ เราต้องหาทางไปที่แท่นศิลาบรรพกาล ถ้าเราเชื่อมต่อกระแสพลังงานใหม่แบบที่ไมโลทำได้ เราอาจจะ...”

“แต่มันไม่มีเส้นให้เชื่อมต่อแล้ว!” อคิราห์ขัดขึ้นอย่างเหลืออด เขาชูแขนที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนดำให้เธอเห็น “ดูนี่สิ! ลายเส้นมันแตกสลาย มันไม่ใช่การจางหาย แต่มันคือการ ‘เปลี่ยน’ ไปเป็นอย่างอื่นที่ฉันไม่เข้าใจ!”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าโลหะกระทบพื้นหินดังใกล้เข้ามาจากปากถ้ำ เสียงตะโกนสั่งการของหน่วยสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ดังระงม อคิราห์รู้ดีว่าหากพวกนั้นมาถึง เขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ติดเชื้อและถูกกำจัดทิ้งทันทีเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของระบบอักขระ

เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อสลักอักขระป้องกันตัวลงบนฝ่ามือ แต่นิ้วของเขากลับลากผ่านอากาศไปอย่างสูญเปล่า ไม่มีแรงต้านจากผิวหิน ไม่มีกระแสพลังจากหมึกเวทมนตร์ ความจริงที่เขาเผชิญคือความไร้กำลังอย่างที่สุด

“ถอยไป!” เซราฟิน่าคำรามพร้อมกับกางม่านพลังสีทองที่ดูอ่อนโยนกว่าอักขระแบบเดิมที่เธอเคยใช้ “อคิราห์ ฟังฉันนะ อย่าพยายามฝืนสลักมันลงไปบนผิวหนังที่กำลังพังทลาย ให้มองมันเป็นเหมือนสายน้ำ... ไม่ใช่รอยจารึก”

“สายน้ำงั้นเหรอ? สายน้ำไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มันไม่มีกฎเกณฑ์!” อคิราห์เถียง ร่างกายของเขาเริ่มเย็นเฉียบเมื่อความทรงจำเรื่องการฝึกฝนอักขระขั้นพื้นฐานเริ่มเลือนรางไปทีละน้อย

ท่ามกลางความโกลาหล อคิราห์หลับตาลงเพื่อหนีจากเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เขาทิ้งตัวลงพิงผนังถ้ำผลึกครามที่ส่องประกายสีฟ้าหม่น ในวินาทีนั้นเองที่เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ความรู้สึกของการ ‘มี’ อักขระอยู่บนผิวหนัง แต่มันคือความรู้สึกของการ ‘เป็น’ ส่วนหนึ่งของแรงสั่นสะเทือนในอากาศ

เขาหยุดพยายามที่จะ ‘ควบคุม’ ลายเส้น เขาหยุดพยายามที่จะ ‘บังคับ’ ให้หมึกจารึกเป็นรูปทรงตามตำราที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เคยสอนมาตลอดชีวิต

ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างเรียบง่ายจนน่าตกใจ: ถ้าอักขระคือสิ่งที่กักขังความจริงไว้ในรูปแบบที่ตายตัว... แล้วความจริงที่แท้จริงล่ะ คือสิ่งที่อยู่ระหว่างรอยเส้นเหล่านั้นหรือไม่?

อคิราห์ลืมตาขึ้น เขามองเห็นรอยเปื้อนดำบนแขน ไม่ใช่ในฐานะศัตรูที่กำลังทำลายชีวิตเขา แต่ในฐานะ ‘พื้นที่ว่าง’ ที่กำลังเปิดทางให้บางสิ่งไหลเวียนเข้ามา เขาเลิกพยายามจะนึกถึงชื่อหรือหน้าตาของคนในความทรงจำ แต่เขากลับสัมผัสได้ถึง ‘ความรู้สึก’ ของความทรงจำนั้นโดยไม่ต้องมีอักขระกำกับ

เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่เคยตกกระทบผิวหนัง สัมผัสได้ถึงความเย็นของสายลมที่คีรีคราม โดยไม่ต้องพึ่งพาความแม่นยำของลายเส้น

