← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 54ฟรี

ตอนที่ 54 — เงาสะท้อนในสุสานแห่งกระแสธาร

ความหนาวเหน็บในสุสานแห่งกระแสธารไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่มันคือความเย็นที่ซึมลึกเข้ามาในจิตวิญญาณ ราวกับว่าน้ำที่ไหลวนอยู่รอบกายไม่ใช่เพียงของเหลว แต่เป็นมวลสารแห่งความทรงจำที่ตายแล้ว รินลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงสลัวสีครามอมม่วงที่ส่องผ่านม่านน้ำหนาทึบเบื้องบน สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนวิหารที่ถูกลืมเลือน เสาหินขนาดมหึมาที่แกะสลักลวดลายพฤกษาใต้น้ำตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ทว่ามันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน หากแต่ลอยคว้างอยู่ในกระแสน้ำที่เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าและทรงพลัง

“ริน... เจ้ายังอยู่ไหม?”

เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า รินพยายามขยับกาย ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเธอคือความหนักอึ้ง ราวกับร่างกายของเธอถูกหล่อด้วยตะกั่ว รอยสักบนผิวหนัง—เส้นสายสีครามเข้มที่เคยเป็นเพียงแผนที่—บัดนี้มันขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต มันเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของเธอ และทุกครั้งที่มันเต้น รินจะรู้สึกถึงกระแสความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาขัดแย้งกับความเย็นเยือกของสุสานแห่งนี้

เธอหันไปมองตามต้นเสียง พบชายปริศนาผู้นั้นนั่งพิงซากเสาหินที่แตกหัก ใบหน้าของเขาที่เคยถูกซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก บัดนี้ดูซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการปะทะในรอยแยกมิติ แม้เขาจะไม่ได้สวมหน้ากาก แต่รินก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเขามีหน้าตาอย่างไรในแสงที่พร่ามัวเช่นนี้ ดวงตาของเขาจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความโล่งใจและความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง

“ข้า... ข้ายังไม่ตาย” รินเค้นเสียงตอบ ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน “ที่นี่คือที่ไหน? แล้วทำไม... ทำไมรอยสักถึงรู้สึกเหมือนมันกำลังพยายามจะกลืนกินข้าเข้าไปจริงๆ”

ชายคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายื่นมือที่สั่นเทามาแตะที่ต้นแขนของเธอ ตรงจุดที่รอยสลักสีครามเข้มขยายตัวจนแทบจะปกคลุมผิวหนังส่วนใหญ่ “เจ้าไม่ได้อยู่ในโลกที่เจ้าเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ริน สุสานแห่งกระแสธารไม่ใช่แค่ที่ฝังศพของผู้ล่วงลับ แต่มันคือจุดบรรจบของทุกกระแสน้ำที่ไหลผ่านโลก Alcoron ทั้งโลกเบื้องบนและโลกใต้บาดาล ทุกสิ่งที่เป็นความลับ ทุกสิ่งที่ถูกลืมเลือน จะถูกกักเก็บไว้ที่นี่”

รินมองไปรอบๆ ความจริงที่เขาพูดเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านดวงตาที่เริ่มปรับสภาพเข้ากับความมืด เธอเห็นซากเรือโบราณที่ผุพังลอยล่องอยู่ไกลออกไป เห็นเศษซากของเครื่องมือทำกินและอารยธรรมที่สาบสูญไปนานนับศตวรรษ ทุกอย่างถูกพันธนาการไว้ด้วยเถาวัลย์ใต้น้ำและกระแสน้ำที่หมุนวนเป็นวงกลมคล้ายกับกรงขังที่ไม่มีวันสิ้นสุด

“มันคือคำเตือน” ชายคนนั้นกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจัง “รอยสักบนตัวเจ้าไม่ใช่แค่แผนที่นำทาง แต่มันคือ ‘วิถีแห่งพันธนาการ’ ยิ่งเจ้าใช้พลังเพื่อปกป้อง หรือเพื่อเอาชีวิตรอดมากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งสร้างสายใยเชื่อมต่อกับสิ่งบรรพกาลมากขึ้นเท่านั้น ร่างกายของเจ้ากำลังถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘ทางน้ำ’ ที่สมบูรณ์แบบ... และเมื่อทางน้ำสมบูรณ์ ประตูก็จะเปิดออกโดยไม่ต้องมีใครสั่ง”

รินรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ “หมายความว่า... การที่ข้าพยายามจะช่วยอาส้ม ช่วยชาวเรือนแพ... มันกลับเป็นการนำพาหายนะมาหาพวกเขาอย่างนั้นหรือ?”

