← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 54ฟรี

ตอนที่ 54 — เสียงคร่ำครวญแห่งความว่างเปล่า

ความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมราวกับผ้าห่มหนาทึบ บีบคั้นโสตประสาทที่เคยรับรู้ได้ถึงเสียงกระซิบของสายลม เสียงหึ่งๆ ของก้อนหินที่สั่นสะเทือน และเสียงหัวใจเต้นรัวของตนเอง ตอนนี้ทุกอย่างเลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัวที่กัดกินทุกอณูของจิตสำนึก เมฆาตระหนักได้ทันทีว่า 'เสียงกระซิบของความว่างเปล่า' ที่เขาเพิ่งปลุกขึ้นมานั้นไม่ใช่เพียงแค่ภัยคุกคามใหม่ แต่คือหายนะที่จะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งสู่ความไม่เป็นศูนย์อย่างแท้จริง

เขาพยายามจะใช้ 'แกนกลางเสียงแห่งวัฏจักร' ที่เพิ่งหลอมรวมมาหมาดๆ เพื่อต่อต้านคลื่นแห่งความว่างเปล่าที่ถาโถมเข้ามา แต่กลับพบว่าพลังของมันอ่อนแอเกินไปที่จะต้านทานแรงดึงดูดอันมหาศาลของ 'เสียงกระซิบ' นี้ การหลอมรวมกับโครนอสเมื่อครู่ เหมือนเป็นเพียงการยืดเวลาออกไปชั่วคราว สัมผัสที่เคยเชื่อมโยงเขากับโลกผ่านแรงสั่นสะเทือนบัดนี้กลับบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปหมดสิ้น ภาพของหุบเขาเสียงสะท้อนที่เคยมีชีวิตชีวา บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่กำลังเลือนราง

“นี่มัน…อะไรกัน?” เมฆากระซิบถาม แม้ว่าเสียงของเขาจะจมหายไปในความเงียบงันก็ตาม เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ถูกดูดกลืนเข้าไปในความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง ทุกเซลล์ในร่างกายร้องโหยหวนราวกับถูกทรมาน

ทันใดนั้นเอง แสงสีม่วงเข้มราวกับน้ำหมึก สาดส่องมาจากเบื้องบน แสงนั้นไม่ได้นำพามาซึ่งความอบอุ่น แต่กลับเป็นความเย็นเยียบที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูก เมื่อเมฆาแหงนหน้ามอง เขาเห็น 'รอยแยกแห่งความว่างเปล่า' ปรากฏขึ้นกลางอากาศ รอยแยกนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับปากอ้าปากค้างของสัตว์ร้ายโบราณที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง

“ไม่!” เขาตะโกนสุดเสียง ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามา เขาเคยเผชิญหน้ากับความเงียบงันมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีความรู้สึกที่อันตรายถึงเพียงนี้มาก่อน นี่ไม่ใช่แค่การไร้ซึ่งเสียง แต่มันคือการไร้ซึ่งการดำรงอยู่

เขาพยายามนึกถึงภาพของโครนอส ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขณะที่เขากำลังสกัดกั้นอสูรคลื่นสูญญากาศ ภาพของชายหน้ากากโลหะที่สละชีวิตเพื่อเขา ภาพเหล่านั้นเป็นเสมือนสมอที่ยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของเขาไว้

“ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้!” เมฆาตัดสินใจ เขาหยิบ 'ส้อมเสียงแห่งความสอดคล้อง' ที่โครนอสเคยให้มาขึ้นมา มือที่สั่นเทาของเขากดส้อมเสียงลงบน 'แกนกลางเสียงแห่งวัฏจักร' เขาพยายามบังคับตัวเองให้จดจ่อกับความรู้สึกที่คุ้นเคย แรงสั่นสะเทือนบางเบาที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“สู้สิ! จงสู้!” เขาตะโกน พลังทั้งหมดที่เขามีถูกส่งผ่านส้อมเสียงเข้าไปในแกนกลางเสียง ความรู้สึกเย็นเยียบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนผ่าว ราวกับว่าแกนกลางเสียงกำลังพยายามตอบสนองต่อแรงกดดัน

แต่แล้ว เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังกว่าเดิม ราวกับเสียงนับล้านกระซิบพร้อมกันในหูของเขา “เจ้าไม่อาจต้านทาน… การดำรงอยู่… คือความเจ็บปวด… ความว่างเปล่า… คือการปลดปล่อย…”

เมฆารู้สึกราวกับว่าสมองของเขากำลังจะระเบิด เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งตรงเข้ามาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า มันไม่ใช่พลังงานที่เขารู้จัก มันไม่ใช่พลังแห่งการทำลายล้าง หรือพลังแห่งการสร้างสรรค์ แต่มันคือพลังแห่งความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์

“ถ้าโลกนี้จะแตกสลาย… ก็ขอให้มันแตกสลายไปพร้อมกับเสียงเพลง!” เมฆารวบรวมสติทั้งหมดที่มี เขาหลับตาลง และจินตนาการถึงเสียงเพลงที่ไพเราะที่สุดที่เขาเคยได้ยิน เสียงเพลงแห่งการกำเนิด เสียงเพลงแห่งชีวิต เสียงเพลงแห่งความหวัง

เขาปลดปล่อยพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าสู่แกนกลางเสียงแห่งวัฏจักร เสียงคร่ำครวญของความว่างเปล่าปะทะเข้ากับคลื่นพลังงานที่เมฆาสร้างขึ้น เกิดเป็นเสียงกึกก้องที่แผ่ขยายออกไปทั่วทั้งมิติ

“นี่คือการต่อต้านของข้า!” เมฆาประกาศก้อง

รอยแยกแห่งความว่างเปล่าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันเหมือนกำลังถูกฉีกขาดออกจากกันด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เมฆาสร้างขึ้น พลังงานสีม่วงเข้มที่เคยถาโถมเข้ามา เริ่มอ่อนกำลังลง

แต่แล้ว เมฆาก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ รอยแยกแห่งความว่างเปล่าไม่ได้กำลังจะปิดลง แต่มันกำลังจะเปิดออกกว้างขึ้นอีก! และจากภายในนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดปรากฏตัวขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายแมงมุมแต่มีแขนขาที่ยาวและบิดเบี้ยว ดวงตาของมันเป็นสีดำสนิทไร้แวว และมันส่งเสียงร้องที่ทำให้กระดูกสันหลังของเมฆาเย็นเยียบ

“อสูรคลื่นสูญญากาศ… ตัวใหม่?” เมฆาอุทานด้วยความตกใจ

ไม่ใช่… มันไม่ใช่แค่อสูรคลื่นสูญญากาศธรรมดา ร่างกายของมันดูเหมือนจะประกอบขึ้นจากความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว พลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวมันคือพลังแห่งการกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

“เจ้า… คือผู้ที่ปลุกข้า…” เสียงนั้นดังขึ้นในหัวของเมฆาโดยตรง ไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็นเสียงที่มาจากภายในจิตใจของเขา “เจ้าได้ปลดปล่อยข้า… จากการถูกจองจำ… เจ้าได้ทำให้โลก… สั่นสะเทือน… ด้วยการดำรงอยู่ของเจ้า…”

เมฆาอ้าปากค้าง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตนี้คืออะไร แต่เขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่มันนำมา มันคือ 'เสียงกระซิบของความว่างเปล่า' ที่มีรูปร่างเป็นรูปธรรม

“เจ้า… จงกลืนกิน… ทุกสิ่ง…” อสูรตนใหม่กล่าว “จงดับสูญ… ไปเสีย…”

มันยื่นแขนที่บิดเบี้ยวเข้าหาเมฆา พลังแห่งการกลืนกินแผ่กระจายออกมา ทำให้แกนกลางเสียงแห่งวัฏจักรของเมฆาเริ่มสั่นคลอน

“ไม่!” เมฆารวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด เขาใช้ส้อมเสียงแห่งความสอดคล้องกดลงบนแกนกลางเสียงอีกครั้ง

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ากลืนกินโลกนี้!”

