ตอนที่ 108 — เสียงระฆังเรือกลางคลองคำสาป
กลิ่นโคลนเค็มและไอระเหยของน้ำเน่าเสียที่เคยคลุ้งกระจายในโรงงานของคามิน ดูจะจางหายไปเมื่อรินพายเรือมาถึงเขตคลองคำสาป ทว่าความเงียบสงบที่เธอโหยหากลับทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ รินหยุดพายเรือกลางลำคลองที่น้ำนิ่งสนิทจนเห็นเงาสะท้อนของดวงดาวที่เริ่มปรากฏบนท้องฟ้าเหนือที่ราบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมรสุม
“ทำไมมันถึงเงียบขนาดนี้...” รินพึมพำกับตัวเอง มือที่หยาบกร้านจากการจับไม้พายและเชือกดึงรั้งขอบเรือไว้แน่น เธอจำได้ว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แถบนี้เคยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์น้ำเน่าเสียซึมจากฐานรากโรงงาน แต่ตอนนี้กลับมีเพียงเสียงใบไม้ไผ่เสียดสีกันตามแรงลมมรสุมอ่อนๆ เท่านั้น
เรือพายของเธอเคลื่อนผ่านเรือนแพที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ชาวบ้านเริ่มออกมานั่งบนชานเรือน บ้างก็กำลังซ่อมแห บ้างก็กำลังคัดแยกปลาแห้ง รินเห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการฉลองชัยชนะทางการค้า แต่เป็นรอยยิ้มที่เกิดจากการที่พวกเขายังมีน้ำสะอาดไว้ใช้อาบและกิน
“กลับมาแล้วเรอะริน! นึกว่าไปติดพันพวกพ่อค้าต่างถิ่นที่เมืองหลวงจนลืมทางกลับคลองคำสาปไปแล้ว!” เสียงตะโกนจากลุงบุญ ชาวประมงเก่าแก่ดังมาจากแพหลังใหญ่ที่ผูกติดกับเสาไม้กันคลื่น
“ใครจะไปลืมล่ะลุง! ก็แค่ไปดูว่ากุญแจไม้กลไกที่คามินทำน่ะ มันจะรับมือกับกระแสน้ำผิดปกติได้จริงไหม” รินตะโกนตอบพลางยิ้มกว้าง เธอพายเรือเข้าหาท่าเทียบเรือไม้เก่าๆ ที่คุ้นเคย
“มันทำงานได้ดีกว่าที่คิดนะริน” คามินเดินออกมาจากใต้ถุนแพหลังหนึ่ง เขาดูเหนื่อยล้าแต่แววตาดูสงบลงกว่าแต่ก่อน ในมือของเขาถือแบบร่างโครงสร้างไม้ที่ถูกปรับปรุงใหม่ “เราเปลี่ยนจากระบบบีบอัดน้ำมาเป็นการกระจายน้ำตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลงแทน การใช้กลไกไม้ช่วยลดแรงดันใต้ดินได้มาก น้ำเน่าพวกนั้นถูกกักไว้ในบ่อพักและบำบัดด้วยพืชน้ำก่อนจะปล่อยลงคลองหลัก”
รินก้าวขึ้นจากเรือ สัมผัสได้ถึงความมั่นคงของพื้นไม้ที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบกลไกที่คามินออกแบบ “แล้วพวกนายหัวล่ะ? พวกกลุ่มทุนนั่นไม่มาทวงสิทธิ์การถือครองคลองคืนหรือไง?”
คามินส่ายหน้าช้าๆ “นายหัวเดชาส่งคนมาเจรจาเรื่องการขอเช่าพื้นที่วางท่อส่งน้ำ แต่เราใช้สิทธิ์ชุมชนที่ได้รับรองจากการประชุมระดับโลกคราวที่แล้วปฏิเสธไป ตอนนี้พวกเขาก็ทำได้แค่เฝ้ามองดูเราอยู่ห่างๆ”
รินนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอหยิบสมุดบันทึกเก่าๆ ที่มีรอยไหม้ตรงมุมขึ้นมาเปิดดู หน้ากระดาษเหลืองกรอบนั้นมีลายมือที่เธอจำได้แม่นยำ ลายมือของเถาว์
‘สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่ความทรงจำจะไหลเวียนอยู่ในทุกหยดน้ำที่เจ้าสัมผัส จงอย่าเป็นเพียงผู้ที่เดินผ่าน แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของกระแสน้ำนั้น’
คำแนะนำของเถาว์ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในนาทีนี้ รินหลับตาลง สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากการทำลายล้างเหมือนครั้งก่อน แต่เป็นจังหวะการเต้นของหัวใจของเดลต้า—การเคลื่อนที่ของน้ำที่ไหลผ่านรากไม้ ผ่านกลไกไม้ และผ่านชีวิตของคนในชุมชน
“ริน... เธอฟังอยู่หรือเปล่า?” คามินเรียกเมื่อเห็นเธอยืนนิ่ง
“ฉันกำลังฟังอยู่ คามิน... ฉันกำลังฟังเสียงของคลองนี้” รินตอบ แววตาของเธอเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความมุ่งมั่นที่แรงกล้า “ที่ผ่านมาฉันคิดว่าฉันแค่มาเพื่อสู้เพื่อสิทธิ์ แต่จริงๆ แล้วฉันต้องอยู่เพื่อรักษาที่นี่ต่างหาก”
“หมายความว่ายังไง?” คามินขมวดคิ้ว
“ฉันจะไม่กลับไปทำงานให้พวกสำนักงานใหญ่ในเมืองอีกแล้ว” รินพูดเสียงเด็ดขาด สำเนียงใต้ของเธอชัดเจนและทรงพลังขึ้น “ฉันจะอยู่ที่นี่ จะสอนเด็กๆ ในเรือนแพให้รู้จักอ่านทิศทางลมมรสุม จะสอนให้พวกเขารู้วิธีใช้กุญแจไม้กลไกเพื่อรักษาสมดุล ไม่ใช่เพื่อขูดรีดกำไร เราจะทำให้คลองคำสาปกลายเป็นต้นแบบที่ไม่มีใครกล้ามาแย่งชิงไปได้”
คามินยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องหาคนมาช่วยดูแลโรงงานที่นี่ให้ดีขึ้น เพราะดูเหมือนเจ้าของที่แท้จริงจะตัดสินใจแล้ว”
ค่ำคืนนั้น รินนั่งอยู่ที่หัวเรือนแพ มองออกไปในความมืดที่มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันวับแวม เธอคิดถึงคำทำนายแห่งดวงดาวที่พวกหมอผีริมน้ำเคยเล่าขานถึงราชินีที่จะมาจุติเพื่อรวมโลกเป็นหนึ่ง อลิซ... ผู้ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ Alcoron แต่สำหรับริน เธอไม่สนว่าราชินีคนนั้นจะเป็นใคร เธอรู้แค่ว่าในตอนนี้ เธอคือผู้พิทักษ์ของสายน้ำเส้นนี้
ขณะที่เธอกำลังจะดับตะเกียง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำใกล้กับตอไม้ใหญ่ มันไม่ใช่ปลา และไม่ใช่ขยะ แต่มันคือแสงสีทองสว่างวาบที่วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากกลไกไม้ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ลึกซึ้งและทรงพลังยิ่งกว่าที่เธอเคยรู้จัก
รินรีบคว้าไม้พายแล้วก้มลงมองผิวน้ำที่เริ่มหมุนวนเป็นเกลียวเล็กๆ ตรงจุดนั้นทันที
--- รินตัดสินใจละทิ้งเส้นทางสายการค้าในเมืองเพื่อกลับมาพำนักและเป็นผู้นำในการปกป้องคลองคำสาปอย่างเต็มตัว โดยใช้ความรู้เรื่องกลไกน้ำและวิถีชุมชน แต่แล้วเธอกลับพบเห็นแสงปริศนาใต้ผิวน้ำที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม