ตอนที่ 106 — รอยหมึกบนเปลือกตาและการสั่นสะเทือนของดวงดาว
เสียงลมหวีดหวิวผ่านซอกหินบนที่ราบสูงคีรีครามไม่เคยเงียบลง แต่มันกลับดูจะดังผิดปกติในคืนนี้ เซราฟิน่าขยับนิ้วมือที่สั่นเทาไปตามรอยแตกของแท่นหินจารึก เธอพยายามกดน้ำหนักลงไปเพื่อหาจุดที่แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินจะเชื่อมต่อกับกระแสหมึกในเส้นเลือด แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบ
“ทำไมมันถึงไม่ตอบสนอง?” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบหายไปในม่านหมอก “อักขระเชื่อมต่อดวงดาวควรจะสว่างวาบเมื่อสัมผัสกับแรงดึงดูด ไม่ใช่จางหายไปเหมือนโรคหมึกละลายแบบนี้”
เธอมองดูรอยหมึกบนข้อมือที่เริ่มพร่าเลือน มันไม่ใช่เพราะเธอกำลังติดเชื้อ แต่มันเป็นเพราะความถี่ที่เธอพยายามจะจูนเข้าหานั้นสูงเกินกว่าที่ลายเส้นบนผิวหนังจะรับไหว เซราฟิน่ากัดริมฝีปากจนได้รสคาวเลือด ความเจ็บปวดเป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนว่าเธอยังมีตัวตนอยู่ท่ามกลางความสับสนของระบบอักขระที่กำลังปั่นป่วนไปทั่วคีรีคราม
“ถ้าเจ้ายังพยายามจะฝืนบังคับให้ดวงดาวพูดตามใจเจ้า เจ้าก็จะได้แค่ความเงียบ” เสียงนิ่งเรียบดังขึ้นจากด้านหลัง เซราฟิน่าสะดุ้งโหยง มือซ้ายคว้าด้ามมีดสั้นที่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นอคิราห์ที่เดินออกมาจากม่านหมอกด้วยท่าทีสงบนิ่ง เธอจึงยอมลดมือลง
“อคิราห์? นายมาทำอะไรที่นี่? นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพวกที่กำลังกลัวว่าจะลืมชื่อตัวเอง” เซราฟิน่าสะบัดเสียงใส่ ความระแวงที่ฝังรากลึกทำให้เธอไม่ยอมเปิดเผยความอ่อนแอ
อคิราห์ไม่ได้โต้ตอบด้วยความโกรธ เขามองไปที่แท่นหินที่เธอพยายามสื่อสาร “ฉันไม่ได้มาเพื่อเฝ้าดูความล้มเหลวของเธอ แต่ฉันมาเพื่อดูว่าสิ่งที่เธอเห็น... มันคืออะไรกันแน่” เขาก้าวเข้ามาใกล้ แสงจางๆ จากอักขระที่ยังคงสมบูรณ์บนตัวเขาทำให้หมอกรอบข้างดูสว่างขึ้น “คัลลันเคยบอกว่าเราต้องควบคุมธรรมชาติด้วยลายเส้นที่แม่นยำ แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินถล่ม... ฉันเริ่มคิดว่าเราอาจจะแค่กำลังตะโกนใส่พายุ”
“แล้วจะให้ทำยังไง? นั่งรอให้หมึกละลายหายไปจากตัวหรือไง?” เซราฟิน่ากระแทกเสียง เธอหันกลับไปหาแท่นหินอีกครั้ง “ฉันต้องการคำตอบ ฉันต้องการรู้ว่า ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ที่พวกสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เอามาอ้างน่ะ มันเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กเพื่อควบคุมพวกเรา หรือมันคือความจริงที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคตกันแน่!”
เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่เคยไร้ทิศทางก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่การสั่นแบบแผ่นดินไหว แต่มันคือจังหวะที่สม่ำเสมอ เหมือนเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในหิน
ตึก... ตึก... ตึก...
เซราฟิน่าสะดุ้ง ความรู้สึกเหมือนมีเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้ามาที่ดวงตา เธอไม่ได้เห็นภาพ แต่มันคือ ‘ข้อมูล’ ที่พุ่งเข้าใส่ประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ตัวอักษรที่อ่านได้ แต่มันคือภาพของเส้นสายที่พันกันยุ่งเหยิง เส้นสายที่พยายามจะจัดเรียงตัวเองใหม่ แต่ละเส้นมีความเร็วและทิศทางที่ต่างกันจนเธอรู้สึกคลื่นไส้
“อึก! มัน... มันมากเกินไป!” เธอทรุดลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมศีรษะไว้แน่น ความเจ็บปวดนั้นเหมือนกับการพยายามยัดเยียดห้องสมุดทั้งหลังลงในรูเข็ม
“อย่าปฏิเสธมัน เซราฟิน่า!” อคิราห์ตะโกนสั่ง เขาไม่ได้เข้ามาช่วยพยุง แต่เขายืนนิ่งเป็นหลักยึดให้เธอ “อย่าพยายามอ่านมันด้วยสายตา แต่จงฟังมันด้วยการสั่นสะเทือน! อย่าใช้ลายเส้นที่แข็งกร้าวไปกักขังมัน!”
เซราฟิน่าพยายามหายใจเข้าลึกๆ เธอจำคำพูดของคัลลันที่เพิ่งเปลี่ยนไปได้ การปรับตัวตามแรงสั่นสะเทือน... เธอเลิกพยายามจะ ‘จับ’ ข้อความนั้นไว้ด้วยอักขระบนผิวหนัง แต่เธอเริ่ม ‘ขยับ’ ร่างกายและจิตวิญญาณให้ไหลไปตามจังหวะที่ถาโถมเข้ามา
เธอเริ่มตีความ... รอยหยักของความถี่ที่รุนแรงคือความขัดแย้งของยุคสมัย รอยสั่นที่แผ่วเบาคือความหวังที่กำลังก่อตัว และรอยแยกที่ดูเหมือนความว่างเปล่า... จริงๆ แล้วมันคือพื้นที่ว่างสำหรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น
จู่ๆ ข้อความที่ซับซ้อนนั้นก็เริ่มตกตะกอน มันไม่ใช่ประโยค แต่มันคือความรู้สึกของการขยายตัวและการดับสูญ เธอเห็นภาพดวงดาวสีเงินที่กำลังส่องแสงผ่านม่านหมอกหนาทึบของคีรีคราม แสงนั้นไม่ได้ส่องลงมาเพื่อนำทาง แต่มันส่องลงมาเพื่อ ‘เตือน’ ว่าโครงสร้างเดิมกำลังจะพังทลาย
“มันไม่ใช่แค่ข้อความ...” เซราฟิน่าพึมพำ ดวงตาของเธอเบิกกว้างภายใต้แสงจันทร์ “มันคือ... บทเพลง”
เธอไม่ได้แค่สื่อสารได้ แตเธอกำลังได้ยินจักรวาลขับขาน ท่วงทำนองที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว มันคือเสียงประสานของดวงดาวที่เต้นรำอยู่บนความว่างเปล่า เสียงที่บอกว่าอักขระที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงเสียงกระซิบที่ไร้ความหมายเมื่อเทียบกับเพลงแห่งดวงดาว
เซราฟิน่าขยับนิ้วมือตามจังหวะเพลงนั้นอย่างไม่รู้ตัว ลายเส้นบนผิวหนังของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ไม่ใช่เพราะมันถูกบังคับด้วยหมึกเวทมนตร์ แต่เพราะมันกำลังตอบสนองต่อความถี่ที่เธอเพิ่งค้นพบ
“เธอเห็นอะไร?” อคิราห์ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและยำเกรง
เซราฟิน่าลุกขึ้นยืนช้าๆ ใบหน้าของเธอที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับดูสงบนิ่งอย่างประหลาด แต่นัยน์ตากลับสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่ “ฉันเห็นจุดจบของยุคสมัยที่ใช้หมึกเขียนโชคชะตา... และฉันได้ยินเพลงที่จะนำทางเราไปสู่สิ่งที่มากกว่านั้น”
เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด พลางกระชับมือเข้าหากัน “ฉันสัญญา... ฉันจะตามหาจังหวะนี้ให้เจอ ไม่ว่ามันจะทำให้เราต้องสูญเสียทุกอย่างที่เคยจารึกไว้ก็ตาม”
ทันใดนั้น เสียงเพลงที่เคยได้ยินในหัวก็เปลี่ยนเป็นเสียงสูงแหลมที่ดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับที่ดวงดาวดวงหนึ่งบนฟ้าดับแสงลงอย่างกะทันหัน ทิ้งไว้เพียงรอยเปื้อนสีดำขลับที่ดูเหมือนหมึกที่กำลังละลายบนผืนฟ้า
--- เซราฟิน่าพยายามสื่อสารกับดวงดาวผ่านแท่นหินจารึกแต่เกือบจะทนความรุนแรงของข้อมูลไม่ไหว จนกระทั่งเธอเรียนรู้วิธีการปรับตัวตามแรงสั่นสะเทือนและค้นพบว่าดวงดาวกำลังขับขานบทเพลงแห่งจักรวาลที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่