“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า” เขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้น “แต่เป็นความผิดของโชคชะตาที่เลือกเจ้าเป็นกุญแจ”

ทันใดนั้น รอยสักบนแขนของรินก็เริ่มเรืองแสงสีครามจัด มันไม่ได้เป็นเพียงแสงสว่าง แต่มันคือความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านเข้าไปถึงกระดูก รินกรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าเส้นสายบนผิวหนังกำลัง ‘ไช’ เข้าไปในเส้นเลือดของเธอ ความรู้สึกนั้นเหมือนมีเข็มนับพันเล่มกำลังเย็บด้ายที่ทำจากน้ำแข็งลงบนเนื้อสดๆ

“มันเริ่มแล้ว...” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาคว้าข้อมือของรินไว้ “เจ้าต้องควบคุมมัน อย่าปล่อยให้ความกลัวนำทางกระแสน้ำในตัวเจ้า ถ้าเจ้าปล่อยให้มันไหลไปตามสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด เจ้าจะกลายเป็นเพียงภาชนะที่ว่างเปล่าให้สิ่งบรรพกาลเข้ามาสิงสู่!”

รินพยายามรวบรวมสติ เธอหลับตาลง พยายามนึกถึงความรู้สึกตอนที่เธออยู่บนเรือนแพ นึกถึงกลิ่นดินหลังฝนตก นึกถึงเสียงหัวเราะของอาส้ม และความอบอุ่นของแสงแดดที่ตกกระทบผิวน้ำในยามเช้า เธอพยายามดึงความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็นสมอเหนี่ยวรั้งตัวตนของเธอไว้ไม่ให้ไหลไปกับกระแสพลังที่บ้าคลั่ง

เธอเริ่มทำตามที่เขาบอก—การใช้ ‘วิถีแห่งทางน้ำ’—แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ เธอไม่ได้พยายามจะผลักดันพลังออกไปข้างนอก แต่เธอพยายามจะ ‘โอบอุ้ม’ มันไว้ข้างใน เธอจินตนาการว่ารอยสักเหล่านั้นคือลำคลองสายเล็กๆ ที่ต้องมีตลิ่งคอยกั้นไว้ ไม่ให้ไหลบ่าจนทำลายหมู่บ้าน

ความเจ็บปวดค่อยๆ ทุเลาลง เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอุ่นวาบที่แปลกประหลาด เมื่อเธอเปิดตาขึ้น รอยสักไม่ได้หายไป แต่มันดูสงบลง เส้นสายที่เคยดูยุ่งเหยิงเริ่มจัดเรียงตัวเป็นระเบียบมากขึ้น ราวกับแผนที่ที่ถูกขีดเขียนด้วยลายมือที่ประณีต

“ดี...” ชายคนนั้นพึมพำ แววตาของเขาดูมีความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง “เจ้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าการเป็น ‘ทางน้ำ’ ไม่ใช่การเป็นเจ้าของพลัง แต่คือการเป็นผู้ดูแลมัน”

แต่ความสงบนั้นสั้นนัก เสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากความมืดมิดเบื้องล่างทำให้ทั้งคู่ต้องชะงัก มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงของ ‘น้ำ’ ที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงผิดปกติ เหมือนมีบางอย่างขนาดมหึมากำลังแหวกว่ายผ่านสุสานแห่งนี้ด้วยความกระหาย

“พวกมันตามกลิ่นเจ้ามา...” ชายคนนั้นกระซิบ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ไม่ใช่แค่กลุ่มคลื่นม่านบัง แต่เป็น ‘ผู้พิทักษ์ที่ถูกลืม’ สิ่งที่อยู่ใต้ก้นบึ้งนี้ไม่ได้ต้องการกุญแจ... พวกมันต้องการทำลายกุญแจทิ้ง เพื่อไม่ให้ใครเปิดทางเชื่อมระหว่างโลกได้อีก”

รินมองไปในความมืด เห็นเงาดำขนาดใหญ่หลายสายกำลังเคลื่อนที่เข้าหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว เงาเหล่านั้นดูคล้ายกับมนุษย์แต่กลับมีรูปร่างบิดเบี้ยวและยาวเหยียดเหมือนสาหร่ายใต้ทะเลลึก ดวงตาของพวกมันเป็นเพียงจุดแสงสีขาวซีดที่จ้องมองมาอย่างไร้ความรู้สึก

“เราต้องไปจากที่นี่” รินพูด เสียงของเธอเริ่มมั่นคงขึ้นแม้จะยังสั่นเครือ “ถ้าข้าเป็นทางน้ำ ข้าก็ต้องหาทางไหลไปสู่ที่ที่ปลอดภัยกว่านี้”

“ทางเดียวที่จะไปได้ คือต้องผ่าน ‘ใจกลางกระแสธาร’ ซึ่งเป็นจุดที่แรงดันน้ำสูงที่สุดและอันตรายที่สุด” ชายคนนั้นกล่าวพลางชักอาวุธที่ดูเหมือนแท่งโลหะสลักลวดลายโบราณออกมา “ข้าไม่รู้ว่าข้าจะช่วยเจ้าได้นานแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าอยากกลับไปหาคนของเจ้า... เจ้าต้องวิ่ง”

รินพยักหน้า เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในรอยสัก มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่มันคือ ‘เข็มทิศ’ เธอเริ่มมองเห็นกระแสน้ำที่ไหลวนอยู่รอบตัวเป็นเส้นสายสีทองจางๆ ที่บ่งบอกถึงทิศทางที่น้ำกำลังเคลื่อนที่ไป เธอเห็นทางรอดเล็กๆ ท่ามกลางความมืดมิด

ขณะที่พวกเขากำลังจะเริ่มออกตัว เงาดำตนหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง รินสะดุ้งและยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ พลังจากรอยสักพุ่งออกจากปลายนิ้วของเธอ กลายเป็นม่านน้ำที่แข็งแกร่งดุจกำแพงหิน กระแทกเงาดำนั้นจนกระเด็นออกไป แต่มันกลับทำให้รินรู้สึกถึงความว่างเปล่าในอก ราวกับว่าพลังส่วนหนึ่งของเธอถูกดึงออกไปอย่างถาวร

“อย่าใช้มันพร่ำเพรื่อ!” ชายคนนั้นตะโกนเตือน “ทุกครั้งที่เจ้าสร้างม่านน้ำ เจ้ากำลังสร้างร่องรอยให้พวกมันตามเจอ!”

รินกัดฟันแน่น เธอเข้าใจแล้วว่าการใช้พลังในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การจ่ายค่าตอบแทนเป็นความเหนื่อยล้า แต่มันคือการเปิดเผยตำแหน่งของตนเองต่อศัตรูที่มองไม่เห็น

ทั้งสองเริ่มเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่รินมองเห็นผ่านวิถีแห่งทางน้ำ ท่ามกลางการไล่ล่าของเงามืดที่คืบคลานเข้ามาไม่หยุดยั้ง ในขณะที่พวกเขากำลังจะถึงทางแยกสำคัญ รินก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก... ที่ผนังหินของสุสานแห่งนี้ มีรอยสลักที่คุ้นตาอย่างประหลาด มันคือลายเส้นเดียวกับที่ปู่เถาว์เคยเขียนไว้ในแผนที่เก่าแก่ และมันกำลังนำทางเธอไปสู่ห้องโถงที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของสุสานแห่งนี้

แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสรอยสลักนั้น เสียงกระซิบหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูของเธอ ไม่ใช่เสียงของชายคนนี้ และไม่ใช่เสียงของสิ่งบรรพกาล แต่มันคือเสียงที่แสนคุ้นเคย... เสียงของปู่เถาว์

“ริน... อย่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าเห็น... แม้แต่ในกระแสน้ำที่เจ้าควบคุมเอง...”

รินชะงักงัน รอยสักบนแขนของเธอเริ่มแผ่ความร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้มันไม่ได้มาพร้อมกับความเจ็บปวด แต่มันมาพร้อมกับความรู้สึกหวาดระแวงที่ทวีคูณขึ้น เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เธอกำลังพยายามปกป้อง หรือสิ่งที่เธอกำลังพยายามหนี... แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

--- รินและชายปริศนาตื่นขึ้นในสุสานแห่งกระแสธาร รินเริ่มเรียนรู้วิธีควบคุมรอยสักในฐานะ 'ทางน้ำ' แทนการต่อต้าน แต่ต้องเผชิญกับการไล่ล่าของสิ่งมีชีวิตใต้บาดาลและคำเตือนปริศนาจากเสียงของปู่เถาว์ที่ทำให้เธอเริ่มไม่ไว้วางใจในสิ่งที่กำลังเผชิญ