← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 2ฟรี

ตอนที่ 2 — เสียงสะท้อนแห่งความสูญเสีย

ฝ่าเท้าของเมฆาสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม มันไม่ใช่แรงสั่นไหวของแผ่นดินที่สงบราบเรียบ แต่มันคือแรงกระเพื่อมที่รุนแรงและสับสน ราวกับผืนดินกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดผ่านอุ้งเท้าของเขา ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ในโสตประสาทของเขายิ่งดูหนักอึ้งกว่าครั้งไหนๆ เมื่อ 'ระฆังเงินแห่งสัตตบรรณ' ถูกพรากไปจากแท่นบูชาของหมู่บ้าน ความสมดุลที่เขารู้สึกได้ผ่านแรงสั่นสะเทือนในอากาศก็พังทลายลงตามไปด้วย

เขากำลังวิ่ง ลมหายใจเป็นไอสีขาวขุ่นพุ่งออกจากปากทุกครั้งที่พยายามหอบหายใจรอดพ้นจากความหนาวเหน็บที่กัดกินผิวหนัง เมฆาไม่ได้ใช้ดวงตามองหาเส้นทาง แต่เขาใช้การ 'ฟัง' ผ่านฝ่าเท้าและผิวหนัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหิมะที่หนาเตอะส่งสัญญาณกลับมายังร่างกาย เขารู้ว่าทางข้างหน้าเป็นโขดหินที่มั่นคง หรือเป็นเพียงเนินหิมะที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ เขารู้ว่ามีก้อนหินขนาดใหญ่กำลังจะร่วงหล่นลงมาจากหน้าผาเพราะแรงสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอของมันขัดกับจังหวะธรรมชาติ

“พวกนั้น... พวกนั้นเอาไปแล้ว” ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเขา แม้จะไม่มีเสียงใดหลุดรอดเข้าสู่หู แต่ความรู้สึกสูญเสียนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงตะโกนใดๆ ระฆังเงินนั้นไม่ใช่แค่โลหะ แต่มันคือจังหวะหัวใจของหมู่บ้าน มันคือเครื่องมือที่ใช้ส่งสัญญาณเตือนภัยเมื่อพายุมหันตภัยมาถึง หากไม่มีมัน หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอันโดดเดี่ยวแห่งนี้จะกลายเป็นเพียงสุสานน้ำแข็งเมื่อ 'พายุนิรันดร์' มาถึง

เมฆาหยุดพักชั่วครู่ที่ซอกหินแคบๆ เขาพยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้เข้ากับแรงสั่นสะเทือนรอบตัว เพื่อให้ประสาทสัมผัส 'Seismic Sense' ของเขาแม่นยำที่สุด เขาหลับตาลง ปล่อยให้ความมืดมิดในโลกแห่งเสียงเป็นตัวนำทาง ความสั่นสะเทือนจากพายุที่ปะทะกับหน้าผาส่งแรงสั่นที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้าระวัง เขาได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนอีกชนิดหนึ่ง... มันเป็นแรงสั่นที่สม่ำเสมอ มั่นคง และมีจังหวะที่ดู 'จงใจ' เกินกว่าจะเป็นธรรมชาติ

มันคือเสียงฝีเท้าของมนุษย์ และมันกำลังใกล้เข้ามา

เขารีบขยับตัวเข้าไปในเงามืดของซอกหิน ลมหนาวหวีดหวิวผ่านช่องว่างระหว่างก้อนหินจนเขารู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงตามร่างกาย ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ก็ปะทะเข้ากับพื้นดินใกล้ตัวเขา มันไม่ใช่การวิ่ง แต่เป็นการเดินอย่างสง่างามและทรงพลัง ทุกลมหายใจที่พวกเขาปล่อยออกมา ดูเหมือนจะสอดประสานไปกับแรงสั่นสะเทือนของอากาศรอบตัวอย่างน่าประหลาด

กลุ่มนักบวชแห่งเสียงสวดไม่ได้จากไปพร้อมกับระฆังเงินอย่างที่เขาคิด พวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าลงจากเขาเพื่อไปทำพิธีกรรมในหุบเขาด้านล่าง แต่พวกเขากำลังเดินสวนขึ้นมา... มุ่งหน้าตรงมายังที่พักของชาวบ้านที่กำลังโกลาหล

เมฆาพยายามจะขยับตัวเพื่อหาทางเลี่ยง แต่แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน มันคือการกระแทกของไม้เท้าที่ปักลงบนพื้นน้ำแข็งอย่างหนักแน่น เสียงที่เขาไม่ได้ยิน แต่เขารู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ส่งผ่านชั้นหินขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง

“หยุดอยู่ตรงนั้น เจ้าหนุ่มผู้ไร้เสียง”

แม้เขาจะไม่ได้ยินคำพูดนั้น แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านอากาศมายังผิวหน้าของเขามันชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเผชิญหน้ากับเขา เมฆาเบิกตากว้าง เขามองเห็นเงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีเทาหม่นขลิบทอง ปักลวดลายคลื่นเสียงที่ซับซ้อนอยู่บนขอบแขนเสื้อ ชายผู้นั้นยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ราวกับว่าพายุนั้นเกรงกลัวที่จะแตะต้องตัวเขา ในมือของชายผู้นั้นถือไม้เท้าเหล็กที่สลักลวดลายระฆังคู่

นักบวชอาวุโสผู้นั้นไม่ได้มาเพื่อเจรจา ดวงตาของเขาเย็นชาและว่างเปล่าเหมือนน้ำแข็งในถ้ำลึก เมฆาสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่แรงกล้าจากแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย มันคือความต้องการที่หนักแน่นและไม่ยอมความ

“เราไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่เรามาเพื่อ 'จัดระเบียบ'”

เมฆาพยายามจะถอยหนี แต่แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินรอบตัวเขากลับถูกควบคุมโดยนักบวชผู้นั้น พื้นดินใต้เท้าของเมฆากลายเป็นเหมือนคลื่นที่ปั่นป่วน ทำให้เขาเสียหลักล้มลง ความรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยคลื่นเสียงที่มองไม่เห็นทำให้เขาขยับเขยื้อนไม่ได้

นักบวชผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น พร้อมกับชูวัตถุบางอย่างขึ้นมาเหนือศีรษะ มันไม่ใช่ระฆังเงินที่ถูกขโมยไป แต่มันคือ 'คัมภีร์คลื่นสั่นสะเทือน' เล่มหนาที่ทำจากหนังสัตว์แปลกประหลาด และข้างๆ กันนั้นคือ 'จี้หยกเสียงสวรรค์' สิ่งของล้ำค่าที่เมฆารู้ดีว่ามันคือหัวใจสำคัญในการควบคุมทิศทางของลมในหมู่บ้าน

“หมู่บ้านนี้ไม่คู่ควรกับการครอบครองเครื่องมือที่ควบคุมลมได้อีกต่อไป” นักบวชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เมฆาสัมผัสได้ผ่านแรงสั่นสะเทือนในอากาศที่สั่นไหวอย่างรุนแรง “ระฆังเงินถูกยึดไปเพื่อชำระล้าง และจี้หยกนี้... จะต้องถูกนำไปไว้ที่วิหารแห่งเสียงสวด เพื่อป้องกันไม่ให้พายุนิรันดร์ใช้เสียงของพวกเจ้าเป็นเครื่องสังเวย”

เมฆาพยายามจะตะโกน แต่สิ่งที่หลุดออกมามีเพียงความเงียบงัน เขาเห็นภาพของคนในหมู่บ้านที่กำลังจะไร้ซึ่งเครื่องมือป้องกันตัว เห็นภาพของลมพายุที่จะพัดทำลายบ้านเรือนโดยไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ ความต้องการของเขาคือการนำระฆังเงินกลับคืนมาเพื่อรักษาชีวิตคนในหมู่บ้าน แต่ความต้องการของนักบวชคือการยึดครองทรัพยากรทางเสียงทั้งหมดเพื่อ 'ความปลอดภัย' ในแบบของพวกเขาเอง ซึ่งหมายถึงการปล่อยให้หมู่บ้านต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง

“ส่งจี้หยกเสียงสวรรค์มาให้เราเสียดีๆ หรือจะให้เราต้องใช้ 'บทสวดสยบขุนเขา' เพื่อสยบเจ้าด้วย”

แรงสั่นสะเทือนรอบตัวเมฆาทวีความรุนแรงขึ้นจนหิมะรอบๆ ตัวเขาเริ่มสั่นสะเทือนเป็นวงคลื่น เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า สิ่งที่นักบวชต้องการไม่ใช่แค่ระฆังเงิน แต่มันคือการควบคุม 'อำนาจแห่งเสียง' ทั้งหมดในหุบเขานี้ และเมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ สิ่งที่พวกเขากำลังจะพรากไปจากเขาและหมู่บ้าน คือ 'สิทธิ์ในการส่งเสียงเตือนภัย' ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยชีวิตพวกเขาได้

จี้หยกเสียงสวรรค์ที่ห้อยอยู่ที่คอของหัวหน้าหมู่บ้าน (ซึ่งตอนนี้ถูกนักบวชผู้นั้นคว้าเอาไว้ได้แล้วในจังหวะที่เมฆาล้มลง) กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เมฆามองเห็นนักบวชผู้นั้นเก็บจี้หยกใส่ในย่ามสีทองอย่างเลือดเย็น ทิ้งให้หมู่บ้านที่เหลือเพียงความเงียบงันและพายุที่กำลังจะมาถึง ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างสิ้นหวัง

เมฆาทำได้เพียงกำหมัดแน่น ความโกรธแค้นพุ่งพล่านผ่านแรงสั่นสะเทือนในอกของเขา แต่มันช่างไร้กำลังเมื่อเทียบกับอำนาจที่เขากำลังเผชิญ

--- เมฆาพยายามติดตามกลุ่มนักบวชเพื่อกอบกู้สถานการณ์ แต่กลับถูกขัดขวางและเผชิญหน้ากับนักบวชอาวุโสผู้มีพลังควบคุมแรงสั่นสะเทือน ซึ่งเข้ามายึด 'จี้หยกเสียงสวรรค์' ไปจากหมู่บ้าน ทำให้หมู่บ้านสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการควบคุมลมและสัญญาณเตือนภัยท่ามกลางพายุกำลังมา