← สารบัญตอน

รอยจารึกแห่งนครทราย

ตอนที่ 10ฟรี

ตอนที่ 10 — รอยจารึกแห่งพันธนาการและเสียงเพรียกจากใต้พิภพ

ความเงียบไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า แต่มันคือเสียงที่กำลังอัดอั้นรอวันปะทุ กานต์รู้สึกถึงมันได้ชัดเจนกว่าใครเพื่อน—แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากการเคลื่อนที่ของหินหรือการก้าวเท้าของมนุษย์ แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่โลกเคยเป็น ความรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนังบริเวณที่เขาเคยมีดวงตาขยายตัวขึ้น ราวกับว่ารอยจารึกที่ปรากฏขึ้นบนผิวหนังของเขาไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่เป็นรอยสลักที่แท้จริงที่กำลังฝังรากลึกลงไปในเนื้อเยื่อ

“กานต์! ตั้งสติไว้! นายยังอยู่กับฉันไหม!” เสียงของเซนอสตะโกนก้อง แต่มันฟังดูห่างไกลและพร่าเลือน ราวกับเสียงที่ดังผ่านม่านน้ำหนาทึบ กานต์พยายามขยับตัว แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อร่างกายกลับแปลกไป ร่างกายของเขาดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับผนังวิหารที่เขากำลังพิงอยู่ เขาไม่ได้เพียงแค่สัมผัสพื้นผิวหิน แต่เขาสัมผัสได้ถึง ‘ความทรงจำ’ ของหินก้อนนั้น—ความเย็นเยียบของหยดน้ำที่เคยไหลผ่านเมื่อพันปีก่อน และความร้อนระอุจากแผ่นดินไหวที่เคยสั่นสะเทือนมัน

“ฉัน... ฉันไม่ได้หายไปไหน” กานต์เค้นเสียงตอบ ความเจ็บปวดจากการที่รอยจารึกพยากรณ์กำลังแทรกซึมเข้าสู่ระบบประสาททำให้เขาต้องกัดฟันจนกรามสั่น เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อแยกแยะระหว่าง ‘ตัวตน’ ของเขากับ ‘รอยจารัก’ ที่กำลังกัดกินความเป็นจริงรอบตัว “เซนอส... ฉันไม่ได้แค่เห็นมัน... ฉันกำลังเป็นมัน”

ท่ามกลางความสับสนนั้น แรงสั่นสะเทือนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินก็ทวีความรุนแรงขึ้น มันไม่ใช่คลื่นที่สม่ำเสมอ แต่มันคือเสียงคำรามต่ำที่สั่นลึกไปถึงกระดูกสันหลัง ชายลึกลับที่ยืนอยู่ท่ามกลางเงามืดเมื่อครู่ยังคงนิ่งสงบ ราวกับว่าความโกลาหลที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงท่วงทำนองที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่ความถี่ที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้กานต์รู้สึกเหมือนถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล

“เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือกโดยเสียง หรือเป็นเพียงเครื่องดนตรีที่ถูกทิ้งไว้ในอุโมงค์กันแน่?” น้ำเสียงของชายลึกลับไม่ได้แฝงความชั่วร้าย แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ข้ามผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน “แกนเสียงดนตรีแห่งทรายไม่ใช่ของขวัญ แต่มันคือรอยต่อระหว่างสิ่งที่เคยมีอยู่ กับสิ่งที่กำลังจะถูกลบเลือน และตอนนี้ เจ้าได้ทำลายรอยต่อที่สมบูรณ์แบบที่สุดลงไปแล้ว”

“คุณหมายความว่ายังไง!” กานต์ตะโกนถาม พยายามพยุงตัวขึ้นยืน แม้จะรู้สึกว่าแขนขาของเขาหนักอึ้งราวกับสลักมาจากหินทรายเสียเอง “ฉันแค่ต้องการจะหยุดยั้งพายุ! ฉันต้องการช่วยอารยันนคร!”

“อารยันนครคือความเพ้อฝันที่สร้างขึ้นบนความลวงตาของทราย” ชายลึกลับก้าวออกมาจากเงามืด แสงสลัวจากแกนเสียงดนตรีที่ยังคงทิ้งไอระเหยของพลังงานไว้ ทำให้กานต์เห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที—ใบหน้าที่ดูเหมือนจะถูกสลักขึ้นด้วยความโศกเศร้าที่ไม่มีวันจางหาย “ความทรงจำที่เจ้าพยายามจะรักษา... แท้จริงแล้วคือพันธนาการที่ล่ามโลกใบนี้ไว้กับอดีตที่ควรจะตายไปนานแล้ว เมื่อแกนเสียงถูกปลุกขึ้นมา ความจริงที่แท้จริงของใต้ผืนทรายก็จะตื่นขึ้น... และมันไม่ชอบความเงียบสงบแบบจอมปลอม”

