ตอนที่ 18 — ความเงียบใต้รอยแยกและเสียงเพรียกของบรรพกาล
อากาศภายในรอยแยกนั้นไม่ได้หนาวเย็นอย่างที่ Anwen คาดไว้ แต่มันกลับอบอวลด้วยความร้อนชื้นที่ชวนให้คลื่นไส้ กลิ่นของโลหะที่ถูกเผาไหม้ผสมปนเปกับกลิ่นดินเปียกชื้นและกลิ่นอายบางอย่างที่อธิบายไม่ได้—มันคือกลิ่นของกาลเวลาที่ถูกกักขังไว้ในความมืดมิด แสงสว่างจากแผ่นจารึกโบราณในมือของเธอสั่นระริก ราวกับมันกำลังเต้นตุบๆ ไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วของเธอ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินที่ขรุขระใต้รอยแยกนั้น ส่งเสียงสะท้อนก้องไปตามอุโมงค์ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
Anwen กระชับแผ่นจารึกไว้แนบอก ความร้อนจากมันซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ผิวหนังของเธอ มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผา แต่เป็นความร้อนที่แฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ทำให้ปลายนิ้วของเธอชาหนึบ เบื้องหน้าของเธอคือทางเดินที่ขนาบข้างด้วยกำแพงหินสลักลวดลายประหลาด ลวดลายเหล่านั้นดูคล้ายกับฟันเฟืองที่หยุดนิ่งและรากไม้ที่พันเกี่ยวกันอย่างสลับซับซ้อน ทันใดนั้น เสียงคำรามที่เธอได้ยินจากด้านบนก็แว่วลงมา แต่มันไม่ได้ฟังดูเหมือนเสียงสัตว์ร้ายอีกต่อไป มันฟังดูเหมือนเสียงคร่ำครวญของโลกที่กำลังถูกบิดเบือน
“มันไม่ใช่แค่เครื่องจักร...” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอหายไปในความมืดมิดที่รออยู่เบื้องหน้า
ขณะที่เธอเดินลึกเข้าไป แสงสีฟ้าจากจารึกก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้น มันฉายให้เห็นสิ่งที่อยู่รอบกายชัดเจนขึ้น สิ่งที่เธอเห็นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด—มันคือห้องโถงขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของกลไกทั้งหมด ผนังห้องทำจากโลหะสีเงินหม่นที่ดูราวกับมีชีวิต มันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เส้นสายของพลังงานสีฟ้าไหลเวียนไปตามร่องลึกบนพื้นและเพดาน ราวกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายของยักษ์หลับใหล
ตรงกลางห้องโถงนั้น มีแท่นหินทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และบนแท่นนั้นเองที่เธอเห็น 'สิ่งนั้น' มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เธอพบเมื่อครู่ แต่มันคือร่างที่ดูคล้ายมนุษย์ ทว่ากลับโปร่งแสงและสั่นไหวเหมือนภาพลวงตาในกระจกเงา ร่างนั้นกำลังกอดกุมบางอย่างไว้—บางอย่างที่ดูเหมือนดวงไฟสีครามที่กำลังจะดับมอด
“นั่นใคร!” Anwen ตะโกนออกไปโดยสัญชาตญาณ แม้จะรู้ดีว่าคำถามนั้นอาจไร้ความหมายในสถานที่แห่งนี้
ร่างโปร่งแสงนั้นหันมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของมันไม่มีดวงตาหรือปาก มีเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนภาพของ Anwen กลับไปหาตัวเธอเอง แต่มันไม่ใช่ภาพสะท้อนธรรมดา ในความว่างเปล่านั้น Anwen เห็นภาพของโรงเตี๊ยมที่พังทลาย เห็นใบหน้าของทหารราชสำนักที่เต็มไปด้วยความโลภ และเห็นหญิงสาวปริศนาที่หายไปในแสงสีฟ้า... หญิงสาวคนนั้นกำลังยืนอยู่ข้างๆ ร่างโปร่งแสงนี้!
“คุณ...” Anwen ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ลืมความกลัวไปชั่วขณะ “คุณคือคนเดียวกับที่หายไปใช่ไหม?”
