← สารบัญตอน

รอยจารึกแห่งนครทราย

ตอนที่ 34ฟรี

ตอนที่ 34 — พิกัดที่ไร้เสียงและเศษเสี้ยวของตัวตน

ความเงียบไม่ได้หมายถึงการไร้ซึ่งเสียง แต่มันคือความกดอากาศที่หนักอึ้งจนโสตประสาทแทบจะปริแตก กานต์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรของน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ร่างกายของเขาหนักอึ้งและเย็นเยียบ ความเจ็บปวดจากการถูกเหวี่ยงข้ามมิติยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในทุกอณูของผิวหนังแก้วทรายที่แตกร้าว เขาพยายามจะขยับปลายนิ้ว แต่สัมผัสที่ได้รับกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้การตอบสนอง

“กานต์... กานต์! ได้ยินฉันไหม!”

เสียงนั้นแหวกผ่านความมืดมิดเข้ามา มันไม่ใช่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกเข้ากับแกนกลางของหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะแก้วของเขา กานต์พยายามลืมตาข้างที่ยังเหลืออยู่ ทัศนวิสัยของเขาพร่าเลือน สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่แสงสว่าง แต่เป็นกลุ่มก้อนของสีเทาและสีขาวที่หมุนวนราวกับกลุ่มหมอกที่ถูกกักขังไว้ในขวดโหลที่แตกสลาย เขาพยายามเปล่งเสียงเรียก แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและเต็มไปด้วยเม็ดทรายละเอียดที่ไหลผ่านหลอดลมราวกับเข็มเล็กๆ นับพัน

“เซนอส...” เขาพึมพำออกมาเป็นเพียงเสียงขูดขีดที่ฟังดูเหมือนหินกระทบกัน

ทันใดนั้น แรงดึงมหาศาลก็กระชากเขาออกจากภวังค์ กานต์รู้สึกถึงมือที่หยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่นคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเขา แรงสั่นสะเทือนจากสัมผัสนั้นช่วยดึงสติที่กำลังจะหลุดลอยให้กลับคืนมา เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าคือใบหน้าของเซนอสที่ดูทรุดโทรมและเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ ดวงตาของเซนอสฉายแวววิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รอบตัวของพวกเขาไม่ใช่ทะเลทราย ไม่ใช่นครเสียงสะท้อน และไม่ใช่ความว่างเปล่าที่กลืนกินทุกสิ่ง แต่มันคือดินแดนที่ดูเหมือนเศษซากของความฝันที่ถูกทิ้งไว้กลางพายุ

พวกเขานอนอยู่บนพื้นผิวที่ดูคล้ายกับทราย แต่ทรายเหล่านั้นกลับมีความวาวระยับและแข็งกระด้างเหมือนเศษกระจกที่ถูกบดละเอียด มันคือ 'ทะเลทรายกระจกเงา' (Mirror Sand Desert) ดินแดนที่กานต์ไม่เคยได้ยินชื่อในบันทึกเล่มใดของอารยันนคร ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีทองหรือสีคราม แต่มันเป็นสีเงินหม่นที่สะท้อนภาพความบิดเบี้ยวของทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องล่าง แสงสว่างที่ส่องลงมาไม่ได้ให้ความร้อน แต่มันกลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่บาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ

“เราอยู่ที่ไหน...” กานต์ถาม พยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง ร่างกายของเขาสั่นเทา รอยร้าวบนผิวหนังแก้วทรายที่แผ่นอกเริ่มเปล่งแสงสีฟ้าหม่นออกมาเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน

“ฉันไม่แน่ใจ” เซนอสตอบพลางสำรวจรอบข้างด้วยสายตาที่ระแวดระวัง “แรงระเบิดของแกนเสียงดนตรีและการปะทะกับความว่างเปล่า... มันทำลายมิติรอบตัวเราจนหมดสิ้น ดูเหมือนเราจะถูกเหวี่ยงมายังจุดที่มิติเหล่านี้มาบรรจบกันในสภาพที่แตกสลาย ที่นี่คือรอยต่อที่ไม่มีใครอยากมาถึง”

กานต์มองไปรอบๆ ทะเลทรายกระจกเงาแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นสุสานของกาลเวลา ทุกครั้งที่เขาขยับตัว เสียงกรอบแกรบของเศษกระจกใต้ร่างจะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงที่ผิดเพี้ยน ราวกับว่ามิตินี้กำลังพยายามเลียนแบบการมีอยู่ของเขาแต่ทำได้ไม่สมบูรณ์ เขาพบว่าความทรงจำของเขาไม่ได้หายไป แต่มันกำลัง 'ไหล' ออกมาตามรอยร้าวของร่างกาย ทุกครั้งที่เขานึกถึงภาพอารยันนครที่รุ่งเรือง เศษแก้วเล็กๆ จะหลุดออกจากผิวหนังและสลายกลายเป็นละอองแสงก่อนจะถูกลมพายุสีเงินพัดพาไป

“ความทรงจำของฉัน...” กานต์มองดูมือของตัวเองที่เริ่มโปร่งแสง “มันกำลังรั่วไหลออกไป เซนอส ฉันรู้สึกได้ว่าฉันกำลังลืม... ไม่ใช่เพราะฉันตั้งใจลืม แต่เพราะร่างกายนี้ไม่สามารถกักเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป”

เซนอสขยับเข้ามาใกล้ กุมมือที่เย็นเฉียบของกานต์ไว้ “เราต้องเคลื่อนที่ กานต์ การอยู่ที่นี่นานเกินไปจะทำให้เจ้าถูกมิตินี้กลืนกิน รอยร้าวในตัวเจ้ากำลังดึงดูด 'ผู้กังวาน' (Resonators) ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในมิตินี้ หรืออาจจะมีบางสิ่งที่ร้ายกาจกว่านั้นที่อาศัยอยู่ในความเงียบนี้”

ขณะที่เซนอสกำลังพูด กานต์ก็ได้ยินเสียง... มันไม่ใช่เสียงลมพายุ และไม่ใช่เสียงดนตรีที่เขาคุ้นเคย แต่มันคือเสียง 'การสั่นสะเทือนที่ไร้จังหวะ' มันเป็นเสียงที่เหมือนกับเข็มจำนวนมหาศาลกำลังเย็บผ่านผืนผ้าที่กำลังจะขาด เสียงนั้นดังมาจากเส้นขอบฟ้าที่พร่าเลือน และทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น พื้นกระจกใต้เท้าของเขาก็จะสั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าวใหม่

“พวกมันมาแล้วใช่ไหม?” กานต์ถาม เสียงของเขาสั่นพร่า

“ฉันยังไม่เห็นตัว...” เซนอสตอบ แต่เขาก็เตรียมอาวุธในมือให้มั่น “แต่สัมผัสของฉันบอกว่า ความเงียบที่นี่เริ่มไม่เงียบแล้ว”

กานต์หลับตาลง เขาพยายามใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่—ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยการรับรู้แรงสั่นสะเทือนแบบที่ช่างสลักทรายใช้—เขาพบว่าในระยะไกล มีคลื่นความถี่ที่ราบเรียบและเย็นชาเกินไปกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ มันเป็นความถี่ที่พยายามจะ 'ลบ' ทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้กลายเป็นศูนย์ มันไม่ใช่ความโกลาหลแบบที่เขาเคยเผชิญ แต่มันคือความสมบูรณ์แบบที่น่าสยดสยอง

“มันไม่ใช่ Resonators ธรรมดา” กานต์กระซิบ “มันคือสิ่งที่ต้องการจะจัดระเบียบเศษซากเหล่านี้... มันกำลังมาเพื่อลบ 'รอยร้าว' ที่เราสร้างขึ้น”

“ถ้าอย่างนั้นเราต้องหาที่กำบัง” เซนอสลากกานต์ให้ลุกขึ้น ทั้งคู่เริ่มออกวิ่งท่ามกลางทะเลทรายกระจกเงาที่แสนอันตราย ทุกย่างก้าวคือความเสี่ยงที่จะถูกเศษแก้วบาดลึกถึงกระดูก และทุกการเคลื่อนไหวคือการส่งสัญญาณบอกตำแหน่งให้กับสิ่งที่กำลังไล่ล่าพวกเขา

กานต์รู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ถาโถมเข้ามา ในขณะที่เขาวิ่ง ร่างกายที่กึ่งมนุษย์กึ่งแก้วของเขาก็เริ่มส่งเสียงร้องประท้วง ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ เสียงหัวเราะในตลาดของอารยันนคร และรสชาติของน้ำดื่มเย็นฉ่ำในยามบ่าย... สิ่งเหล่านี้กำลังสลายกลายเป็นละอองทรายสีเงินที่ปลิวหายไปในอากาศ เขาพยายามจะไขว่คว้าพวกมันไว้ แต่มันกลับยิ่งเลือนรางลงไปทุกที

ทันใดนั้น พื้นกระจกใต้เท้าของเซนอสก็ทรุดฮวบลง กานต์ตะโกนสุดเสียงแต่ก็ไม่ทันการณ์ เซนอสเสียหลักล้มลงไปในรอยแยกที่เพิ่งปรากฏขึ้น กานต์พยายามจะคว้ามือของเขาไว้ แต่แรงดึงดูดของมิติที่บิดเบี้ยวกลับเหวี่ยงเขาไปอีกทาง

“เซนอส!”

ท่ามกลางความสับสน กานต์เห็นเงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างชัดเจน แต่มันคือกลุ่มก้อนของแสงสีขาวที่สว่างจ้าจนมองไม่เห็นรายละเอียด มันเคลื่อนที่ผ่านทะเลทรายกระจกเงาด้วยความเร็วที่ขัดต่อกฎฟิสิกส์ ทุกที่ที่มันผ่านไป ทะเลทรายกระจกจะกลายเป็นพื้นผิวที่เรียบเนียนและไร้ซึ่งร่องรอย ราวกับว่ามันกำลัง 'ลบ' ประวัติศาสตร์ของผืนดินนั้นทิ้งไป

กานต์พยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นกระจกที่บาดผิวหนัง เขาเห็นเซนอสหายลับไปในรอยแยกที่มืดมิด และเขาก็พบว่าตัวเองอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบที่กำลังจะถูกทำลายด้วยแสงสีขาวนั้น เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีแผนการ และความทรงจำที่เป็นเกราะป้องกันจิตใจก็กำลังแตกสลาย

เขามองไปที่หน้าอกของตนเอง รอยร้าวขนาดใหญ่ที่กลางอกกำลังส่องแสงสีฟ้าเข้ม มันเป็นแสงที่เกิดจากเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีที่ยังคงฝังอยู่ในจิตวิญญาณของเขา กานต์ตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า หากเขาต้องการจะรอดชีวิต หรือแม้แต่จะตามหาเซนอส เขาไม่สามารถใช้ความทรงจำที่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป เขาต้องเรียนรู้ที่จะสลักตัวตนขึ้นมาใหม่จาก 'เศษซาก' ของสิ่งที่เหลืออยู่

เสียงสั่นสะเทือนที่ราบเรียบนั้นใกล้เข้ามาทุกที แสงสีขาวเริ่มอาบไล้พื้นกระจกใต้เท้าของเขา กานต์กัดฟันแน่น เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความโหยหาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด มาควบแน่นให้กลายเป็นคลื่นความถี่ที่แหลมคมที่สุดเท่าที่เขาเคยสร้างมา

“ถ้าโลกนี้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่ว่างเปล่า...” กานต์คำรามในใจ ขณะที่แสงสีขาวกำลังจะกลืนกินเขา “ฉันนี่แหละจะเป็นรอยร้าวที่ไม่มีวันหายไป!”

ทันใดนั้น เสียงระเบิดของความถี่ที่บิดเบี้ยวก็ดังขึ้นจากภายในตัวเขา แต่มันไม่ใช่การป้องกัน แต่มันคือการเปิดประตูสู่บางสิ่งที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นกระจกเงาแห่งนี้กำลังตอบรับเสียงเรียกของเขา

--- กานต์และเซนอสหลุดมายังทะเลทรายกระจกเงาในมิติที่แตกสลาย ซึ่งกานต์พบว่าร่างกายของเขากำลังสูญเสียความทรงจำผ่านรอยร้าวของผิวหนังแก้วทราย ขณะที่พวกเขากำลังถูกไล่ล่าโดยแสงสีขาวที่พยายามลบเลือนทุกสิ่ง กานต์ตัดสินใจใช้ความเจ็บปวดที่เหลืออยู่สร้างคลื่นเสียงเพื่อต่อสู้ ทว่ามันกลับไปปลุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนกระจกขึ้นมา