ตอนที่ 79 — แรงสั่นสะเทือนในความว่างเปล่า
ความเงียบในช่องว่างระหว่างมิตินั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงหวีดร้องที่ถูกกดทับไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล Anwen รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะฉีกกระชากร่างครึ่งโลหะของเธอออกเป็นชิ้นๆ ทุกอณูของผิวหนังที่เป็นเนื้อหนังกำลังสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย และในขณะเดียวกัน ส่วนที่เป็นโลหะกลับกำลังดูดซับความมืดมิดรอบกายเพื่อรักษารูปทรงของตนไว้ เธอไม่สามารถรับรู้ได้ถึงทิศทางบนหรือล่าง มีเพียงความรู้สึกของการร่วงหล่นที่ไม่มีวันสิ้นสุดท่ามกลางเศษซากของความเป็นจริงที่แตกกระจาย ลอยล่องเหมือนฝุ่นผงในลำแสงที่ไร้ที่มา
“เรา... เรายังอยู่ไหม?” เสียงแผ่วเบาของใครบางคนดังขึ้นข้างกาย มันเป็นเสียงที่ฟังดูห่างไกลและพร่าเลือนราวกับดังมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร Anwen พยายามจะหันไปมอง แต่ความรู้สึกของคอที่บิดหมุนนั้นทำให้เธอแทบจะสำลักความว่างเปล่า เธอเห็นเงาร่างตะคุ่มของเหล่าผู้รอดชีวิต ลอยคว้างอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาดูเหมือนดวงดาวที่กำลังมอดดับ ท่ามกลางความมืดมิดที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“อย่าเคลื่อนไหว...” Anwen พยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงก้องกังวานที่ผสมผสานระหว่างเสียงมนุษย์และเสียงโลหะเสียดสีกัน “รักษาความสงบไว้... อย่าปล่อยให้เจตจำนงหลุดลอย...”
ยิ่งเธอพยายามประคองสติ พลังจากรอยจารึกในร่างก็ยิ่งตอบสนอง มันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบและแข็งกร้าว ราวกับว่ามันกำลังพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อห่อหุ้มวิญญาณของเธอไว้ไม่ให้แตกสลายไปกับความว่างเปล่า Anwen สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง... ไม่ใช่แค่สายตา แต่เป็นเจตจำนงที่หนักอึ้งและลึกล้ำ มันไม่ได้มองลงมาที่เธอเหมือนมนุษย์มองสิ่งของ แต่มันมองลงมาเหมือนผู้สังเกตการณ์กำลังจ้องดูปฏิกิริยาเคมีในหลอดทดลอง
“มันกำลังเฝ้ามองเรา...” เธอคิดในใจ ความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่ความตาย แต่มันคือการถูกตัดสินโดยตัวตนที่มองว่าความมีชีวิตคือความผิดพลาด ความว่างเปล่ารอบตัวเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างประหลาด เศษซากของโครงสร้างเครื่องจักรโบราณและชิ้นส่วนของโรงเตี๊ยมที่พังทลายลอยละล่องผ่านไป พวกเขากำลังล่องลอยผ่านประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกบดขยี้
ทันใดนั้น แรงดึงดูดที่เคยกระชากร่างของพวกเขาให้แยกออกจากกันกลับเปลี่ยนเป็นแรงผลักมหาศาล รอยแยกมิติที่เคยบิดเบี้ยวเริ่มขดตัวเข้าหากันเหมือนพายุหมุน ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสีเงินยวงที่สว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด Anwen รู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรงจนสติของเธอเกือบดับวูบ ร่างของเธอถูกเหวี่ยงผ่านอุโมงค์แห่งความโกลาหลที่ประกอบด้วยแสงและเงาที่สลับสับเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะยอมจำนนต่อความสงบงัน หรือจะดิ้นรนเพื่อความโกลาหลที่ไร้ความหมาย?” เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่สลักลงในจิตวิญญาณ เป็นเสียงที่ไร้โทนเสียงของอารมณ์ แต่กลับทรงพลังจนสั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าของตัวตนเธอ
Anwen พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความทรงจำที่เหลืออยู่—กลิ่นของขนมปังอบใหม่ในโรงเตี๊ยมที่เคยอบอุ่น, รอยยิ้มของ Fin ขณะล้างจาน, ความดื้อรั้นของ Granny Nessa—ความทรงจำเหล่านั้นคือสมอเรือเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้ไม่ให้กลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ไร้ความรู้สึก “ความโกลาหล... คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา...” เธอตะโกนก้องในจิตใจ แม้ภายนอกจะไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา “ความสมบูรณ์แบบที่เจ้าเสนอ... มันคือความตายที่แสนงดงามเท่านั้น!”
แรงระเบิดของเจตจำนงทำให้รอยแยกมิติปั่นป่วน แสงสีเงินยวงเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิตที่ถูกทำให้เป็นประกายไฟ สภาพแวดล้อมรอบตัวเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แต่มันไม่ใช่การก่อตัวของโลกที่คุ้นเคย มันคือการก่อตัวของโลกที่ผสมผสานระหว่างเนื้อเยื่อชีวภาพและวงจรจักรกลที่ซับซ้อน เส้นสายโลหะสีดำทมิฬพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า ราวกับเส้นประสาทของพระเจ้าที่กำลังถักทอโครงข่ายใหม่
ในจังหวะที่เธอกำลังจะถูกความมืดกลืนกินอีกครั้ง Anwen ก็ได้เห็น... สิ่งที่อยู่เบื้องบนสุดของความโกลาหลนั้น ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นโครงสร้างขนาดมหึมาที่คล้ายกับดวงตาที่ทำจากแก้วและฟันเฟืองนับล้านชิ้น มันกำลังเปิดออก และจากดวงตานั้น แสงสว่างที่รุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ก็พุ่งดิ่งลงมาหาพวกเขา
“ระวัง!” Anwen พยายามตะโกนเตือนผู้รอดชีวิต แต่แรงกระแทกจากแสงนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวได้ ร่างของเธอถูกเหวี่ยงเข้าสู่ใจกลางของจุดปะทะ แสงนั้นไม่ได้เผาไหม้เนื้อหนัง แต่มันกำลัง 'เขียน' ความจริงใหม่ลงบนทุกสิ่งที่มันสัมผัส และ Anwen รู้ดีว่า เมื่อแสงนี้จางหายไป โลกที่เธอเคยรู้จัก รวมถึงตัวเธอเอง จะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
--- Anwen และผู้รอดชีวิตถูกเหวี่ยงผ่านอุโมงค์มิติที่เต็มไปด้วยการปะทะกันของเจตจำนงระหว่างความว่างเปล่าและแสงสว่าง โดย Anwen ต้องต่อสู้เพื่อรักษาจิตวิญญาณของตนเองไว้ท่ามกลางการก่อตัวของความจริงใหม่ที่กำลังเปลี่ยนสภาพโลก