ตอนที่ 125 — เศษเสี้ยวที่หลอมรวมและพายุแห่งการแตกสลาย
ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยผิวหนังเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ซึมลึกเข้าไปในแก่นกลางของตัวตน Anwen รู้สึกได้ถึงมัน—แรงบีบอัดมหาศาลที่กำลังฉีกกระชากมิติรอบกายให้กลายเป็นเศษกระจกที่มองไม่เห็น ร่างกึ่งโลหะของเธอสั่นระริกราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนตึงเป๊ะ เสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกอัดแน่นด้วยพลังงานจากทั้งฟากฟ้าและใต้ดินดังระงมจนกลายเป็นเสียงคำรามที่ไร้ทิศทาง
เบื้องบน เงายักษ์แห่งระเบียบแผ่ขยายครอบคลุมผืนฟ้าประหนึ่งม่านเหล็กที่กำลังจะตกลงมาบดขยี้โลกให้แบนราบ แสงสว่างสีขาวโพลนที่เย็นชาและไร้ความปรานีพยายามจะจัดระเบียบความโกลาหลให้กลายเป็นเส้นตรงที่ตายตัว ส่วนเบื้องล่าง พลังงานจากแกนกลางที่พุ่งขึ้นมาดั่งคลื่นยักษ์กลับเต็มไปด้วยจังหวะที่บ้าคลั่งและดิบเถื่อน มันคือแรงขับเคลื่อนที่ต้องการจะปลดปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามสัญชาตญาณแห่งการก่อกำเนิดใหม่ที่ไร้การควบคุม
Anwen ยืนอยู่ตรงกลาง รอยจารึกบนร่างกายของเธอกำลังเรืองแสงอย่างรุนแรงจนมองเห็นเป็นเส้นเลือดสีทองที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังโลหะ ทุกครั้งที่พลังงานทั้งสองขั้วปะทะกัน ร่างกายของเธอจะถูกกระชากไปมาเหมือนตุ๊กตาที่ถูกเชือกที่มองไม่เห็นดึงรั้ง ความทรงจำของเธอ—ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นขนมปังอบใหม่ในโรงเตี๊ยม เสียงหัวเราะของ Fin หรือแม้แต่ความหงุดหงิดของ Granny Nessa—กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้จิตวิญญาณของเธอไม่แตกสลายไปตามมิติที่ร้าวราน
"อย่า... อย่าเพิ่งจบลงแบบนี้..." เธอเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่ข้อต่อโลหะและเนื้อเยื่อที่เหลืออยู่
ทันใดนั้น แรงกดดันก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด มิติรอบตัวเธอเริ่มปริแตก แสงสีฟ้าและสีทองปะทะกันเกิดเป็นระเบิดย่อยๆ ที่ส่งคลื่นกระแทกเข้าใส่ร่างของเธอ Anwen รู้สึกได้ว่าความว่างเปล่ากำลังพยายามจะแทรกซึมเข้ามาในช่องว่างระหว่างเซลล์และฟันเฟือง เธอต้องตัดสินใจ—หากเธอปล่อยให้พลังทั้งสองทำลายกันเอง เธอจะถูกกลืนกินไปพร้อมกับความพินาศ แต่หากเธอพยายามจะต้านทานด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ร่างกายของเธอก็จะแตกสลายเป็นผุยผง
เธอหลับตาลง พยายามดิ่งลึกลงไปในห้วงแห่งความทรงจำที่บิดเบี้ยว เธอไม่ได้มองหาความสงบ แต่มองหา 'ความไม่สมบูรณ์' เธอหยิบเอาความโกลาหลที่เธอเป็น—ความโกลาหลที่เกิดจากความรัก ความโกรธ และความปรารถนาของมนุษย์—ขึ้นมาเป็นโล่ เธอเริ่มถักทอเศษเสี้ยวของอารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านั้นเข้ากับรอยจารึกในร่าง พลังงานที่เคยพุ่งเข้าหาเธออย่างตรงไปตรงมาเริ่มถูกเบี่ยงเบนด้วยจังหวะที่คาดเดาไม่ได้ของมนุษย์
เสียงคำรามจากใต้ดินเปลี่ยนจังหวะจากการกระแทกอย่างบ้าคลั่ง กลายเป็นการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและไม่เป็นระเบียบ ขณะที่แสงจากฟากฟ้าที่เคยเป็นเส้นตรงกลับเริ่มบิดโค้งไปตามกระแสความทรงจำที่เธอส่งออกไป
แต่การกระทำนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ร่างกายกึ่งโลหะของเธอเริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการรับภาระที่เกินขีดจำกัด แสงสีทองจากรอยจารึกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำที่ดูสับสนและทรงพลัง แรงบีบอัดไม่ได้หายไป แต่มันถูกเปลี่ยนรูปแบบจากการ 'บดขยี้' เป็นการ 'หลอมรวม' อย่างรุนแรง
ในจังหวะที่มิติกำลังจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ Anwen สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แปลกปลอม—มันไม่ใช่ทั้งระเบียบจากฟากฟ้าและไม่ใช่ทั้งพลังดิบจากใต้ดิน แต่มันคือ 'ช่องว่าง' ที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันของสองขั้วอำนาจ เธอพยายามจะแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างนั้น ใช้ความทรงจำที่แปรปรวนเป็นกาวเชื่อมประสานรอยร้าวของมิติ
"ถ้าโลกนี้ต้องการสมดุล... ฉันจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง แม้ว่ามันจะเป็นสมดุลที่เปราะบางเพียงใดก็ตาม!"
เสียงของเธอหายไปในพายุพลังงาน ทันใดนั้น แสงสว่างวาบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเห็นก็ระเบิดออกมาจากจุดศูนย์กลางของร่างกายเธอ มันไม่ใช่การระเบิดเพื่อทำลาย แต่เป็นการระเบิดเพื่อขยายขอบเขตของตัวตนเธอออกไปครอบคลุมพื้นที่ที่มิติกำลังจะแตกสลาย
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก่อนที่สติจะเลือนลาง คือมิติที่เคยเป็นเส้นตรงและระเบียบที่แข็งทื่อ กำลังถูกความโกลาหลของเธอถักทอให้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่บิดเบี้ยว ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เธอสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่ง—เงาร่างที่ไม่ได้มาจากทั้งฟากฟ้าหรือใต้ดิน แต่มันกำลังเฝ้ามองเธออยู่จาก 'ข้างนอก' ของความจริงที่กำลังพังทลายนี้
ร่างของ Anwen ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ทิ้งไว้เพียงแรงสั่นสะเทือนที่บอกว่าโลกใบเก่าได้ตายจากไปแล้ว และโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้น... มันคือสิ่งที่ไม่มีใครเคยจินตนาการถึง
--- Anwen ใช้พลังแห่งความทรงจำที่แปรปรวนเพื่อแทรกแซงการปะทะกันระหว่างพลังจากฟากฟ้าและใต้ดิน โดยพยายามเปลี่ยนแรงบดขยี้ให้กลายเป็นการหลอมรวมที่สร้างสมดุลใหม่ แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงตัวตนลึกลับที่เฝ้ามองเธออยู่จากนอกขอบเขตแห่งความจริง