“อคิราห์! พวกมันมาแล้ว!” เซราฟิน่าตะโกน พร้อมกับกระแทกโล่พลังงานเข้ากับร่างของทหารหน่วยจารึกคนแรกที่พุ่งเข้ามา

อคิราห์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาไม่ได้หยิบมีดจารึกหรือพยายามเตรียมหมึกเวทมนตร์ เขาเพียงแค่ยกมือที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนดำขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไม่ได้ไหลตามเส้นสาย แต่มันไหลวนอยู่รอบตัวเขาเหมือนอากาศธาตุ

“ไม่ใช่การซ่อมแซม...” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเขาไม่ได้ฉายแวววิตกกังวลอีกต่อไป แต่กลับนิ่งสงบจนน่ากลัว “แต่มันคือการไหลไปตามความจริง”

เขาสัมผัสได้ถึงคำทำนายแห่งดวงดาวสีเงินที่เคยได้ยินผ่านเรื่องเล่าโบราณ... ถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระ ในวินาทีนั้น อคิราห์เข้าใจแล้วว่าพันธนาการนั้นไม่ใช่แค่หมึกบนผิวหนัง แต่มันคือความเชื่อที่ว่าเราต้องมี ‘รูปแบบ’ ถึงจะมี ‘ตัวตน’

ทหารของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์สามนายพุ่งเข้ามาพร้อมกับหอกอักขระที่ส่องแสงสีม่วงเข้ม อคิราห์ไม่ได้ขยับหนี เขาเพียงแค่ยื่นมือออกไปในอากาศ ความว่างเปล่าระหว่างรอยเปื้อนดำบนแขนของเขากลับควบแน่นกลายเป็นแรงผลักมหาศาลที่ไม่ได้มาจากหมึก แต่มันมาจากเจตจำนงที่ไร้รูปแบบ

ตูม!

ร่างของทหารเหล่านั้นกระเด็นออกไปราวกับถูกคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็น เซราฟิน่ามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง “นั่นมัน... ไม่ใช่อักขระนี่ อคิราห์ นายทำได้ยังไง?”

อคิราห์มองดูมือของตัวเอง รอยดำยังคงอยู่ แต่มันไม่ได้ดูเหมือนรอยโรคอีกต่อไป มันเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของเขา เหมือนกับเป็นรอยสักแห่งเสรีภาพที่ไม่มีวันจางหาย เพราะมันไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่ถูกเขียนด้วยการดำรงอยู่

“มันเรียบง่ายมาก เซราฟิน่า” อคิราห์ตอบ เสียงของเขาราบเรียบแต่หนักแน่น “เราแค่เลิกพยายามที่จะเป็น ‘สิ่งที่ถูกจารึก’ แล้วเริ่มเป็น ‘สิ่งที่ไหลเวียน’ เท่านั้นเอง”

เขามองไปที่ทางออกของถ้ำ ที่ซึ่งแสงสว่างจากภายนอกกำลังถูกบดบังด้วยเงาของกองทัพสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ครั้งนี้ อคิราห์ไม่ได้รู้สึกถึงความตายที่กำลังคืบคลาน เขาเห็นเพียงทางเดินที่ว่างเปล่าและไร้ขอบเขต

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแตกขนาดใหญ่เริ่มปริออกจากใจกลางถ้ำผลึกคราม แสงสีครามเข้มพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานถ้ำ ราวกับว่าโลกกำลังตอบสนองต่อการค้นพบความจริงของเขา

“ดูนั่น!” เซราฟิน่าชี้ไปที่รอยแตกที่กำลังขยายตัว

อคิราห์ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางรอยแตกที่กำลังจะกลืนกินทุกอย่าง เขาไม่ได้เห็นจุดจบของอักขระ แต่เขาเห็นจุดเริ่มต้นของการเป็นตัวตนที่แท้จริง

--- อคิราห์ค้นพบความจริงว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากการสลักอักขระที่ตายตัว แต่มาจากการยอมรับความว่างเปล่าและการไหลเวียนของเจตจำนง ทำให้เขาสามารถสร้างพลังงานรูปแบบใหม่ที่เหนือกว่าระบบอักขระเดิมได้ท่ามกลางการบุกโจมตีของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์