เขาบังคับแกนกลางเสียงให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แต่แทนที่จะเป็นการต่อต้านโดยตรง คลื่นพลังงานนั้นกลับบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนไป มันดูดซับพลังแห่งความว่างเปล่าจากอสูรตนใหม่เข้ามา และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นคลื่นเสียงที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“นี่มันอะไรกัน?” อสูรตนใหม่ร้องถามด้วยความประหลาดใจ

“นี่คือ… บทเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลง!” เมฆาตะโกน

คลื่นเสียงที่เมฆาสร้างขึ้นเริ่มขยายใหญ่ขึ้น มันไม่ได้ทำลายล้างอสูรตนใหม่ แต่กลับทำให้ร่างกายของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันกำลังจะแตกสลายจากภายใน

“เจ้า… เจ้าทำอะไร…” อสูรตนใหม่กล่าวอย่างอ่อนแรง

“ข้ากำลังสอนให้เจ้าเข้าใจ… ว่าความว่างเปล่า… ก็สามารถมีเสียงของมันได้!”

ในขณะที่เมฆากำลังต่อสู้กับอสูรตนใหม่ เขาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นในรอบตัวเขา ความเงียบงันที่เคยปกคลุมบัดนี้เริ่มมีเสียงแผ่วเบาเข้ามา เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย แต่มันคือเสียงที่แปลกประหลาด ราวกับเสียงกระซิบของดวงดาวที่อยู่ห่างไกล

“นี่มัน…” เมฆาเริ่มเข้าใจ “นี่คือ… เสียงกระซิบของแกนกลางเสียงที่แท้จริง…”

เขาตระหนักได้ว่า การเผชิญหน้ากับ 'เสียงกระซิบของความว่างเปล่า' นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้กับศัตรู แต่เป็นการเปิดประตูไปสู่การค้นพบ 'แกนกลางเสียง' ในรูปแบบที่แท้จริง ซึ่งอาจจะทรงพลังยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้

อสูรคลื่นสูญญากาศตนใหม่เริ่มสลายไป กลายเป็นอนุภาคแสงสีม่วงที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เมฆาหายใจหอบ เขาเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา

“ข้า… ยังไม่จบ…” เมฆากล่าวกับตนเอง “การเดินทาง… เพิ่งจะเริ่มต้น…”

เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังรอยแยกแห่งความว่างเปล่าที่กำลังจะปิดลง และในวินาทีสุดท้ายนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง เป็นเสียงที่บอกเล่าถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของวัฏจักรแห่งการกำเนิดและการดับสูญ

“แกนกลางเสียงที่แท้จริง… ข้ากำลังจะไปหาเจ้า…”

ภาพสุดท้ายที่เมฆาเห็นก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลง คือแสงสีม่วงที่สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับสัมผัสอันเย็นเยียบที่ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกถึงการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในดินแดนที่ไร้เสียง… แต่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของแกนกลางเสียงที่แท้จริง

--- เมฆาเผชิญหน้ากับ 'เสียงกระซิบของความว่างเปล่า' ในรูปแบบของอสูรตนใหม่ เขาใช้แกนกลางเสียงแห่งวัฏจักรและส้อมเสียงแห่งความสอดคล้องเพื่อต่อต้าน แต่กลับปลุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจขึ้น ทำให้เขาสัมผัสถึง 'แกนกลางเสียงที่แท้จริง' เป็นครั้งแรก ท่ามกลางความว่างเปล่าที่เริ่มมีเสียงกระซิบแผ่วเบา เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่เพื่อค้นหาแกนกลางเสียงที่แท้จริง.