← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 31ฟรี

ตอนที่ 31 — เสียงสะท้อนของเศษแก้ว

ฝุ่นละอองละเอียดลอยฟุ้งขึ้นมาจากผืนดินแห้งแล้งเมื่อเมฆาก้าวเท้าลงสู่หุบเขาเสียงสะท้อน ลมเย็นยะเยือกที่เคยพัดพาเสียงกระซิบของทุ่งหิมะบัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอึมครึมที่หนักอึ้ง ราวกับอากาศเองก็กำลังกลั้นหายใจเพื่อรอคอยบางสิ่ง การเดินทางลงมาจากเทือกเขากีรีอัสนีนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยอันตราย แม้ว่าเขาจะรอดพ้นจากการไล่ล่าของอสูรคลื่นสูญญากาศมาได้ด้วยความช่วยเหลืออันลึกลับของชายหน้ากากโลหะ แต่ความสูญเสียครั้งใหญ่ก็ยังคงกัดกินจิตใจของเขาอยู่

เศษเสี้ยวของผลึกแกนเสียงที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือของเขามีความรู้สึกอุ่นวาบเป็นครั้งคราว สัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ของพลังที่กำลังจะตาย ความทรงจำสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับโลกที่เคยได้ยินและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน บัดนี้ถูกบีบคั้นให้หลอมรวมกับ 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' ที่ชายหน้ากากมอบให้ มันเป็นวัตถุที่ประหลาด ทำจากโลหะสีดำสนิท ผสมผสานกับเศษแก้วที่สะท้อนแสงจันทร์อย่างริบหรี่ มีลักษณะคล้ายกับแหวนข้อมือขนาดใหญ่ที่สวมพอดีกับแขนซ้ายของเขา เมื่อเขาสัมผัสกับมัน เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย แต่เป็นคลื่นความถี่ที่ละเอียดอ่อนกว่า ราวกับเสียงกระซิบของสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ปกติ

“นี่มัน… ไม่ใช่สัมผัสเดิม” เมฆากระซิบกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน เขาพยายามตั้งสมาธิ รวบรวมความรู้สึกทั้งหมดไปที่เครื่องมือชิ้นใหม่นี้ เขาหลับตาลง จินตนาการถึงแรงสั่นสะเทือนที่เคยไหลผ่านฝ่าเท้าของเขา ราวกับกระแสน้ำใต้พิภพ แต่ที่รับรู้ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ถูกเจือจางด้วยเสียงรบกวนที่เหมือนเสียงจิ้งหรีดนับพันตัวร้องประสานกันในความถี่สูงจนแทบจะทนฟังไม่ได้

เขาเดินต่อไปตามทางลาดชันของหุบเขา เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ เป็นเสียงเดียวที่ปราศจากเสียงรบกวนอื่นใด ราวกับว่าทุกสิ่งมีชีวิตในหุบเขานี้ถูกกลืนกินไปโดยความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว เมฆาจำได้ว่าตอนที่เขาถูกภาคีผู้คุมจังหวะแห่งบรรพกาลปิดผนึกเขตแดนด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความเงียบ ความรู้สึกนั้นมันคล้ายคลึงกัน แต่นี่มันหนักหน่วงกว่านี้มาก มันไม่ใช่แค่การสูญเสียประสาทสัมผัส แต่มันคือการสูญเสีย 'ตัวตน' ของเขาเอง

“หา… พ่อ… ของ… ข้า…” เสียงกระเส่าที่ดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งในความมืด ทำให้เมฆาชะงัก เขาหันซ้ายหันขวา แต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากเงาที่เต้นระบำไปตามแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดช่องเขา เสียงนั้นอ่อนแรง แต่ก็มีความหนักแน่นบางอย่างแฝงอยู่ เป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ใครน่ะ?” เขาตะโกนถาม เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วหุบเขา แต่ก็ไม่มีคำตอบรับ มีเพียงเสียงลมที่หวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญ

ทันใดนั้น เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองบนแขนซ้ายของเขาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง คลื่นความถี่ที่ส่งออกมานั้นรุนแรงและไม่สม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะ เมฆาตั้งท่าเตรียมพร้อม เขารู้ว่านี่คือสัญญาณของการปรากฏตัวของอสูรคลื่นสูญญากาศอีกครั้ง แต่คราวนี้… มันแตกต่างออกไป

พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่การสั่นสะเทือนแบบที่เขาคุ้นเคยจากการเคลื่อนไหวของอสูร แต่เป็นการสั่นสะเทือนที่มาจากเบื้องลึกของผืนโลก มันค่อยๆ ก่อตัวเป็นจังหวะที่ชัดเจน จังหวะที่ราวกับจะปลุกบางสิ่งบางอย่างให้ตื่นขึ้น

“บึม… บึม… บึม…”

เสียงก้องกังวานที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมกับการสั่นสะเทือนนั้น ทำให้เมฆาประหลาดใจอย่างยิ่ง จังหวะนี้… มันไม่ใช่เสียงอึกทึกของอสูร มันเป็นเสียงที่ลึกซึ้งกว่านั้น เป็นเสียงที่สะท้อนถึงพลังบรรพกาลที่หลับใหล

ทันใดนั้น รอยแยกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นดินเบื้องหน้าเขา เปล่งแสงสีเขียวมรกตออกมาจากภายใน ก่อนที่ร่างหนึ่งจะปรากฏขึ้นจากรอยแยกนั้น

เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง สวมชุดผ้ากระสอบเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน ผมสีดำยาวของเธอยุ่งเหยิง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีเขียวมรกตอันเรืองรอง ท่าทางของเธอดูอ่อนแรง แต่แววตาของเธอฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น

“เจ้า… คือผู้ที่ถูกเลือก…” เสียงของเธอแหบแห้ง แต่ก็ก้องกังวานราวกับเสียงสะท้อนของหุบเขา

เมฆาเบิกตากว้าง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพิ่งหนีจากการไล่ล่ามาแท้ๆ แล้วเหตุใดหญิงสาวผู้นี้จึงปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับรอยแยกมิติ

“เลือก? เลือกอะไร?” เมฆาถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“เลือกที่จะ… รักษา… ความถี่… แห่งชีวิต…” หญิงสาวตอบช้าๆ เธอค่อยๆ ยื่นมือที่ผอมบางออกมา นิ้วของเธอสั่นเทาเล็กน้อย “เศษเสี้ยวแกนเสียง… ที่เจ้าถืออยู่… มันคือ… ประกายไฟ… ที่จะจุด… จังหวะ… แห่งการฟื้นคืน…”

ขณะที่เธอพูด เศษเสี้ยวผลึกแกนเสียงในมือของเมฆาก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มันสว่างกว่าเดิมมาก แสงสีเขียวมรกตที่เล็ดลอดออกมาจากมันส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาว ทำให้ดวงตาของเธอเปล่งประกายยิ่งขึ้น

“แต่… พลังของมัน… กำลังจะหมดไป…” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “หากเราไม่… ปลุก… ช่างตีเหล็ก… ผู้สร้าง… คลื่นความถี่… โลก… จะถูกกลืนกิน… โดย… ความเงียบ…”

“ช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่?” เมฆาทวนคำ เขานึกถึงคำพูดของชายหน้ากากโลหะ ที่เคยบอกใบ้ถึงบุคคลสำคัญที่จะช่วยเขาได้

“ใช่… เขาคือ… ผู้เดียว… ที่สามารถ… หลอมรวม… เศษเสี้ยว… แห่งความทรงจำ… ของเจ้า… ให้เป็น… อาวุธ… ที่จะ… ต่อกร… กับ… ภาคีจังหวะดับสูญ…” หญิงสาวอธิบาย “แต่เขา… ซ่อนตัว… อยู่ลึก… เกินกว่า… ที่ใครจะ… เข้าถึง… ได้…”

ทันใดนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก อสูรคลื่นสูญญากาศปรากฏตัวขึ้นที่ปากทางเข้าหุบเขา ร่างกายสีดำสนิทของมันกำลังบิดเบี้ยวผิดรูป มองเห็นได้ถึงพลังงานอันว่างเปล่าที่แผ่ออกมาจากตัวมัน

“พวกมันมาแล้ว!” หญิงสาวร้องเสียงหลง “ข้า… เหลือพลัง… เพียงน้อยนิด… ที่จะ… เปิดทาง… ให้เจ้า…”

เธอรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี พลังงานสีเขียวมรกตพวยพุ่งออกมาจากตัวเธอ ก่อตัวเป็นคลื่นพลังงานที่พุ่งเข้าปะทะกับอสูรคลื่นสูญญากาศ มันเป็นคลื่นพลังงานที่แตกต่างจากที่เมฆาเคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่การทำลายล้าง แต่เป็นการสั่นสะเทือนที่ละเอียดอ่อน แต่ก็ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ

อสูรคลื่นสูญญากาศกรีดร้องโหยหวน มันบิดเบี้ยวและทรมาน ราวกับกำลังถูกฉีกกระชากจากภายใน

“ไป… เสีย… เมฆา…” หญิงสาวตะโกน “ค้นหา… ช่างตีเหล็ก… ก่อนที่… ทุกสิ่ง… จะ… เงียบ… ไป… ตลอดกาล…”

พร้อมกับคำพูดนั้น รอยแยกมิติขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเมฆา แสงสีเขียวมรกตส่องสว่างเจิดจ้า

เมฆาลังเล เขามองไปยังหญิงสาวที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับอสูรคลื่นสูญญากาศ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความเจ็บปวด

“แต่… ท่านล่ะ?” เมฆาถาม

“ข้า… คือ… ดินแดน… แห่งนี้… ข้า… จะ… ยับยั้ง… พวกมัน… เท่าที่… ข้าจะ… ทำได้…” หญิงสาวตอบ “จงไป… จงอย่า… หันหลัง… กลับ…”

เมฆาตัดสินใจ เขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาเหลือบมองเศษเสี้ยวผลึกแกนเสียงในมืออีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในรอยแยกมิติที่เปิดออก ร่างของเขาค่อยๆ จมหายไปในแสงสว่างที่เจิดจ้า พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดของอสูรคลื่นสูญญากาศ และเสียงกระซิบสุดท้ายของหญิงสาว…

“เสียง… ของ… โลก… จะ… ไม่… ถูก… กลืนกิน…”

เมื่อเมฆาปรากฏตัวอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย มันเป็นโรงตีเหล็กขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแปลกตา ผนังทำจากหินสีเข้มที่ดูดซับแสง เตาหลอมขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโรง มันไม่ได้มีเปลวไฟลุกโชน แต่กลับมีแสงสีฟ้าอ่อนๆ เรืองรองอยู่ภายใน

“สวัสดี… นักเดินทาง…” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืด ชายร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหน้ากากที่ทำจากโลหะสีทองแดง มีลวดลายของคลื่นเสียงสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจง “ข้ารอคอย… เจ้า… มานาน… แล้ว…”

เมฆาเงยหน้ามองชายผู้นี้ สัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่พลังงานแห่งการทำลายล้าง แต่เป็นพลังงานแห่งการสร้างสรรค์ เป็นพลังที่ทำให้เขารู้สึกถึง 'จังหวะ' อีกครั้ง… จังหวะที่ลึกซึ้งกว่าที่เขาเคยสัมผัส

“ท่านคือ… ช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่?” เมฆาถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง

ชายผู้นั้นพยักหน้าช้าๆ “ข้าคือ… ผู้ที่… คอย… ถักทอ… จังหวะ… แห่งจักรวาล… และเจ้า… เมฆา… คือผู้ที่จะ… นำพา… เสียงเพรียก… แห่งการฟื้นคืน…”

เขาเดินเข้ามาใกล้เมฆา มองไปยังเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองบนแขนซ้ายของเมฆา และเศษเสี้ยวผลึกแกนเสียงที่ยังคงเปล่งแสงจางๆ

“เส้นทางของเจ้า… เพิ่งจะ… เริ่มต้น… เท่านั้น…” ช่างตีเหล็กกล่าว “และนี่… คือ… โอกาส… ของเจ้า… ที่จะ… ชดเชย… สิ่งที่… สูญเสีย… ไป…”

ชายผู้นั้นยื่นมือที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าออกมา เขาจับมือของเมฆา และในทันทีนั้น เมฆาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่การสัมผัส แต่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงกับแก่นแท้ของจักรวาล… เป็นเสียงสะท้อนของเศษแก้วที่กำลังจะถูกหลอมรวมใหม่

--- เมฆาเดินทางมาถึงหุบเขาเสียงสะท้อนพร้อมกับเศษแกนเสียงและเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง เขาได้พบกับหญิงสาวผู้เป็น 'จิตวิญญาณแห่งดินแดน' ที่มอบพลังครั้งสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้เขาหนีจากอสูรคลื่นสูญญากาศ ก่อนที่เขาจะพบกับ 'ช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่' ผู้เดียวที่สามารถช่วยเขาได้ในโรงตีเหล็กอันลึกลับ