← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 33ฟรี

ตอนที่ 33 — สัญญาณเตือนจากผืนดินและเงาที่ทอดยาว

กลิ่นอายของความชื้นแฉะจากดินหลังฝนตกใหม่ๆ ผสมกับกลิ่นไหม้จางๆ ของฟืนที่มอดไหม้ในเตาผิง กลายเป็นบรรยากาศประจำยามเช้าที่ Mistress Anwen พยายามจะยึดเหนี่ยวไว้เพื่อความเป็นปกติสุข ทว่าเช้านี้มันต่างออกไป เสียงนกร้องที่เคยเป็นดนตรีปลอบประโลมกลับดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม มันสั้น ห้วน และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ราวกับพวกมันล่วงรู้ถึงบางสิ่งที่กำลังคืบคลานอยู่ใต้พรมหญ้า

Anwen ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้โอ๊กที่ผ่านการขัดเงามานานหลายปี มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะที่กำลังเช็ดแก้วน้ำใบสุดท้าย เธอพยายามไม่จ้องมองรอยจารึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อผ้าลินินสีเข้ม แต่มันกลับรู้สึกร้อนผ่าวราวกับมีถ่านไฟลนอยู่ใต้ผิวหนัง ทุกครั้งที่จังหวะการเต้นของหัวใจเธอแรงขึ้น รอยจารึกนั้นจะสั่นไหวเป็นระลอกคลื่น ส่งแรงกระเพื่อมลึกลับไปถึงพื้นดินที่เธอยืนอยู่

“คุณนายครับ... ดูนั่นสิ” Fin เด็กหนุ่มคนครัวเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาชี้ออกไปทางหน้าต่างที่มองเห็นทุ่งหญ้ารอบโรงเตี๊ยม

Anwen วางแก้วลงแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง ต้นเมเปิลที่เคยผลัดใบสีแดงสดบัดนี้กิ่งก้านของมันกลับดูบิดเบี้ยว ใบไม้ที่ควรจะร่วงหล่นตามฤดูกาลกลับแห้งกรอบและกลายเป็นสีดำคล้ำราวกับถูกเผาด้วยกรด สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือฝูงนกกระจิบที่บินวนอยู่เหนือทุ่งหญ้า พวกมันไม่ได้บินอย่างเป็นระเบียบ แต่บินวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่ด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง ราวกับกำลังพยายามหนีจากบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาอยู่ใต้ผืนดิน

“มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วใช่ไหม?” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของโรงเตี๊ยม

Anwen หันไปพบกับชายปริศนาที่มักจะปรากฏตัวในยามที่สถานการณ์คับขัน เขาไม่ได้สวมชุดหรูหราของขุนนาง แต่เสื้อผ้าของเขามีร่องรอยของการเดินทางไกลและดูมีความหมายแฝง “สัญญาณเตือนภัยที่เจ้าว่า... มันไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศที่เปลี่ยนไปใช่ไหม?”

ชายผู้นั้นไม่ตอบในทันที เขาเดินเข้ามาใกล้หน้าต่าง แววตาของเขาจ้องมองไปยังทุ่งหญ้าที่ดูเหมือนจะสั่นไหวเบาๆ แม้จะไม่มีลมพัด “เครื่องจักรโบราณไม่ได้แค่ตื่นขึ้น แต่มันกำลังพยายามจะหายใจ และเมื่อมันหายใจ ผืนดินที่มันอาศัยอยู่ก็จะสั่นสะเทือนตามจังหวะของมัน พืชพรรณ สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่คน... ทุกอย่างจะถูกรบกวนด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนนี้”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าหลายสิบตัวก็ดังแว่วมาจากถนนหลวง เสียงเกือกม้ากระทบหินดังเป็นจังหวะรัวเร็วและหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงกองเกวียนเก็บส่วยปกติ Anwen รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แค่แรงสั่นจากการเคลื่อนที่ของพาหนะ แต่มันคือจังหวะ 'ตึก...ตึก...' ที่สอดประสานกับรอยจารึกบนแขนของเธออย่างน่าขนลุก

“ทหารราชสำนัก...” Anwen พึมพำ รอยยิ้มขื่นๆ ปรากฏบนใบหน้า “พวกเขาไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบความเสียหายเหมือนคราวที่แล้วแน่ๆ”

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กองทหารในชุดเกราะสีเงินขลิบทองที่ดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขามกำลังเคลื่อนขบวนเข้ามา พวกเขาไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีรถม้าหรูหราที่ประทับตราประจำตระกูลขุนนางระดับสูงติดตามมาด้วย ทหารเหล่านั้นไม่ได้ทำท่าทางเหมือนผู้รักษาความสงบ แต่ท่าทางของพวกเขาดูเหมือนกำลัง 'ปิดล้อม' มากกว่า 'คุ้มครอง'

“เตรียมตัวเสีย Anwen” ชายปริศนากล่าวพลางขยับมือไปที่ด้ามมีดข้างเอว “พวกเขารู้แล้วว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่ และพวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าซ่อมแซมโรงเตี๊ยมหรอก”

เสียงเคาะประตูโรงเตี๊ยดังขึ้นอย่างรุนแรงและไม่เป็นจังหวะ มันไม่ใช่การเคาะเพื่อขอที่พัก แต่มันคือการเคาะเพื่อออกคำสั่ง Anwen สูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่กำลังพุ่งพล่าน เธอรู้ดีว่าหากเธอเปิดประตูในฐานะเจ้าของโรงเตี๊ยมที่อ่อนน้อม เธออาจจะสูญเสียทุกอย่างที่เหลืออยู่ไป แต่ถ้าเธอไม่เปิด... พายุที่กำลังก่อตัวอยู่ข้างนอกนั่นอาจจะพังทลายทุกอย่างให้พินาศลงอยู่ดี

เธอเดินไปที่ประตูไม้หนาหนัก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปจับคันล็อก แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มเรืองรองออกมาจากใต้รอยแยกของพื้นไม้ที่ขัดเงาไว้ดี ราวกับว่าเครื่องจักรใต้ดินกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงการมาเยือนของ 'ผู้ล่า' ที่อยู่เบื้องหน้า

“ยินดีต้อนรับสู่ The Pilgrims' Rest...” Anwen เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าในใจของเธอรู้ดีว่า การต้อนรับครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะได้รู้จักกับความสงบสุข

--- Anwen เผชิญกับลางร้ายทางธรรมชาติที่ผิดปกติและสัญญาณเตือนจากเครื่องจักรโบราณผ่านรอยจารึกในร่าง ก่อนที่กองทหารราชสำนักและขุนนางจะบุกมาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยมเพื่อจุดประสงค์ที่มากกว่าการตรวจสอบ