← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 37ฟรี

ตอนที่ 37 — เสียงฝีเท้าบนผิวน้ำและเงาที่ไร้ตัวตน

ความมืดมิดเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงความว่างเปล่า แต่มันคือความหนาแน่นของมวลสารที่บิดเบี้ยว รินรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศรอบกาย แต่เป็นความเย็นที่ซึมลึกเข้ามาจากภายในรอยสักที่แขน ราวกับว่าเส้นเลือดของเธอถูกแทนที่ด้วยสายน้ำที่เยือกแข็ง เสียงฝีเท้าที่ดัง ตึก... ตึก... บนผิวน้ำที่ควรจะจมลงไปตามกฎฟิสิกส์ กลับฟังดูหนักแน่นและมั่นคงราวกับมีใครบางคนกำลังเดินอยู่บนแผ่นกระจกที่ลอยอยู่เหนือความลึกที่มองไม่เห็น

“ริน! ตั้งสติ!” เสียงของคามินดังแว่วมา แต่มันฟังดูเหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่ยาวไกลแสนไกล รินพยายามจะเอื้อมมือไปหาเขา แต่แขนของเธอกลับหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น แสงสีฟ้าจากรอยสักที่เคยส่องสว่างอย่างมีจังหวะ บัดนี้มันกลับเต้นตุบๆ อย่างบ้าคลั่ง ราวกับหัวใจของสัตว์ป่าที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม แสงนั้นไม่ได้ส่องสว่างเพื่อนำทาง แต่มันกำลังแผดเผาผิวหนังของเธอจนรู้สึกร้อนผ่าวสลับกับความเย็นจัดจนชาหนึบ

รินพยายามลืมตาขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ไร้ทิศทาง เธอไม่ได้อยู่บนเรือมัจฉานุอีกต่อไป และเธอก็ไม่ได้อยู่บนแท่นหินลอยฟ้าในมิติหมอกเมื่อครู่ สิ่งที่เธอสัมผัสได้มีเพียงความรู้สึกของการลอยคว้างอยู่ในของเหลวที่ไร้แรงดึงดูด กลิ่นดอกมะลิที่เคยอบอุ่นบัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นฉุนรุนแรงของโอโซนหลังพายุฝน และกลิ่นดินโคลนที่ขุ่นคลัก ความเงียบสงัดที่นี่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงเครื่องยนต์ของนายหัวเดชาเสียอีก มันเป็นความเงียบที่กดทับโสตประสาทจนเธอรู้สึกเหมือนหูจะดับ

ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้านั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้น รินพยายามขยับกาย แต่ร่างกายของเธอกลับดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความว่างเปล่านี้ไปแล้ว เธอเห็นเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากม่านหมอกสีเทาหม่นที่ปกคลุมอยู่รอบตัว เงาร่างนั้นไม่ได้เดินบนน้ำ แต่เงาร่างนั้น คือ น้ำ เงาที่ประกอบขึ้นจากหยดน้ำและกระแสไหลวนที่รวมตัวกันเป็นรูปมนุษย์ที่สูงชะลูดและบิดเบี้ยว ไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน มีเพียงความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้รัศมีสีฟ้าจางๆ

“เจ้ากำลังพยายามจะฟัง... หรือกำลังพยายามจะสั่งการ?” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากปาก แต่มันสั่นสะเทือนขึ้นมาจากกระดูกของรินโดยตรง เป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงน้ำไหลผ่านซอกหิน ผสมกับเสียงลมที่หวีดหวิวในป่าโกงกาง

รินพยายามจะเปล่งเสียงถาม แต่ลำคอของเธอแห้งผากราวกับถูกดูดซับความชุ่มชื้นไปจนหมดสิ้น เธอทำได้เพียงจ้องมองเงาร่างนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ความทรงจำของปู่เถาว์ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ—ภาพของคลองที่หายไป ภาพของดวงตาที่จ้องมองจากก้นบึ้ง และคำเตือนเรื่องราคาที่ต้องจ่าย รอยสักบนแขนของเธอเริ่มขยับเขยื้อน มันไม่ได้เป็นเพียงลวดลายบนผิวหนังอีกต่อไป แต่มันเริ่มขยับเลื้อยเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังพยายามจะหาทางออกจากร่างกายของเธอ เพื่อไปรวมกับเงาร่างเบื้องหน้า

“อย่าให้มัน... เห็น... ความกลัวของเจ้า...” เสียงของชายหน้ากากดังแว่วขึ้นมาในมโนสำนึก เป็นเสียงที่ขาดช่วงและแผ่วเบาราวกับจะถูกกลืนกินไปกับความมืด

รินกัดริมฝีปากจนได้รสเลือด ความเจ็บปวดเล็กน้อยนั้นช่วยดึงสติที่กำลังจะหลุดลอยให้กลับมาเพียงเสี้ยววินาที เธอตระหนักได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่เทพเจ้า แต่มันคือ 'กระจก' ที่สะท้อนสภาวะจิตใจของเธอในขณะนี้ หากเธอปล่อยให้ความกลัวนำทาง รอยสักนี้จะกลายเป็นโซ่ที่ฉุดเธอลงสู่ก้นบึ้งของคลองคำสาปตลอดกาล แต่หากเธอควบคุมมันไม่ได้ เธอก็จะสูญสิ้นตัวตนไปในกระแสธารที่ไร้จุดจบ

ทันใดนั้น เงาร่างบนผิวน้ำก็ขยับก้าวเข้ามาหาเธอหนึ่งก้าว แรงกดดันจากก้าวนั้นทำให้มวลน้ำรอบตัวรินหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม รินเห็นมือที่ทำจากน้ำพุ่งเข้าหาเธอ มันไม่ได้มุ่งหมายจะทำร้าย แต่มันกำลังจะ 'หยิบยื่น' บางสิ่งบางอย่างให้

ในวินาทีที่ปลายนิ้วน้ำสัมผัสกับหน้าผากของเธอ โลกทั้งใบก็ระเบิดออกเป็นแสงสีฟ้าครามที่เจิดจ้าจนตาพร่า รินรู้สึกถึงความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของเธอ—ความทรงจำของลำน้ำที่ไหลผ่านเดลต้ามานับพันปี ความทรงจำของการถูกขัดขวางด้วยเหล็กและดิน ความทรงจำของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อสมดุลถูกทำลาย และความจริงที่ว่า 'คลองคำสาป' ไม่ใช่เพียงเส้นทางเดินเรือ แต่มันคือ 'เส้นเลือดใหญ่' ที่คอยสูบฉีดพลังชีวิตให้แก่โลก Alcoron ทั้งหมด

“ริน! ริน! ได้ยินฉันไหม!”

เสียงของคามินดังทะลุผ่านม่านมิติกลับมา รินสะดุ้งสุดตัว ร่างของเธอร่วงหล่นลงบนพื้นไม้ของเรือมัจฉานุอย่างแรง ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกทำให้เธอต้องคุดคู้ตัวลง ลมหายใจหอบถี่และหนักหน่วงราวกับเพิ่งวิ่งผ่านป่าโกงกางมาหลายกิโลเมตร แสงตะเกียงบนเรือวูบไหวและส่องสว่างด้วยแสงสีส้มสลัวๆ เผยให้เห็นใบหน้าของคามินที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“คุณหายไปไหนมา! ผมนึกว่าคุณถูกดึงลงไปใต้ท้องเรือแล้ว!” คามินคว้าไหล่เธอไว้ มือของเขาสั่นเทาไม่แพ้กัน

รินไม่ได้ตอบเธอเพียงแต่จ้องมองไปที่แขนของตัวเอง รอยสักสีฟ้าบนแขนของเธอยังคงเรืองแสงอยู่ แต่มันไม่ได้ส่องสว่างอย่างบ้าคลั่งเหมือนเมื่อครู่ มันกลับสงบนิ่งและลึกซึ้ง ราวกับพายุที่เพิ่งสงบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าประหลาดใจ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองไปทางต้นน้ำที่มืดมิด เธอพบว่าสิ่งที่ทำให้เธอกลัวที่สุดไม่ใช่เงาในมิติเมื่อครู่ แต่เป็นสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาในโลกความจริงต่างหาก

แสงไฟจากเรือกลไฟของพวกคนงานนายหัวเดชาไม่ได้อยู่ไกลอีกต่อไป แต่มันกำลังเคลื่อนที่ผ่านม่านหมอกเข้ามาด้วยความเร็วที่ผิดปกติ เสียงเครื่องยนต์ที่แผดคำรามดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงโซ่เหล็กที่กระทบกันดัง เคร้ง... เคร้ง... ท่ามกลางเสียงลมมรสุมที่เริ่มพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง

“พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจาแล้วริน” คามินกระซิบ เสียงของเขาเครียดจัดขณะที่เขามองเห็นเงาเรือขนาดใหญ่ที่กำลังแหวกม่านหมอกออกมา “ดูนั่น... พวกเขาไม่ได้มาแค่ลำเดียว”

รินมองตามไป และสิ่งที่เธอเห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เรือกลไฟหลายลำกำลังล้อมรอบเรือมัจฉานุไว้เป็นวงกลม และที่หัวเรือลำที่ใหญ่ที่สุด ชายในชุดผ้าไหมสีเข้มยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงที่สาดส่อง นายหัวเดชาไม่ได้จ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ต้องการชิงแผนที่อีกต่อไป แต่มันคือสายตาของนักล่าที่พบเหยื่อที่ถูกต้อนจนมุม และในมือของเขา... เขาถืออุปกรณ์บางอย่างที่ดูเหมือนเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อ 'สกัด' พลังงานจากร่างกายมนุษย์โดยเฉพาะ

“ส่ง 'ภาชนะ' มาให้ฉัน!” เสียงสั่งการของเดชาดังผ่านเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาลำเรือ “แล้วฉันจะปล่อยให้พวกแกได้มีชีวิตรอดไปดูความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรใหม่ที่ฉันจะสร้างขึ้น!”

รินกำไม้พายที่สั่นเทาในมือแน่น เธอรู้สึกได้ถึงแรงดันน้ำที่มหาศาลใต้ท้องเรือมัจฉานุ มันไม่ได้ตอบสนองด้วยความสงบอีกต่อไป แต่มันกำลังสั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่รอการปลดปล่อย รอยสักบนแขนของเธอเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผา แต่เป็นความร้อนที่เตือนถึง 'หน้าที่' ที่เธอต้องแบกรับ

“คามิน... เตรียมตัวให้พร้อม” รินพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงของเด็กสาวที่หวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของผู้ที่ได้เห็นความจริงบางอย่างที่อยู่ลึกเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ “เราจะไม่หนี... แต่เราจะพาพวกเขาสัมผัสกับความจริงของคลองคำสาป!”

ทันใดนั้นเอง เสียงโซ่เหล็กขนาดมหึมาก็พุ่งแหวกอากาศมาจากเรือกลไฟลำข้างๆ มันพุ่งตรงมายังเรือมัจฉานุราวกับอสรพิษเหล็กที่หิวกระหาย รินหลับตาลงและปล่อยให้ความรู้สึกจากรอยสักนำทางเธอไปสู่ความลึกที่มืดมิดที่สุดของลำน้ำ เตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะพุ่งเข้าปะทะ

--- รินหลุดพ้นจากมิติระหว่างโลกและกลับสู่ความจริงพร้อมความทรงจำอันลึกลับของสายน้ำ แต่เธอพบว่านายหัวเดชาได้นำเรือกลไฟหลายลำมาล้อมเพื่อจับตัวเธอในฐานะ 'ภาชนะ' ท่ามกลางการไล่ล่าที่ทวีความรุนแรง