← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 17ฟรี

ตอนที่ 17 — จังหวะที่ถูกพรากจากความว่างเปล่า

ความหนาวเหน็บไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่มันคือมวลสารที่หนักอึ้งซึ่งกดทับลงบนปอดของเมฆา ทุกครั้งที่เขาพยายามสูดลมหายใจ อากาศเย็นจัดที่เต็มไปด้วยละอองหิมะจะกรีดแทงเข้าไปในลำคอ ราวกับเขากำลังกลืนกินเศษแก้วที่แตกละเอียด ทัศนวิสัยรอบกายพร่าเลือนด้วยม่านหมอกสีขาวโพลนที่บดบังทุกสิ่ง แม้แต่เงาของตัวเองก็ดูเหมือนจะจางหายไปในความอ้างว้างนี้

เมฆานั่งคุดคู้พิงผนังหินที่เย็นเยียบภายในซอกหลืบแคบๆ ของถ้ำที่ไร้ชื่อ เขาไม่มีแม้แต่ความสามารถที่จะบอกได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาใด แสงสว่างที่ลอดผ่านรอยแยกของเพดานถ้ำเป็นเพียงแสงสีเทาหม่นที่ไร้ชีวิตชีวา สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความเงียบที่บาดลึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ตั้งแต่เขาถูกพราก 'ตะกรุดโลหะแห่งความทรงจำ' ไป ความว่างเปล่าในจิตใจก็ขยายตัวออกเหมือนหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งเสียงหัวเราะของมารดา หรือกลิ่นอายของบ้านที่เขาเคยเรียกว่าที่พักพิง ทุกอย่างกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้รูปทรง

เขาพยายามขยับปลายนิ้ว สัมผัสพื้นดินเพื่อมองหาแรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย แต่ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขารู้สึกเหมือนคนตาบอดที่พยายามมองหาดวงดาวในคืนที่มืดมิดที่สุด สัมผัสพิเศษที่เคยเป็นดั่งดวงตาที่สองถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เขาเผชิญไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่มันคือความเงียบที่ตะโกนก้องอยู่ในหัว เป็นความเงียบที่ไร้จังหวะ ไร้ทิศทาง และไร้ซึ่งความหวัง

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนประหลาดก็แล่นผ่านพื้นหินใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากพายุหรือการเคลื่อนที่ของสัตว์อสูร แต่มันเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ หนักแน่น และเยือกเย็น ราวกับเสียงฝีเท้าของยักษ์ที่ก้าวเดินผ่านทุ่งหิมะ เมฆาพยายามตั้งสติ เขารู้สึกได้ถึงแรงกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวด้วยคลื่นความถี่ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันไม่ใช่ความถี่ของธรรมชาติ แต่มันคือความถี่ที่ถูก 'จัดระเบียบ' มาอย่างประณีต

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังใกล้เข้ามามากขึ้น แม้หูของเขาจะไม่ได้ยินเสียงกระแทกของรองเท้ากับพื้น แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านผนังถ้ำกลับบอกเขาได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้มาเยือนมากกว่าหนึ่งคน และพวกเขากำลังมุ่งตรงมายังที่ซ่อนของเขา เมฆาพยายามจะลุกขึ้น แต่ร่างกายที่ขาดสารอาหารและความเหนื่อยล้าจากการถูกจู่โจมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลับทรยศเขา ขาของเขาสั่นเทาและอ่อนแรงจนแทบจะพยุงตัวไว้ไม่ได้

เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ แสงสีฟ้าอ่อนจากคทาที่ส่องสว่างทำให้เมฆาต้องหยีตา เขาเห็นร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทอง รอยเย็บของผ้าดูประณีตเกินกว่าจะเป็นชุดของนักเดินทางธรรมดา บนหน้าอกของบุคคลนั้นประดับด้วยสัญลักษณ์รูปคลื่นเสียงที่กำลังขดตัวเป็นวงกลม—สัญลักษณ์ของ 'ภาคีผู้คุมจังหวะแห่งนิรันดร์กาล'

ชายผู้นั้นไม่ได้เดินเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม แต่กลับมีความนิ่งสงบที่น่าประหลาดใจ ความสงบนั้นเองที่ทำให้เมฆารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าพายุร้าย เขารู้ดีว่าความสงบแบบนี้มักมาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ไร้ความปรานี เมฆาพยายามจะถอยหนีเข้าไปในความมืดที่ลึกกว่าเดิม แต่ร่างในชุดขาวกลับขยับเพียงนิดเดียว แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินก็พุ่งเข้าหาเขา ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็นกดทับร่างของเขาให้ติดกับผนังถ้ำ

"เจ้าผู้หลงทางในความเงียบ..." เสียงนั้นไม่ได้ผ่านหู แต่ผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ส่งตรงเข้าสู่กระดูกของเมฆา มันเป็นเสียงที่ทรงพลังและกังวานจนทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ "เจ้าครอบครองสิ่งที่ขัดต่อระเบียบแห่งสากลจักรวาล สิ่งที่เจ้าถือครองอยู่นั้นไม่ใช่ของเจ้า และมันไม่ควรอยู่ในมือของผู้ที่ไร้ซึ่งจังหวะอย่างเจ้า"

เมฆาสะบัดหน้าอย่างยากลำบาก สายตาที่พร่ามัวพยายามมองหาว่าชายผู้นี้ต้องการอะไร เขายังเหลืออะไรบ้าง? เขาไม่มีแผนที่ ไม่มีเครื่องมือนำทาง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความทรงจำ สิ่งเดียวที่เขายังกำไว้แน่นในอกเสื้อคือ 'กล่องไม้แกะสลักแห่งเสียงเพรียก'—มันเป็นกล่องไม้เล็กๆ ที่บรรจุเศษเสี้ยวของเสียงลมหายใจแห่งขุนเขาที่เขาแอบเก็บรวบรวมไว้จากการเดินทางที่แสนทรมาน มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขารู้สึกว่ายังเป็น 'ตัวตน' ของเขาในโลกที่เงียบงันนี้

ชายในชุดขาวก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น แสงจากคทาเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับรูปสลักหินอ่อน ดวงตาของเขาเป็นสีเทาหม่นที่ไร้แววความรู้สึก "ภาคีแห่งนิรันดร์กาลไม่ต้องการสงคราม แต่เราต้องการความสมดุล" ชายผู้นั้นกล่าวต่อ แรงสั่นสะเทือนในอากาศเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความถี่ที่บีบคั้น "พายุที่กำลังจะมาถึงคือการชำระล้าง และการชำระล้างจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อไม่มีสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุม... รวมถึงเสียงที่เจ้าพยายามจะเก็บรักษาไว้ด้วย"

เมฆาพยายามจะสื่อสารด้วยการขยับปาก แต่ความกลัวทำให้เขาลืมวิธีที่จะแสดงออก ชายผู้นั้นยื่นมือออกมา มือของเขาดูเรียวยาวและมั่นคง "ส่ง 'กล่องไม้แกะสลักแห่งเสียงเพรียก' มาให้เราเถิด มันคือความถี่ที่ผิดเพี้ยนซึ่งจะทำให้จังหวะของพายุแปรปรวน หากเจ้าเก็บมันไว้ หมู่บ้านของเจ้าจะพินาศเพราะความไม่สอดคล้องของธาตุ แต่หากเจ้ามอบมันให้เรา เราจะใช้มันเพื่อผนึกความถี่นั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบนิรันดร์"

เมฆาขดตัวแน่นขึ้น มือที่สั่นเทากำกล่องไม้ในอกเสื้อไว้จนแน่น เขาไม่เชื่อคำพูดนั้น ในใจเขารู้ดีว่าหากกล่องนี้ตกไปอยู่ในมือของภาคี พวกเขาจะใช้มันเพื่อสร้าง 'ความสงบที่ตายแล้ว' ไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง แต่ในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับความคิดของตนเอง แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิมก็พุ่งเข้าใส่เขาจากด้านหลัง

นักบวชอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ มือของพวกเขาถือเครื่องมือโลหะที่มีรูปร่างคล้ายส้อมเสียงขนาดใหญ่ที่สั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา เมฆาพยายามจะดิ้นรน แต่แรงกดดันจากชายชุดขาวทำให้เขาขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว

"อย่าฝืนเลย" ชายชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "มันคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว"

ก่อนที่เมฆาจะทันได้ตั้งตัว เครื่องมือโลหะจากนักบวชทั้งสองก็ถูกกระแทกเข้ากับหน้าอกของเขา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลพุ่งผ่านร่างกายของเขาจนเขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังจะแตกสลาย กล่องไม้แกะสลักที่เขาพยายามปกป้องอย่างสุดชีวิตถูกกระชากออกไปจากมือของเขาด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนเขาแทบสิ้นสติ

เขามองเห็นกล่องไม้นั้นลอยผ่านหน้าเขาไปในอากาศ มันถูกยึดไปโดยนักบวชผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ข้างๆ ชายชุดขาว สิ่งที่ถูกพรากไปไม่ใช่แค่กล่องไม้ แต่มันคือ 'กล่องไม้แกะสลักแห่งเสียงเพรียก'—สิ่งสุดท้ายที่ยืนยันว่าเขายังมีความสัมพันธ์กับเสียงของโลกใบนี้

ชายชุดขาวรับกล่องไม้นั้นมาไว้ในมือ เขามองมันด้วยสายตาที่ไร้ความหมาย ก่อนจะหันมาทางเมฆาที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นถ้ำ "บัดนี้ ความถี่ที่ผิดเพี้ยนได้ถูกกำจัดแล้ว เจ้าจะอยู่อย่างไรในโลกที่ไม่มีแม้แต่เสียงสะท้อนของตัวเอง?"

เมฆาพยายามจะตะโกน แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก เขาทำได้เพียงมองดูเงาร่างของกลุ่มภาคีที่ค่อยๆ เดินหายไปในม่านหมอก ทิ้งให้เขาจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ความเงียบงันที่เขาเผชิญในตอนนี้ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือความว่างเปล่าที่ถูกทำลายลงด้วยการสูญเสียสิ่งสุดท้ายที่เป็นดั่งวิญญาณของเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ

--- เมฆาถูกกลุ่มภาคีผู้คุมจังหวะแห่งนิรันดร์กาลบุกเข้าจู่โจมและพราก 'กล่องไม้แกะสลักแห่งเสียงเพรียก' ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขาเข้ากับเสียงของโลกไป ทำให้เขาต้องเผชิญกับความเงียบงันที่สมบูรณ์และสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม