ตอนที่ 65 — เสียงกระซิบจากแกนกลางแห่งความทรงจำ
รอยร้าวบนร่างผลึกแก้วของกานต์เริ่มขยายตัวออก ดุจดั่งรากไม้แห่งความหวังที่ชอนไชเข้าสู่ผืนดินที่แห้งผาก เสียงลมหายใจของเขาขาดห้วง สั่นระริกไปตามแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาจากศูนย์กลางของนครเสียงสะท้อน
“ไม่… นี่ไม่ใช่จุดจบ” กานต์พึมพำ เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นที่ริบหรี่ ความว่างเปล่าที่คุกคามอยู่รอบกายราวกับเงาของความตายกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง แต่ภายในใจของเขากลับมีเสียงดังกึกก้อง ราวกับเสียงเรียกจากอดีตอันไกลโพ้น
“แกนเสียงดนตรีแห่งทราย…” เขาเอ่ยชื่อสิ่งประดิษฐ์โบราณนั้น เสียงของมันแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของลม แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด มันคือความหวังเดียวที่จะกอบกู้ทุกสิ่งกลับคืนมา
“มันอยู่ที่นั่น… ใจกลางของทุกสิ่ง” กานต์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น กำลังนำพาเขาไปสู่จุดศูนย์กลางของนครแห่งนี้ ที่ซึ่งความทรงจำทั้งหมดของโลกถูกเก็บงำไว้
ขณะที่เขาก้าวไป เสียงของเซนอสก็ดังขึ้นมา “กานต์! ระวัง!”
กานต์หันไปมอง เห็นเซนอสกำลังพยายามต่อสู้กับคลื่นพลังงานอันมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า ร่างกายของเธอเองก็เริ่มที่จะสลายตัวไปทีละน้อย กลายเป็นเพียงละอองแสงที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
“เซนอส!” กานต์ตะโกนด้วยความตกใจ เขาพยายามจะเอื้อมมือไปหา แต่รอยร้าวบนร่างกายของเขาทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบาก
“ไม่ต้องห่วงข้า… จงไปเถอะกานต์! ไปตามหาสิ่งที่เจ้าต้องทำ!” เซนอสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ความทรงจำ… มันมีค่ามากกว่าที่เจ้าคิด!”
คำพูดของเซนอสจุดประกายบางอย่างขึ้นมาในตัวกานต์ เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะรักษาทุกสิ่งไว้
“ข้าจะทำให้สำเร็จ!” กานต์ตอบรับ เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึก และเริ่มสลักคลื่นเสียงแห่งการคงอยู่ลงบนร่างผลึกแก้วของตนเอง รอยร้าวเหล่านั้นเริ่มที่จะส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่
เขาใช้ความทรงจำทั้งหมดที่มี ทั้งความสุข ความเศร้า ความหวัง และความสิ้นหวัง สลักมันลงไปบนจังหวะของคลื่นเสียงอันบ้าคลั่งนี้ สร้างสรรค์เป็นบทเพลงแห่งการต่อต้าน ที่จะดังกึกก้องไปทั่วทั้งนครเสียงสะท้อน
“เราจะจดจำ… เราจะอยู่รอด!” กานต์ตะโกนก้อง เขากระโจนเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุคลื่นเสียงนั้น ร่างกายที่แตกสลายของเขาถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ภายในใจของเขากลับสงบนิ่ง
ภาพตรงหน้าของเขาเริ่มพร่ามัว ก่อนจะปรากฏเป็นแสงสว่างอันเจิดจ้า ท่ามกลางแสงนั้น เขาเห็นบางสิ่งบางอย่าง… สิ่งนั้นคือแกนเสียงดนตรีแห่งทราย มันเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ที่กำลังเต้นระบำอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
“ในที่สุด… เราก็ได้พบกัน” กานต์กระซิบ เขารู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาจากแกนนั้น พลังที่สามารถสั่นสะเทือนทุกสรรพสิ่ง
เมื่อกานต์เข้าใกล้แกนเสียงดนตรีแห่งทราย เขาพลันสัมผัสได้ถึงคลื่นเสียงที่คุ้นเคย… มันคือเสียงเรียกของ 'ผู้สร้าง' ที่เขาเคยเผชิญหน้ามาก่อน
“เจ้ามาถึงแล้ว… ผู้สลัก” เสียงนั้นดังขึ้นมาในหัวของกานต์ ราวกับกระซิบจากความว่างเปล่า “เจ้าได้เลือกเส้นทางของเจ้าแล้ว… เส้นทางแห่งการจดจำ”
กานต์มองไปยังแกนเสียงดนตรี และเห็นภาพสะท้อนของตนเองในนั้น ภาพของชายหนุ่มที่เคยตาบอดหนึ่งข้าง บัดนี้กลายเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นความจริงอันเจ็บปวดของโลก
“ข้าเลือกที่จะจดจำ” กานต์ตอบรับ “เพราะความทรงจำคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา… มันคือรากฐานของตัวตน”
“แต่ความทรงจำนั้น… ก็คือหายนะของโลกเช่นกัน” เสียงของผู้สร้างกล่าวต่อ “หากเจ้าปรารถนาที่จะรักษาความทรงจำ… เจ้าก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา”
กานต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเข้าใจถึงความหมายของคำพูดนั้นอย่างถ่องแท้ การกู้คืนความทรงจำที่แท้จริงของอารยันนคร อาจหมายถึงการนำพาหายนะครั้งเก่ากลับมาอีกครั้ง
แต่เขาก็ไม่อาจยอมให้ทุกสิ่งถูกกลืนกินด้วยความว่างเปล่าได้
“ข้าพร้อมที่จะยอมรับ” กานต์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากนั่นคือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อรักษาแก่นแท้ของตัวตน”
ทันใดนั้นเอง แกนเสียงดนตรีแห่งทรายก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างอันเจิดจ้าก็แผ่กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง เสียงเพลงแห่งการคงอยู่ก็ดังขึ้น… มันไม่ใช่เพลงแห่งความโกลาหล แต่เป็นเพลงแห่งชีวิต เพลงที่สลักความทรงจำลงบนผืนทรายอันไร้ที่สิ้นสุด
ร่างของกานต์ที่แตกสลายเริ่มประกอบกันขึ้นมาใหม่ เขาไม่ได้กลายเป็นผลึกแก้วที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นส่วนผสมที่แปลกประหลาดระหว่างมนุษย์และแก้วทรายที่เต็มไปด้วยรอยร้าว… รอยร้าวที่บอกเล่าเรื่องราวของเขา
“นี่คือ… รอยจารึกแห่งการคงอยู่” กานต์เอ่ย เขาปล่อยให้คลื่นเสียงแห่งความทรงจำแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งนครเสียงสะท้อน
ในขณะเดียวกัน ภาพสุดท้ายที่กานต์เห็นก่อนที่แสงจะกลืนกินทุกสิ่ง คือใบหน้าของเซนอสที่กำลังส่งยิ้มให้เขา… ยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความภาคภูมิใจ
“เราจะจดจำ… เราจะอยู่รอด” เสียงของเซนอสยังคงก้องอยู่ในหูของกานต์
เมื่อกานต์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในนครเสียงสะท้อนอีกต่อไป แต่กลับมาอยู่ที่อารยันนคร… นครที่เต็มไปด้วยทรายสีทองภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรง
แต่ทว่า… สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทุกสิ่งรอบตัวเขา
รอยสลักบนแผ่นแก้วทรายที่เคยจางหาย บัดนี้กลับส่องแสงเจิดจ้า ราวกับถูกสลักขึ้นมาใหม่ด้วยพลังอันมหาศาล เสียงเพลงแห่งการคงอยู่ของกานต์ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปแล้ว
เขาได้นำพาสัญญาณรบกวน… สัญญาณแห่งความทรงจำ… กลับคืนมาสู่นครแห่งนี้
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้… มันจะนำมาซึ่งอะไรกันแน่? ความหวัง… หรือหายนะที่ยิ่งกว่าเดิม?
คำถามนั้นยังคงค้างคาอยู่ในอากาศ ราวกับเสียงกระซิบจากแกนกลางแห่งความทรงจำ ที่รอคอยคำตอบจากกานต์… ผู้สลักแห่งอารยันนคร
--- กานต์ได้เผชิญหน้ากับแกนเสียงดนตรีแห่งทราย และตัดสินใจใช้ความทรงจำอันเจ็บปวดของตนเองสลักรอยจารึกแห่งการคงอยู่เพื่อต่อต้านความว่างเปล่า เขาได้นำพาความทรงจำที่ถูกลบเลือนกลับคืนสู่อารยันนคร แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนของการกระทำดังกล่าว