ตอนที่ 13 — เสียงเรียกจากใจกลางต้นไม้
เสียงอึกทึกดังมาจากเบื้องบน ก้องกังวานจนแผ่นดินสั่นสะเทือน ไพลินผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตกใจและหวาดหวั่น ขาของเธอสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เธอเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามสดใส ตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำทะมึน ราวกับปีกขนาดมหึมาของอสูรกายที่กำลังแผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศทาง ท่ามกลางความมืดมิดนั้นเอง แสงสีเขียวอมฟ้าเรืองรองก็ส่องประกายออกมาจากใจกลางของต้นไม้บรรพกาล แสงนั้นสั่นไหวไม่คงที่ ราวกับจะถูกพลังงานอันมืดมิดกลืนกินไปในไม่ช้า
“นั่นมันอะไรกัน?” ซีเอ่ยถาม เสียงของเขาสั่นเครือขณะที่สายตาจับจ้องไปยังปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ “มันคือ…สิ่งที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการกระทำของเธอใช่ไหม ไพลิน?”
ไพลินส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ “ฉันไม่รู้…ฉันแค่พยายามช่วยต้นไม้ ฉันแค่…ฉันไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้” เสียงของเธอแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ราวกับจะร้องไห้
เบื้องหน้าของพวกเขา สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'แก่นแท้' ของต้นไม้บรรพกาลได้ปรากฏตัวขึ้น มันไม่ใช่รูปทรงที่คุ้นเคย มันคือมวลพลังงานสีเขียวสว่างที่เต้นตุบๆ อยู่กลางลำต้นที่ถูกเถาวัลย์สีดำพันธนาการไว้ บางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองมายังพวกเขา บางครั้งก็บิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัวราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะคลอดออกมาจากเปลือกที่กำลังปริแตก
“ดูเหมือนว่า ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ของเธอ จะปลุกบางสิ่งบางอย่างที่ ‘มีชีวิต’ ขึ้นมาจริงๆ” ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรโบราณกล่าว เสียงของเขาฟังดูสงบ แต่แฝงไว้ด้วยความกังวล “มันคือพลังชีวิตของป่า ที่ถูกกดทับมานานแสนนาน จนบัดนี้มันกำลังต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป?” ไพลินถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ฉันไม่รู้ว่าควรจะใช้เพลงอีกหรือไม่ ถ้ามันจะทำให้เรื่องแย่ลงกว่าเดิม”
“เธอไม่ได้ทำให้เรื่องแย่ลง ไพลิน” ผู้พิทักษ์กล่าว “เธอเพียงแต่ปลดปล่อยมันออกมา เผ่าพันธุ์ของเธอเองก็มีประวัติศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน การเปลี่ยนแปลงย่อมมาพร้อมกับความไม่แน่นอนเสมอ”
ทันใดนั้นเอง มวลพลังงานสีเขียวก็เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง มันแผ่ขยายออกไปรอบๆ ลำต้นของต้นไม้บรรพกาล และเริ่มผลักดันเถาวัลย์สีดำให้ถอยร่นออกไปเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ เถาวัลย์เหล่านั้นก็กลับเข้ามาแน่นหนาขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีชีวิตของตัวเอง มันไม่ใช่เพียงแค่พืช แต่เป็นสิ่งที่ดูดซับพลังงานชีวิตทั้งหมดของป่า
“มันดูดกลืนพลังงาน” ซีอุทาน “มันกำลัง…กินป่าทั้งผืน”
ไพลินรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกอ่อนแรงที่เคยประสบมาก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันหนักหน่วงกว่าเดิม ราวกับว่าพลังชีวิตของเธอถูกดึงออกไปจากภายใน “ฉัน…ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” เธอพึมพำ
“นั่นเป็นเพราะ ‘เสียงสะท้อนแห่งความว่างเปล่า’ กำลังพยายามที่จะกลืนกินทั้งพลังชีวิตของต้นไม้ และพลังชีวิตของเธอ” ผู้พิทักษ์อธิบาย “เถาวัลย์สีดำเหล่านั้นคือสิ่งที่มันสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการครอบงำ”
“แล้ว ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ล่ะ? มันจะใช้ได้ผลไหม?” ไพลินถาม พลางหยิบขลุ่ยวิญญาณโบราณขึ้นมา
“เพลงนั้นสามารถเยียวยาได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง” ผู้พิทักษ์กล่าว “มันเยียวยาได้แม้กระทั่งบาดแผลที่มองไม่เห็น แต่สำหรับสิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยการครอบงำและกลืนกิน บทเพลงต้องเปลี่ยนไป”
ไพลินมองไปยังขลุ่ยในมือของเธอ ภาพของพ่อที่เคยสอนการปรับเปลี่ยนท่วงทำนองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ แวบเข้ามาในความคิด “เปลี่ยนไป…หมายความว่าอย่างไร?”
“บทเพลงที่ขับไล่ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บทเพลงที่พยายามจะสมาน แต่เป็นบทเพลงที่ปลุกพลังที่แท้จริงของสิ่งที่ถูกคุกคามให้ตื่นขึ้น” ผู้พิทักษ์กล่าว “เธอต้องปลุก ‘แก่นแท้’ ของป่าให้ตื่นขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่กระตุ้นให้มันมีชีวิต แต่ต้องปลุกให้มันรู้จักการต่อสู้”
ไพลินสูดลมหายใจลึกๆ เธอหลับตาลง พยายามนึกถึงเสียงเพลงที่เธอได้ยินจากธารดาว เสียงเพลงที่พ่อของเธอเคยบรรเลง เสียงเพลงที่บรรพบุรุษเคยขับขาน เธอจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของหุบผาวิญญาณ ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่เคยมีมาในอดีต
“ฉันเข้าใจแล้ว” เธอเอ่ยขึ้น เสียงของเธอหนักแน่นขึ้น “ฉันต้องทำให้ ‘แก่นแท้’ ของต้นไม้…รู้ว่ามันไม่ได้อยู่คนเดียว”
เธอเงื้อขลุ่ยวิญญาณขึ้นมา จ่อริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มเป่า บทเพลงที่ดังออกมาคราวนี้แตกต่างจาก ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ที่เธอเคยบรรเลง มันไม่ได้อ่อนโยนและนุ่มนวลอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยพลังที่ดุดันและแข็งแกร่งราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่า ท่วงทำนองนั้นสลับซับซ้อน เร็วกว่าเดิม และหนักแน่นกว่าเดิม ราวกับจะปลุกเร้าจิตวิญญาณของผืนป่าให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
เมื่อเสียงเพลงเริ่มดังขึ้น มวลพลังงานสีเขียวที่อยู่กลางต้นไม้ก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันไม่ใช่การสั่นไหวที่ดูอ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นการสั่นที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ ราวกับกล้ามเนื้อที่กำลังถูกยืดเหยียดให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ เถาวัลย์สีดำที่เคยพันธนาการมันไว้ เริ่มบิดตัวและส่งเสียงดังครืดคราด ราวกับกำลังถูกแรงกดดันมหาศาล
“มันได้ผล!” ซีอุทานด้วยความดีใจ
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเสียงเพลงของไพลินดังขึ้นถึงจุดสูงสุด มวลพลังงานสีเขียวก็ระเบิดออก! มันไม่ได้ระเบิดออกไปในทิศทางเดียว แต่กลับกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ ราวกับจะกลายเป็นคลื่นพลังงานที่ซัดเข้าใส่เถาวัลย์สีดำ คลื่นพลังนี้ไม่ใช่แสงสว่างที่อ่อนโยนอีกต่อไป แต่มันคือพลังงานบริสุทธิ์ที่ร้อนแรงและทรงพลัง
เถาวัลย์สีดำที่เคยแข็งแกร่ง เริ่มอ่อนแรงลงและถูกผลักออกไปอย่างเห็นได้ชัด บางส่วนของเถาวัลย์ที่โดนคลื่นพลังงานโดยตรง เริ่มแห้งเหี่ยวและสลายกลายเป็นผงธุลี
“เยี่ยมมาก ไพลิน!” ผู้พิทักษ์ตะโกน “เธอทำได้!”
แต่แล้ว ทันทีที่เถาวัลย์สีดำถูกผลักออกไปจนเผยให้เห็นลำต้นของต้นไม้บรรพกาลอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'แก่นแท้' ของต้นไม้ ไม่ใช่แค่พลังงานสีเขียวอีกต่อไป มันได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างที่ชัดเจน! มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่มีลำตัวเป็นไม้โบราณที่แข็งแกร่ง เถาวัลย์สีดำที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมัน บัดนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมัน ผสมผสานเข้ากับพลังงานสีเขียวที่เคยเรืองรอง
ดวงตาขนาดมหึมาของมันเปิดออก มันไม่ใช่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอีกต่อไป แต่เป็นดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธและความเจ็บปวด ร่างกายของมันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับแฝงไว้ด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับภูเขาที่กำลังจะเคลื่อนที่
“นี่มัน…อะไรกัน?” ไพลินเอ่ยถาม เสียงของเธอขาดหายไปกลางคัน “นี่คือ…แก่นแท้ของต้นไม้?”
“ใช่” ผู้พิทักษ์ตอบเสียงเครียด “แต่ดูเหมือนว่า ‘แก่นแท้’ ที่เธอปลุกขึ้นมานั้น…จะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจากการถูกพันธนาการมานานแสนนาน”
สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไม่ใช่สิ่งที่ไพลินคาดหวัง การปลดปล่อยพลังชีวิตของต้นไม้ไม่ได้นำมาซึ่งการเยียวยา แต่เป็นการปลุกอสูรกายแห่งธรรมชาติที่กำลังกระหายการแก้แค้น มันเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ยังคงมืดมิด และส่งเสียงคำรามที่ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา เสียงคำรามนั้นไม่ใช่เสียงแห่งการเยียวยาอีกต่อไป แต่เป็นเสียงแห่งการทำลายล้างที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ไพลินมองดูซีและผู้พิทักษ์แห่งพงไพรโบราณด้วยแววตาที่สั่นคลอน เธอไม่แน่ใจว่าการกระทำของเธอจะนำพาความรอดมาสู่หุบเขา หรือจะนำพาสู่หายนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง” ซีพูดขึ้น “ก่อนที่มันจะทำลายทุกอย่างไปมากกว่านี้”
ไพลินพยักหน้า เธอหยิบขลุ่ยวิญญาณขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ เธอไม่รู้ว่าควรจะบรรเลงเพลงใด บทเพลงแห่งการเยียวยาดูเหมือนจะไร้ความหมายสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นนี้
“บางที…” ไพลินพึมพำ “บางที…เพลงที่จำเป็นต้องบรรเลงตอนนี้…อาจไม่ใช่เพลงแห่งการเยียวยา…แต่อาจเป็นเพลงแห่ง…การปลดปล่อย…ที่แท้จริง”
เธอเงยหน้ามองดูอสูรกายต้นไม้นั้น ดวงตาของเธอสบเข้ากับดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟของมัน ในแววตานั้น ไพลินเห็นไม่ใช่แค่ความโกรธแค้น แต่ยังมีความเจ็บปวดและความเดียวดายที่ถูกกดทับมานานแสนนาน
“เธอต้องสื่อสารกับมัน ไพลิน” ผู้พิทักษ์กล่าว “ไม่ใช่ด้วยพลัง แต่ด้วยจิตวิญญาณ”
ไพลินหลับตาลงอีกครั้ง เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงจิตใจของเธอกับจิตใจอันบิดเบี้ยวของอสูรกายต้นไม้นั้น เธอสัมผัสได้ถึงความทรมานของมัน ความเจ็บปวดที่ถูกพันธนาการ ความปรารถนาที่จะเป็นอิสระ
“ฉัน…ฉันเข้าใจ” เธอเอ่ยขึ้น “ฉันไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ…ฉันแค่อยากจะช่วย”
เสียงคำรามของอสูรกายต้นไม้ดังขึ้นอีกครั้ง มันดูเหมือนจะรับรู้ถึงความตั้งใจของไพลิน แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและไม่ไว้วางใจ
ไพลินค่อยๆ หยิบขลุ่ยวิญญาณขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เธอไม่ได้คิดถึงการบรรเลงเพลงใดๆ เธอเพียงแค่จ่อขลุ่ยไว้ที่ริมฝีปาก และเริ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอไม่ได้จะเป่าเพลงออกมา แต่เธอจะ…ส่งเสียง… เสียงที่มาจากใจ…เสียงที่มาจากจิตวิญญาณ… เสียงที่ไพลินหวังว่า…จะสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณที่กำลังทุกข์ทรมานของอสูรกายต้นไม้นั้นได้…
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียง…บางอย่าง…จะเริ่มดังขึ้น… มันไม่ใช่เสียงเพลง…แต่มันคือเสียง…ที่ไพลินไม่เคยได้ยินมาก่อน… เสียงที่มาจากส่วนลึกที่สุดของจิตใจ… เสียงที่อาจ…จะเป็นกุญแจสำคัญ…ที่จะไขความลับ…หรือนำไปสู่หายนะ…
--- ไพลินปลุก 'แก่นแท้' ของต้นไม้บรรพกาลให้ตื่นขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นอสูรกายที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นจากการถูกพันธนาการมานาน ทำให้ไพลินต้องหาหนทางสื่อสารกับมันด้วยจิตวิญญาณ แทนที่จะใช้บทเพลง เพื่อหวังจะปลดปล่อยมันอย่างแท้จริง.