ร่างนั้นไม่ตอบ แต่กลับยื่นมือที่สั่นเทาออกมาทางเธอ แผ่นจารึกในมือของ Anwen เริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าจนเธอต้องหยีตา ความร้อนทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหว ทันใดนั้น เสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ มันไม่ใช่เสียงจากรอยแยก แต่มันคือเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนที่กำลังตามลงมา!
“หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าของโรงเตี๊ยม!” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของนายทหารราชสำนักดังสะท้อนมาตามอุโมงค์ “วางสิ่งที่อยู่ในมือลงเดี๋ยวนี้ นี่คือทรัพย์สินของราชสำนัก Castellane!”
Anwen กัดฟันกรอด เธอหันกลับไปมองทางเข้าที่เธอก้าวลงมา เห็นเงาร่างของทหารในชุดเกราะเต็มยศกำลังรุดหน้าเข้ามาพร้อมกับคบไฟ แสงสีส้มจากคบไฟตัดกับแสงสีฟ้าเย็นเยือกของห้องโถงอย่างน่าประหลาด พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วย หรือมาเพื่อทำความเข้าใจ แต่มาเพื่อครอบครอง
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกคุณ!” Anwen ตะโกนกลับ ความกล้าหาญที่เกิดจากความโกรธแค้นต่อการบุกรุกบ้านของเธอทำให้เธอลืมความตื่นตระหนก “สิ่งที่อยู่ข้างล่างนี้ไม่ใช่สมบัติของใครทั้งนั้น แต่มันคือความลับที่พวกคุณไม่คู่ควรจะแตะต้อง!”
“อย่ามาทำเป็นอวดดี!” นายทหารคนหนึ่งตะโกนพร้อมกับชักดาบออกมา “ส่งจารึกนั่นมา แล้วเราจะถือว่าเจ้าแค่พลเมืองที่หลงทางมาช่วยงานราชการ!”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ร่างโปร่งแสงบนแท่นหินก็เริ่มส่งเสียง—ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูกของ Anwen แผ่นจารึกในมือของเธอเริ่มหมุนวนและส่องแสงเป็นลวดลายเดียวกับบนผนังห้องโถง ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทหารเหล่านั้นก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่การสั่นจากการทำงานของเครื่องจักร แต่มันคือการตอบสนองต่อการปะทะกันของพลังงาน
“ถอยออกไป!” Anwen ร้องเตือนเมื่อเห็นรอยแยกขนาดเล็กเริ่มปริแตกขึ้นรอบๆ แท่นหิน แต่ทหารเหล่านั้นกลับไม่ฟัง พวกเขากระโจนเข้าหาเธอด้วยความกระหายในอำนาจ
ในเสี้ยววินาทีที่ดาบเล่มแรกกำลังจะฟาดลงมา แสงสีฟ้าจากแผ่นจารึกก็ระเบิดออกเป็นคลื่นพลังงานวงกว้าง มันผลักร่างของทหารเหล่านั้นกระเด็นไปคนละทิศละทาง และในความสับสนวุ่นวายนั้น Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะลากเธอเข้าไปหาแท่นหิน ร่างโปร่งแสงนั้นยื่นมือมาแตะที่ปลายนิ้วของเธอ สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความเย็น แต่เป็นความรู้ที่ไหลบ่าเข้ามาในสมองของเธอเหมือนกระแสน้ำหลาก
ภาพของอาณาจักรที่ล่มสลาย ภาพของดวงดาวที่ร่วงหล่น และภาพของกุญแจที่ซ่อนอยู่ในเลือดของมนุษย์... ทุกอย่างถาโถมเข้ามาจนเธอแทบสิ้นสติ
“Anwen...” เสียงหนึ่งกระซิบข้างหูเธอ มันไม่ใช่เสียงของร่างโปร่งแสง แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคย... เสียงของหญิงสาวปริศนาคนนั้น “คุณต้องเลือก... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรต่อ แสงสว่างก็กลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเธอไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม และเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเธอเองที่ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
--- Anwen ลงลึกไปในรอยแยกจนพบกับห้องโถงเครื่องจักรโบราณและร่างโปร่งแสงลึกลับ ทว่าเธอต้องเผชิญหน้ากับทหารราชสำนักที่ตามลงมาเพื่อแย่งชิงแผ่นจารึก ท่ามกลางความขัดแย้ง พลังจากจารึกได้ระเบิดออกและส่งผ่านความทรงจำบางอย่างให้เธอ