ตอนที่ 104 — รินนั่งฟังเสียงน้ำกระทบกราบเรือที่คลองคำสาป
กลิ่นดินโคลนและไอเค็มของน้ำมรสุมลอยขึ้นมาปะทะจมูกทันทีที่รินก้าวเท้าลงจากเรือหางยาวลำเก่า เธอหยุดยืนอยู่บนปลายสะพานไม้ผุพังที่ทอดยาวออกไปสู่ใจกลางคลองคำสาป แสงอาทิตย์อัสดงกำลังฉาบทับผิวน้ำให้กลายเป็นสีทองแดงขุ่นมัว ทิ้งให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์และเสียงตะโกนของพวกพ่อค้า
“น้ำลดเร็วผิดปกตินะ...” รินพึมพำกับตัวเอง มือเรียวหนาสัมผัสกับขอบไม้ที่เปียกชื้น เธอขมวดคิ้วพลางมองดูระดับน้ำที่ลดฮวบลงจนเห็นรากไม้โกงกางที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาดูคล้ายนิ้วมือของอสูรกายที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากโคลน ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงรีบตรวจสอบวาล์วระบายน้ำหรือดูทิศทางลมมรสุมแล้ว แต่ตอนนี้ความตึงเครียดที่เคยรัดตัวเธอไว้แน่นกลับคลายออกอย่างน่าประหลาด
“กลับมาแล้วหรือ?” เสียงนุ่มนวลของคามินดังขึ้นจากด้านหลัง รินหันไปพบเขากำลังยืนจัดระเบียบเชือกป่านที่ม้วนไว้อย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าของเขาดูสงบขึ้นกว่าช่วงที่ต้องวุ่นวายกับการวางระบบผลึกพลังงานที่ท่าเรือใหญ่ แม้ในแววตาจะยังมีความกังวลเรื่องสัญลักษณ์ปริศนาที่พบเมื่อคืนก่อนหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามเก็บมันไว้ใต้รอยยิ้มสุภาพ
“อืม ก็แค่มาดูว่าน้ำมันยังไหลไปตามทางของมันอยู่ไหม” รินตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “พวกกลุ่มทุนต่างถิ่นหายหัวไปหมดแล้วหลังจากที่นายจัดการเรื่องระบบขนส่งสำเร็จ คลองนี้ดู... สงบจนน่ากลัวเลยว่าไหม?”
คามินเดินมาหยุดข้างเธอ สายตาจ้องมองไปยังผิวน้ำที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท “ความสงบไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกนะริน แต่มันหมายความว่ากลไกทุกอย่างกำลังทำงานในจังหวะที่ควรจะเป็น เหมือนกับข้อต่อไม้ที่ถูกขัดมาอย่างพอดีนั่นแหละ” เขาชี้ไปที่โครงสร้างเรือนแพที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบด้วยไม้ขัดแต่งที่แข็งแรง “ถ้าเราคุมกระแสน้ำได้ เราก็คุมชีวิตคนได้”
รินไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินตรงไปที่โคนต้นลำพูใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง ที่นั่นมีแผ่นไม้เก่าๆ ที่เถาว์เคยทิ้งไว้ มันเริ่มผุพังไปตามกาลเวลา แต่ตัวอักษรที่ถูกสลักไว้ด้วยความตั้งใจยังคงเด่นชัด เธอเอื้อมมือไปลูบไล้รอยสลักนั้นเบาๆ
‘น้ำไม่เคยหลอกใคร มีเพียงคนที่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นที่ถูกน้ำพัดพาไป’
คำพูดของเถาว์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว รินหลับตาลง พยายามฟังเสียงที่คนอื่นอาจมองข้าม เธอไม่ได้ยินเพียงเสียงน้ำกระทบกราบเรือ หรือเสียงใบไม้เสียดสีกัน แต่มันคือจังหวะการหายใจของคลองคำสาป—เสียงความถี่ต่ำที่สั่นสะเทือนผ่านชั้นดินโคลนใต้ฝ่าเท้า มันคือความเชื่อมโยงที่เธอไม่เคยสัมผัสได้เลยในช่วงเวลาที่เธอมัวแต่ไล่ตามผลกำไรและการเจรจาทางการค้า
“เธอจะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” คามินถามขึ้น ทำลายความเงียบที่กำลังดำเนินไปอย่างละเมียดละไม “งานที่ท่าเรือใหญ่กำลังต้องการคนที่มีไหวพริบแบบเธอ ระบบใหม่ที่ฉันสร้างขึ้นต้องการคนมาคอยคุมจังหวะน้ำแบบที่เธอทำได้ดีที่สุด”
รินลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเป็นประกายเด็ดเดี่ยวภายใต้แสงสลัว “ถ้าฉันไปที่นั่น ฉันก็จะเป็นแค่คนคุมเครื่องจักร คามิน... แต่ถ้าฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะเป็นคนคุมจิตวิญญาณของลำน้ำ” เธอขยับตัวยืนขึ้นเต็มความสูง “ฉันจะอยู่ดูแลที่นี่ ฉันจะใช้ทุกอย่างที่เถาว์สอน และทุกอย่างที่ฉันเรียนรู้มา เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาปิดกั้นทางน้ำนี้ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นพวกพ่อค้าหน้าเลือด หรือแม้แต่สิ่งแปลกปลอมที่แอบแฝงมากับความมืดนั่นก็ตาม”
คามินยิ้มกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ดูโล่งใจอย่างแท้จริง “ฉันนึกแล้วว่าเธอต้องพูดแบบนี้”
รินหันกลับไปมองทางคลองที่ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ในใจของเธอไม่มีความลังเลอีกต่อไป เธอไม่ได้เป็นเพียงลูกหลานชาวเรือที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือส่วนหนึ่งของผืนน้ำและสายลม เธอคือผู้พิทักษ์ที่คลองแห่งนี้ต้องการ
ทันใดนั้นเอง ผิวน้ำที่เคยสงบนิ่งกลับเกิดวงน้ำวนขนาดเล็กที่โคนต้นลำพู รินก้มลงมองด้วยความตกใจ แสงสีม่วงจางๆ วาบขึ้นมาจากใต้ชั้นโคลนเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม รินขมวดคิ้วแน่น มือกำไม้เท้าในมือจนเส้นเลือดปูดโป่ง เธอรู้ดีว่าความสงบนี้เป็นเพียงการพักรบก่อนพายุใหญ่จะมาถึง และมันไม่ใช่พายุฝนตามฤดูกาลเสียด้วย
“คามิน...” รินเรียกเสียงต่ำ “ดูนั่นสิ”
ที่ชายป่าโกงกางห่างออกไปไกลๆ มีเงาร่างตะคุ่มๆ ของเรือพายขนาดเล็กที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ กำลังเคลื่อนที่สวนกระแสน้ำขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับว่าพวกมันไม่ได้พาย แต่กำลังถูกบางอย่างที่มองไม่เห็นฉุดลากให้เคลื่อนที่ผ่านความมืดมาทางพวกเธอ
--- รินตัดสินใจสละชีวิตที่รุ่งโรจน์เพื่อกลับมาเป็นผู้พิทักษ์คลองคำสาปตามเจตจำนงของตนเอง แต่เธอกลับพบความผิดปกติใต้ผิวน้ำและเงาลึกลับที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหา