ตอนที่ 39 — รอยแยกของความเงียบและเสียงสะท้อนแห่งโลหะ
เสียงโลหะเสียดสีกับหินดังแว่วมาจากใต้พื้นกระดานไม้ของโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' มันไม่ใช่เสียงไม้ลั่นจากการปรับตัวตามอุณหภูมิที่ลดต่ำลงในปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่มันเป็นเสียงที่แหลมคมและสม่ำเสมอ ราวกับมีฟันเฟืองขนาดมหึมาที่ถูกชโลมด้วยน้ำมันเย็นเยียบกำลังขยับเขยื้อนอยู่ลึกลงไปในชั้นดิน Anwen ยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้โอ๊คที่ผ่านการขัดถูมานานหลายทศวรรษ มือของเธอกำผ้าเช็ดแก้วไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด รอยจารึกที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังตรงต้นแขนเริ่มประทุความร้อนรุ่ม มันไม่ได้เจ็บปวดเหมือนตอนที่มันเพิ่งปรากฏ แต่มันเป็นความรู้สึกอุ่นวาบที่น่ารังเกียจ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง คอยเตือนให้เธอรู้ว่า 'จังหวะ' นั้นกำลังขยับใกล้ขึ้น
“Mistress, แขกกลุ่มนั้นยังไม่ยอมออกไปจากห้องโถงหลักเลยครับ” Fin เดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้ากังวล เด็กหนุ่มคนครัวที่มักจะเงียบขรึมอยู่เสมอ บัดนี้ดวงตาของเขาสั่นระริกด้วยความไม่มั่นใจ “ทหารพวกนั้น... พวกเขาไม่ได้แค่มาตรวจค้น แต่พวกเขากำลังรื้อค้นพื้นไม้ตรงมุมห้องโถง เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่จริง”
Anwen พยักหน้าช้าๆ พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ “ปล่อยให้พวกเขาทำไป Fin ตราบใดที่เขายังไม่ทำลายข้าวของหรือทำร้ายแขกคนอื่น เราก็แค่ทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด” แต่คำพูดของเธอกลับขัดกับความรู้สึกในอก เมื่อเธอมองไปที่มุมห้องโถง ทหารในเครื่องแบบสีเข้มของราชสำนักภายใต้การนำของพันโทวาลัน กำลังใช้เหล็กแหลมงัดแงะรอยแตกของพื้นไม้ที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนครั้งก่อน ทหารเหล่านั้นดูไม่เหมือนผู้รักษาความสงบ แต่เหมือนสุนัขล่าเนื้อที่กำลังดมกลิ่นซากศพ
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ก็กระแทกเข้าที่ใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การสั่นไหวแบบแผ่นดินไหวทั่วไป แต่มันเป็นจังหวะ 'ตึก... ตึก...' ที่หนักแน่นและทรงพลัง ราวกับหัวใจของยักษ์เหล็กที่กำลังเริ่มเต้นผิดจังหวะ แขกในโรงเตี๊ยมที่กำลังนั่งดื่มเหล้าและสนทนาต่างชะงักงัน แก้วไวน์บนโต๊ะสั่นระริกจนน้ำสีแดงเข้มกระฉอกออกมาเหมือนหยดเลือด
“เกิดอะไรขึ้น!” เสียงตะโกนของทหารนายหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุม
Anwen ไม่ตอบ เธอเพียงแต่หลับตาลงและปล่อยให้รอยจารึกนำทาง ความร้อนที่แขนของเธอพุ่งสูงขึ้นจนเธอต้องกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง ในมโนภาพของเธอ เธอไม่ได้เห็นเพียงห้องโถงที่พังทลาย แต่เธอเห็น 'เส้นสาย' ของพลังงานสีฟ้าหม่นที่เลื้อยผ่านไปตามโครงสร้างของโลก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เส้นสายเหล่านั้นกำลังพันธนาการเข้ากับเถาวัลย์โลหะที่เริ่มแทรกตัวขึ้นมาจากรอยแยกใต้พื้นดิน
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากใต้พื้นห้องโถง ทหารที่กำลังงัดแงะพื้นอยู่ถึงกับกระเด็นถอยหลัง รอยแยกที่เคยเป็นเพียงรอยร้าวเล็กๆ บัดนี้ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว เถาวัลย์โลหะที่มีลักษณะคล้ายรากไม้แต่ทำจากเหล็กกล้าขัดเงาวับ พุ่งทะยานขึ้นมาเหมือนงูที่กำลังหิวโหย มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่คน แต่มันพุ่งขึ้นมาเพื่อ 'ยึดเกาะ' พื้นผิวห้องโถง รากโลหะเหล่านั้นขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ มันแทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของเสาไม้ และพันธนาการขาโต๊ะเอาไว้ด้วยจังหวะที่สอดประสานกับเสียงหัวใจของเครื่องจักรใต้ดิน
“ถอยออกไป! ทุกคนถอยออกไป!” Anwen ตะโกนสุดเสียง เสียงของเธอแหวกผ่านความโกลาหล ทหารวาลันชักดาบออกมาด้วยสัญชาตญาณ แต่เขากลับพบว่าดาบของเขาไม่สามารถฟันผ่านเถาวัลย์เหล่านั้นได้ รากโลหะเหล่านั้นมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งจนน่าประหลาด
“นี่มันเวทมนตร์ประเภทไหนกัน!” พันโทวาลันคำราม พลางพยายามสั่งการให้ทหารใช้โล่ป้องกัน แต่ดูเหมือนเถาวัลย์เหล่านั้นจะไม่ได้สนใจมนุษย์พวกนี้เลย พวกมันกำลังทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือการเปลี่ยนโครงสร้างของโรงเตี๊ยมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกโบราณ
ท่ามกลางความวุ่นวาย Anwen สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากเงามืดตรงมุมห้อง ชายปริศนาคนนั้นยืนอยู่ที่นั่นเสมอ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่ขุ่นมัว เขาไม่ได้ดูตกใจกับเถาวัลย์โลหะที่กำลังชอนไชไปทั่วห้อง เขาเพียงแต่จ้องมองมาที่ Anwen ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนและคำถามที่เธอเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
แรงสั่นสะเทือนทวีความรุนแรงขึ้นจนเพดานโรงเตี๊ยมเริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นเศษปูนและไม้ Anwen รู้สึกได้ว่ารอยจารึกในตัวเธอกำลัง 'สื่อสาร' กับเถาวัลย์เหล่านั้น มันไม่ใช่การต่อต้าน แต่มันคือการยอมรับ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกดึงดูดให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่กำลังตื่นขึ้น ความจริงที่ว่าเธอไม่ใช่แค่เจ้าของโรงเตี๊ยมอีกต่อไปเริ่มแจ่มชัดขึ้นในใจ ความเป็นธรรมที่เธอพยายามรักษาไว้ในที่พักแห่งนี้กำลังจะถูกกลืนกินด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่ากฎหมายของขุนนางหรือคำสั่งของกษัตริย์
“Mistress Anwen! เราต้องหนี!” Granny Nessa วิ่งเข้ามาคว้าแขนเธอ แรงบีบของหญิงชราทำให้ Anwen หลุดออกจากภวังค์
“เราหนีไปไหนไม่ได้หรอก Nessa” Anwen ตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบผิดปกติ ดวงตาของเธอมองตรงไปยังเถาวัลย์โลหะที่กำลังพันรอบเคาน์เตอร์ไม้ของเธอ “มันไม่ได้แค่มาเพื่อทำลาย... แต่มันกำลังสร้างบางอย่างขึ้นมาใหม่ และเราคือส่วนหนึ่งของมัน”
เสียงคำรามลึกจากใต้ดินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงเครื่องจักร แต่มันคือเสียงของบางสิ่งที่ 'มีชีวิต' และกำลังพยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาผ่านช่องว่างที่เถาวัลย์โลหะได้เปิดทางไว้ แสงสีฟ้าหม่นเริ่มสว่างวาบขึ้นจากใต้รอยแยก บ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดกำลังจะมาถึงในไม่ช้า และโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุที่จะพัดถล่มทั้งอาณาจักร Castellane
--- เถาวัลย์โลหะปริศนาพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดินและเริ่มยึดครองโครงสร้างของโรงเตี๊ยมตามจังหวะเครื่องจักรโบราณ ขณะที่ Anwen เริ่มตระหนักว่ารอยจารึกในร่างของเธอกำลังเชื่อมต่อกับสิ่งที่กำลังตื่นขึ้น