ตอนที่ 61 — แรงบีบอัดแห่งนิรันดร์
เสียงกัมปนาทที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงของระเบิด แต่มันคือเสียงของ 'ความเป็นระเบียบ' ที่กำลังบดขยี้ 'ความโกลาหล' ให้กลายเป็นผงธุลี
Anwen รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพยายามจะรีดเค้นทุกอณูในร่างของเธอให้เหลือเพียงจุดเดียว แรงดันจากเบื้องล่างพุ่งทะยานขึ้นมาในรูปของจังหวะเครื่องจักรที่หนักแน่นและเย็นชืด แสงสีฟ้าจากแกนกลางไม่ได้เพียงแค่ส่องสว่าง แต่มันกำลัง ‘อัด’ มวลอากาศและสสารรอบตัวให้กลายเป็นของแข็ง แรงกดดันนั้นบีบอัดเข้าหาตัวเธอ ราวกับมีคีมยักษ์ที่มองไม่เห็นกำลังพยายามจะบดขยี้สมอเรือที่เรียกว่า 'ความเป็นมนุษย์' ของเธอให้แหลกละเอียด
“อึก...!” เธอพยายามจะเปล่งเสียง แต่มันกลับกลายเป็นเพียงเสียงโลหะเสียดสีกันที่แหบพร่าในลำคอ ความเจ็บปวดไม่ได้มาในรูปแบบของความร้อน แต่มันคือความเย็นเยียบที่รุนแรงจนกระดูกของเธอรู้สึกเหมือนกำลังจะแตกสลาย ผิวหนังที่ข้อมือและแขนของเธอเปลี่ยนสภาพไปเกือบทั้งหมดแล้ว มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสี แต่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุล ความรู้สึกสัมผัสที่เคยได้รับจากอากาศรอบกายเริ่มเลือนหายไป แทนที่ด้วยความแข็งกระด้างและหนักอึ้งของโลหะ เธอไม่ได้รู้สึกถึงลมหายใจอีกต่อไป แต่รู้สึกถึงการไหลเวียนของพลังงานที่บิดเบี้ยว
เหนือศีรษะขึ้นไป แสงสีฟ้าที่เคยสว่างไสวกลับถูกบดบังด้วยเงาทมิฬมหาศาลที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศ แรงกดดันจากฟากฟ้าที่โถมลงมานั้นแตกต่างจากใต้ดิน มันไม่ได้มาเป็นจังหวะ แต่มันมาในรูปแบบของ 'ความว่างเปล่า' ที่มีน้ำหนักมหาศาล ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาทับโลกให้แบนราบเพื่อลบเลือนทุกสิ่ง เงาร่างลึกลับที่เคลื่อนที่อยู่บนฟากฟ้ากำลังตอบสนองต่อการตื่นขึ้นของเครื่องจักรใต้ดิน แรงดึงดูดระหว่าง 'สิ่งที่อยู่ข้างล่าง' และ 'สิ่งที่อยู่ข้างบน' กำลังบีบอัดเข้ามาที่จุดศูนย์กลางเพียงจุดเดียว—นั่นคือร่างของเธอที่กำลังยืนอยู่บนรอยต่อของสองขั้วอำนาจ
สายตาของเธอพร่าเลือน ภาพของ Fin และ Granny Nessa ที่พยายามจะตะโกนเรียกเธออยู่ไกลออกไป กลายเป็นเพียงเงาที่บิดเบี้ยวในม่านพลังงานที่หนาแน่น เธอเห็นความพยายามของมนุษย์ที่ดูไร้ความหมายในนาทีนี้ ทหารราชสำนักที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้เป็นเพียงเศษฝุ่นที่ถูกแรงบีบอัดพัดพาไปตามกระแสพลังงาน ขุนนางผู้ทะเยอทะยานกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในมหาสมุทรแห่งการทำลายล้างที่กำลังหลอมรวมกัน
‘เจ้าคือจุดตัด...’ เสียงกระซิบจากแกนกลางยังคงดังก้อง แต่มันเริ่มแปรเปลี่ยนไป มันไม่ได้นุ่มนวลอีกต่อไป แต่มันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามของแรงดันที่บ้าคลั่ง ‘จงหลอมรวม... เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับระเบียบ... ก่อนที่ความว่างเปล่าจะกลืนกินเจ้า...’
Anwen พยายามยึดเหนี่ยว 'ความเป็นตนเอง' ไว้เป็นครั้งสุดท้าย เธอจดจำความรู้สึกของน้ำหนักตัวที่เคยมี ความเหนื่อยล้าจากการกวาดพื้นโรงเตี๊ยมที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ความร้อนของไวน์ที่เคยดื่ม... สิ่งเหล่านี้คือสมอเรือเพียงอย่างเดียวที่รั้งไม่ให้จิตวิญญาณของเธอแตกสลายไปกับแรงบีบอัดนี้ แต่ทว่า สมอเรือนั้นกำลังจะขาดสะบั้นลง
ความเจ็บปวดทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อแรงบีบจากทั้งสองทิศทางเริ่มปะทะกันที่จุดกึ่งกลางของร่างเธอ แสงสีทองที่เธอพยายามใช้เป็นเครื่องมือในการ 'ต่อรอง' เริ่มถูกบีบให้เล็กลงเรื่อยๆ ราวกับเปลวเทียนที่กำลังถูกขยี้ด้วยกำมือยักษ์ ความทรงจำของเธอ—กลิ่นขนมปังอบใหม่, เสียงหัวเราะของเด็กๆ, รสชาติของไวน์—กำลังถูกบีบอัดจนกลายเป็นเพียงหยดน้ำตาที่กลายเป็นโลหะไหลรินออกจากดวงตาที่เริ่มแข็งกระด้าง
เธอเห็นเงาร่างของสิ่งมีชีวิตบนฟากฟ้าชัดขึ้นชั่วขณะ มันไม่ใช่เมฆ แต่มันคือบางสิ่งที่ดำมืดและมีขนาดมหึมาจนปกคลุมขอบฟ้าไปสิ้น และในขณะเดียวกัน ใต้ฝ่าเท้าเธอก็เปิดออกกว้าง เผยให้เห็นฟันเฟืองยักษ์ที่หมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ แสงสีฟ้าจากแกนกลางพุ่งทะยานขึ้นมาประจันหน้ากับเงาทมิฬเบื้องบน
จุดตัดนั้นคือเธอ... Anwen คือสมอที่กำลังจะขาด คือรอยต่อที่กำลังจะแตกสลาย ความเป็นมนุษย์ของเธอกำลังถูกบดขยี้ระหว่าง 'ระเบียบอันสมบูรณ์แบบ' ของเครื่องจักร และ 'ความว่างเปล่าอันนิรันดร์' ของสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้า
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ เธอเห็นความว่างเปล่าที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหาเธอ มันไม่ใช่เพียงการทำลายล้าง แต่มันคือการลบเลือน... ลบเลือนทุกสิ่งให้หายไปจากประวัติศาสตร์ ไม่เหลือแม้แต่รอยจารึก ไม่เหลือแม้แต่ความเจ็บปวด
ร่างของเธอเริ่มแตกสลายและหลอมรวมใหม่ในพื้นที่ที่แคบลงเรื่อยๆ ความเป็นตัวตนของ Anwen กำลังจะถูกบดขยี้จนเหลือเพียงจุดเดียว และเธอคือจุดนั้น
--- Anwen ตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตสูงสุดเมื่อร่างกายของเธอถูกบีบอัดจากแรงดันมหาศาลระหว่างเครื่องจักรโบราณใต้ดินและสิ่งลึกลับจากฟากฟ้า จนเกือบจะสูญเสียตัวตนและร่างเนื้อไปอย่างสิ้นเชิง