ทันใดนั้น พื้นวิหารที่พวกเขายืนอยู่ก็เริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่การถล่มแบบไร้ทิศทางเหมือนก่อนหน้านี้ คราวนี้มันเป็นการ ‘เปิดออก’ ราวกับกลีบดอกไม้ที่ทำจากศิลาแผ่นดินไหวเปิดออกสู่ความว่างเปล่าที่ลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม กานต์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มหาศาล เขาสัมผัสได้ถึง ‘เสียง’ ที่ดังมาจากก้นบึ้งนั้น มันไม่ใช่เสียงดนตรี แต่มันคือเสียงกรีดร้องของความทรงจำนับล้านที่ถูกกดทับไว้ใต้ชั้นทรายมานานนับศตวรรษ

“กานต์! จับมือฉันไว้!” เซนอสพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของกานต์ไว้ได้ทันในจังหวะที่พื้นวิหารแยกออกจากกัน ร่างของทั้งคู่ห้อยต่องแต่งอยู่เหนือเหวลึกที่มืดมิด มีเพียงแสงสีทองจางๆ จากแกนเสียงดนตรีที่ส่งแรงสั่นสะเทือนช่วยพยุงไม่ให้พวกเขาตกลงไปสู่ความตายในทันที

“เราต้องลงไป!” กานต์ตัดสินใจในเสี้ยววินาทีที่ความกลัวกำลังจะกลืนกินเขา “ถ้าแกนเสียงนี้คือรอยต่อ... เราต้องไปให้ถึงต้นตอของมัน! ก่อนที่มันจะตื่นขึ้นมาสมบูรณ์!”

“นายเสียสติไปแล้วหรือ! เรากำลังจะตกลงไปในนรกทราย!” เซนอสตะโกนด้วยความตื่นตระหนก แต่ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวกานต์อย่างที่เขาไม่เคยมีให้ใครมาก่อน

“มันไม่ใช่ทางเลือก เซนอส... แต่มันคือทางเดียวที่เราจะเหลือความเป็นมนุษย์ไว้ได้!” กานต์ตะโกนตอบ ทันใดนั้นเขาก็ปล่อยมือจากสิ่งที่เขาพยายามยึดเหนี่ยวไว้ แล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงและแรงสั่นสะเทือนนำพาเขาและเซนอสดิ่งดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง

ขณะที่ร่างกำลังร่วงหล่น ความรู้สึกแปลกประหลาดก็จู่โจมกานต์อีกครั้ง รอยจารึกบนผิวหนังของเขาเริ่มเรืองแสงสีทองสว่างจ้า มันไม่ได้สลักอยู่บนผิวหนังอีกต่อไป แต่มันกำลัง ‘ไหล’ เข้าสู่กระแสเลือด เขารู้สึกเหมือนความทรงจำของคนแปลกหน้า—ภาพของนครที่ลอยอยู่เหนือทะเลทราย ภาพของสงครามที่ใช้ทรายเป็นอาวุธ และภาพของดวงอาทิตย์ที่แผดเผาจนทุกอย่างกลายเป็นแก้ว—ไหลบ่าเข้ามาในหัวสมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง

เขามองเห็น... ไม่ใช่ด้วยดวงตา แต่ด้วยการสั่นสะเทือน เขาเห็นเครือข่ายของแรงสั่นสะเทือนที่ถักทออยู่ใต้ผืนทราย ราวกับเส้นเลือดของโลก และที่ใจกลางของเครือข่ายนั้น มีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าแกนเสียงดนตรี กำลังขยับตัวจากการหลับใหล

“มันกำลังมา...” กานต์กระซิบกับตัวเองในขณะที่ลมพายุใต้ดินพัดผ่านใบหน้า “สิ่งที่พายุทรายพยายามจะปกปิด... ไม่ใช่ความว่างเปล่า... แต่คือบางสิ่งที่ต้องการถูกลืมเลือนไปตลอดกาล”

แสงสีทองระเบิดออกรอบตัวพวกเขาเมื่อร่างของทั้งสองปะทะกับชั้นทรายที่หนาแน่นเบื้องล่าง ความเจ็บปวดแล่นปลาบไปทั่วร่างจนสติของกานต์ดับวูบลง ทิ้งไว้เพียงเสียงดนตรีที่ดังโหยหวนท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง

--- กานต์และเซนอสพลัดตกลงไปในเหวลึกใต้ดินหลังจากเผชิญหน้ากับชายลึกลับ ในขณะที่กานต์เริ่มสูญเสียตัวตนจากการถูกรอยจารึกโบราณกลืนกินและได้รับรู้ถึงความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนทราย