ตอนที่ 136 — เสียงคำรามและเศษเสี้ยวแห่งเจตจำนง
ความสั่นสะเทือนไม่ได้มาในรูปแบบของคลื่นเสียงเพียงอย่างเดียว แต่มันมาในรูปแบบของความรู้สึกที่บดขยี้ลงบนกระดูกและโลหะที่หลอมรวมอยู่ในร่างของ Anwen แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงเสียจนซากปรักหักพังของเมืองหลวงที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้กลายเป็นเพียงฟันเฟืองที่หลุดออกจากวงจร พุ่งทะยานขึ้นมาปะทะกับท้องฟ้าที่บิดเบี้ยว แสงสีฟ้าจากการระเบิดของเครื่องจักรโบราณยังคงหลงเหลือเป็นไอระเหยจางๆ ในอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ของโอโซนและกลิ่นสนิมเหล็กที่เข้มข้นจนแทบจะรับรสได้บนปลายลิ้น
Anwen ยันกายขึ้นจากพื้นดินที่แตกร้าว มือข้างที่เป็นโลหะของเธอกระตุกสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ความร้อนระอุจากรอยจารึกที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมาแผ่ซ่านไปทั่วลำแขน มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง แต่มันคือความร้อนของพลังงานที่พยายามจะหาทางออกผ่านเนื้อเยื่อที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เธอหอบหายใจถี่ เสียงลมหายใจของเธอฟังดูเหมือนเสียงโลหะเสียดสีกันในลำคอ สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ท่ามกลางฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงซากตึก แต่มันคือความโกลาหลที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่าง
'มันตื่นขึ้นแล้ว...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านแรงสั่นสะเทือน
เบื้องล่างของซากเมืองหลวง พื้นดินที่เคยเป็นรากฐานของความเจริญกำลังแยกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเปลือกไข่ที่ถูกบดขยี้จากภายใน สิ่งที่พุ่งทะยานขึ้นมาไม่ใช่เพียงดินหรือหิน แต่เป็นกลไกขนาดมหึมาที่ดูเหมือนแขนขาของอสูรกายโลหะ มันเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่ขัดแย้งกัน—บางส่วนเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลราวกับสิ่งมีชีวิต และบางส่วนขยับเขยื้อนด้วยความแข็งทื่อและรุนแรงของฟันเฟืองที่ขาดการหยอดน้ำมัน เสียงคำรามที่ดังมาจากใต้ดินไม่ใช่เสียงร้องของสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงของเครื่องจักรที่ทำงานเกินขีดจำกัด เสียงโลหะกระทบโลหะที่ดังก้องกังวานจนทำให้แก้วหูแทบแตกสลาย
"หยุดนะ!" Anwen ตะโกนออกไป แม้เธอจะรู้ดีว่าไม่มีใครได้ยิน เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในพายุแห่งความโกลาหลทันที เธอพยายามรวบรวมสมาธิ มุ่งเน้นไปที่วัตถุปริศนาที่เธอเพิ่งค้นพบ มันสั่นสะเทือนอยู่ในมือของเธอ ตอบรับกับจังหวะการตื่นขึ้นของโลกใบนี้ ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของเครื่องจักรโบราณ
ทันใดนั้น เงาขนาดมหึมาที่เคยเคลื่อนที่อยู่บนฟากฟ้าก็เริ่มร่วงหล่นลงมา ภาคีระเบียบเหล็กไม่ได้มาเพียงเพื่อสังเกตการณ์อีกต่อไป พวกเขามาเพื่อ 'ชำระล้าง' แสงสว่างจากการระเบิดใต้ดินกลายเป็นเครื่องหมายนำทางชั้นดีสำหรับเหล่านักรบจักรกลที่ไร้ความรู้สึก พวกเขาพุ่งลงมาจากหมู่เมฆที่บิดเบี้ยวราวกับดาวตกสีเงินที่เย็นเยียบ แต่ละดวงทิ้งรอยแยกของมิติไว้เบื้องหลังเมื่อเคลื่อนผ่านอากาศ
Anwen เห็นร่างของนักรบระเบียบเหล็กคนหนึ่งร่วงลงมาใกล้ๆ เขาไม่ได้กระแทกพื้นด้วยความเจ็บปวด แต่กลับลงจอดอย่างมั่นคงด้วยขาที่เป็นกลไกไฮดรอลิก เสียงโลหะกระทบพื้นดัง ปัง! แข็งกร้าวและไร้ซึ่งความปรานี ชุดเกราะของเขาเป็นสีเงินขัดเงาที่สะท้อนแสงสีฟ้าจากรอยแยกมิติได้อย่างน่าสยดสยอง ใบหน้าของเขาถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็กที่ไม่มีช่องว่างให้ดวงตามองเห็น มีเพียงแสงสีแดงริบหรี่ที่กะพริบตามจังหวะการประมวลผล
"ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม... ระดับความโกลาหล: สูงเกินกำหนด... เริ่มกระบวนการชำระล้าง" เสียงสังเคราะห์ที่ไร้อารมณ์ดังออกมาจากตัวนักรบคนนั้น
Anwen รู้สึกได้ถึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่พุ่งพล่าน เธอไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยต้อนรับแขกผู้เหนื่อยล้าอีกต่อไป แต่ตอนนี้เธอคือ 'ตัวแปร' ที่ระเบียบต้องการลบทิ้ง เธอขยับกายหลบหลังซากเสาหินขนาดใหญ่ขณะที่นักรบระเบียบเหล็กคนนั้นชักดาบที่ทำจากแสงความเข้มสูงออกมา แสงนั้นตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวที่แสบแก้วหู
แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่การสั่น แต่มันคือการ 'ผลัก' พื้นดินรอบตัวเธอให้ลอยตัวขึ้น เศษซากอาคารและเครื่องจักรโบราณพุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุเหล็ก Anwen ต้องใช้พลังจากรอยจารึกในร่างเพื่อสร้างสนามพลังงานจางๆ ขึ้นมาปกป้องตัวเอง เธอรู้สึกถึงแรงกดดันที่บีบคั้นร่างกายครึ่งโลหะของเธอ มันเหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะบดขยี้เธอให้กลายเป็นผงเหล็ก
ในจังหวะที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา Anwen ก็ได้เห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความตกตะลึง แขนกลขนาดมหึมาที่พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกใต้ดินไม่ได้โจมตีเธอ แต่มันกลับตวัดผ่านร่างของนักรบระเบียบเหล็กคนนั้น ราวกับพยายามจะกวาดล้างสิ่งแปลกปลอมที่มารบกวนการตื่นขึ้นของมัน การปะทะกันระหว่าง 'ระเบียบ' ที่พยายามจะควบคุม และ 'เครื่องจักรโบราณ' ที่กำลังคลั่ง สร้างคลื่นกระแทกที่ทำให้ทุกอย่างรอบข้างกลายเป็นเพียงภาพเบลอ
เธอล้มลงกับพื้น มองดูความพินาศที่อยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่สั่นเครือ ความจริงที่เธอเริ่มตระหนักคือ โลกใบนี้ไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่มันกำลัง 'เปลี่ยนผ่าน' และเธอก็เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ที่กำลังถูกบดขยี้ในรอยต่อของยุคสมัย
เสียงคำรามใต้ดินดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มันยาวนานและลึกซึ้งกว่าเดิม ราวกับเสียงร้องไห้ของสิ่งที่ถูกขังมานานแสนนาน Anwen รู้สึกได้ว่าวัตถุปริศนาในมือของเธอเริ่มเรืองแสงสีทองจางๆ มันไม่ได้ตอบรับความโกลาหล แต่มันกำลังพยายามจะ 'ถักทอ' สิ่งที่แตกสลายให้เข้าด้วยกัน
"ฉันจะไม่ยอมให้มันจบลงแบบนี้..." เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยเจตจำนงที่แข็งแกร่งกว่าโลหะชนิดใดในโลกนี้
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ปลายสายตา ท่ามกลางฝุ่นควันและแสงสีฟ้าที่วูบวาบ ร่างหนึ่งกำลังเดินฝ่าพายุแห่งความโกลาหลออกมาอย่างช้าๆ ร่างนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยจังหวะของเครื่องจักร และไม่ได้สั่นไหวด้วยแรงสั่นสะเทือนของมิติ แต่มันเดินอย่างมั่นคงราวกับกำลังเดินอยู่ในสวนหลังโรงเตี๊ยมอันเงียบสงบของเธอ
Anwen พยายามจะตะโกนเรียก แต่ความเจ็บปวดจากรอยจารึกในร่างกลับพุ่งขึ้นมาจนเธอต้องกัดฟันแน่น ร่างนั้นหยุดลงห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว แสงสว่างที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นทำให้ความมืดมิดรอบข้างดูจางหายไป และในวินาทีนั้นเองที่เธอได้เห็น... ว่าใบหน้านั้นคือใบหน้าของเธอเอง แต่เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงบอย่างที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน
ก่อนที่เธอจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ระเบิดขึ้นจากใจกลางเมืองหลวง พื้นดินแยกออกเป็นเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง และแรงดึงดูดมหาศาลก็เริ่มฉุดกระชากทุกสิ่งลงไปสู่ความมืดมิดนั้น
--- Anwen ต้องเผชิญกับการปะทะกันระหว่างภาคีระเบียบเหล็กและเครื่องจักรโบราณที่ตื่นขึ้นจากใต้ดิน ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าโลก เธอได้พบกับร่างปริศนาที่ดูคล้ายตนเองก่อนจะถูกแรงดึงดูดมหาศาลฉุดลงสู่เหวแห่งมิติ