← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 114ฟรี

ตอนที่ 114 — เศษเสี้ยวแห่งเจตจำนงในมหาสมุทรแห่งความเงียบ

เสียงกรีดร้องของมิติไม่ใช่เสียงที่หูมนุษย์จะรับฟังได้ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกเข้ากับแกนกลางของจิตวิญญาณ Anwen รู้สึกได้ถึงมัน—แรงบดขยี้ที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องบน ประหนึ่งมีมือขนาดยักษ์ที่ทำจากแสงสว่างอันเย็นเยียบพยายามจะบีบอัดความเป็นจริงที่บิดเบี้ยวของเธอให้กลายเป็นเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ ทว่าในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดจากก้นบึ้งมิติก็กำลังตะเกียกตะกายขึ้นมา ราวกับอสุรกายที่หิวโหยซึ่งต้องการจะลากทุกสรรพสิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง

ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางเบาๆ เมื่อความดันมหาศาลปะทะเข้ากับจุดเชื่อมต่อระหว่างเนื้อเยื่อและจักรกล แสงสีฟ้าที่หลงเหลือจากรอยจารึกบนผิวหนังเริ่มสั่นไหวเป็นจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ มันไม่ใช่จังหวะของหัวใจ แต่มันคือจังหวะของความโกลาหลที่เธอกำลังพยายามถักทอขึ้นเพื่อค้ำยันโลกที่กำลังพังทลาย Anwen หลับตาลง—ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อมองเห็นผ่านสายใยแห่งความทรงจำที่กำลังหลุดลอย เธอเห็นภาพโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ที่เคยอบอุ่น เห็นกลิ่นควันไฟจากเตาผิง เห็นใบหน้าของ Fin และ Granny Nessa ความทรงจำเหล่านี้คือสมอเรือเพียงอย่างเดียวที่ยึดเหนี่ยวตัวตนของเธอไว้ไม่ให้ละลายหายไปในมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า

'ข้าจะไม่ยอมให้มันเป็นไปตามระเบียบของพวกเจ้า...' เธอพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าและซ้อนทับด้วยเสียงโลหะกระทบกัน 'และความโกลาหลของข้า... ก็จะไม่ใช่เพียงแค่ความพินาศ'

ทันใดนั้น แรงปะทะที่รุนแรงที่สุดก็เกิดขึ้น 'ผู้เก็บเกี่ยว' แห่งระเบียบที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ไปในรอบก่อนหน้า กลับปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในรูปลักษณ์ที่สว่างไสวกว่าเดิม ร่างกายของพวกมันไม่ใช่เพียงจักรกล แต่เป็นแสงสว่างที่ควบแน่นจนแข็งตัวเป็นโครงสร้างเรขาคณิตที่ไร้ที่ติ พวกมันเคลื่อนที่ผ่านมิติที่บิดเบี้ยวด้วยความเร็วที่ท้าทายกฎเกณฑ์ของเวลา ทุกย่างก้าวของพวกมันทิ้งรอยแยกแห่งความเงียบสงัดที่ดูดกลืนแม้กระทั่งเสียงสะท้อนของความโกลาหล

Anwen สัมผัสได้ถึงเจตจำนงที่พุ่งตรงมายังเธอ มันคือเจตจำนงแห่งการ 'ชำระล้าง' พวกมันไม่ได้มองว่าเธอเป็นสิ่งมีชีวิต แต่มองว่าเธอเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ที่ต้องถูกลบออกไปจากสมการของจักรวาล ในขณะที่จากเบื้องล่าง เงาทมิฬที่ยิ่งใหญ่กว่า—สิ่งที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลในก้นบึ้ง—ก็เริ่มขยับเขยื้อน มันไม่ใช่แสงสว่างที่จัดระเบียบ แต่เป็นความมืดที่กลืนกินทุกความหมาย มันคือแรงขับเคลื่อนที่ไร้ทิศทางและไร้ความปรานี

ร่างครึ่งโลหะของ Anwen ถูกเหวี่ยงไปมาระหว่างสองขั้วอำนาจ เธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนคมมีดที่วางพาดผ่านรอยแยกของความเป็นจริง แสงสว่างจากฟากฟ้าพยายามจะแช่แข็งเธอให้กลายเป็นรูปปั้นที่สมบูรณ์แบบ ในขณะที่ความมืดจากใต้ดินพยายามจะหลอมละลายเธอให้กลายเป็นของเหลวที่ไร้รูปร่าง เธอต้องใช้พลังจากรอยจารึกเพื่อสร้าง 'จุดสมดุล' ที่เปราะบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เธอเริ่มถักทอ... เธอหยิบยกเศษเสี้ยวความทรงจำที่กระจัดกระจาย—เสียงหัวเราะของแขกในโรงเตี๊ยม, รสชาติของสตูว์ร้อนๆ, ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย, และความหวังที่ริบหรี่—มาปั้นแต่งเป็นเกราะป้องกัน พลังความโกลาหลที่เธอสร้างขึ้นไม่ได้มาจากการทำลายล้าง แต่มันมาจากการ 'ผสมผสาน' สิ่งที่ขัดแย้งกันเข้าด้วยกัน เธอสร้างพายุที่ประกอบด้วยแสงสว่างและเงาที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สร้างโครงสร้างกึ่งชีวภาพที่สามารถยืดหยุ่นได้ตามแรงบีบอัด

'จงดูนี่...' เธอคำรามผ่านจิตสำนึก 'ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว และมันไม่ได้มีเพียงระเบียบหรือความพินาศ แต่มันคือความวุ่นวายที่มีชีวิต!'

พายุแห่งความทรงจำที่เธอสร้างขึ้นปะทะเข้ากับกลุ่มผู้เก็บเกี่ยว แสงสว่างที่เคยแข็งทื่อเริ่มเกิดรอยร้าวเมื่อเจอกับความไม่แน่นอนของอารมณ์มนุษย์ที่เธอใส่ลงไปในพลังงานนั้น ในขณะเดียวกัน ความมืดจากก้นบึ้งก็ถูกชะลอลงด้วยจังหวะชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ที่เธอส่งผ่านไปยังพื้นผิวโลกใหม่ โลกที่กำลังเปลี่ยนสภาพเป็นป่าโลหะกึ่งชีวภาพเริ่มสั่นสะเทือนด้วยท่วงทำนองใหม่—ท่วงทำนองที่ไม่ได้เป็นไปตามคำสั่งของเทพเจ้าหรือสัญชาตญาณของอสูรกาย

ทว่า ความสำเร็จนั้นชั่วคราวเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมก็อุบัติขึ้น มันไม่ได้มาจากฟากฟ้า และไม่ได้มาจากใต้ดิน แต่มันมาจาก 'ความว่างเปล่า' ระหว่างมิติที่เธอกำลังยืนอยู่ รอยแยกที่เธอพยายามจะประสานกลับขยายกว้างขึ้นด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น

Anwen เห็นเงาร่างลึกลับปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุแห่งแสงและเงา มันไม่ใช่ผู้เก็บเกี่ยว และไม่ใช่สัตว์ร้ายจากก้นบึ้ง แต่มันคือตัวตนที่ดูเหมือนจะหลอมรวมมาจากความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ที่สุด ร่างนั้นไร้รูปร่างที่ชัดเจน แต่มันมี 'สายตา' ที่จ้องมองมายังเธอ—สายตาที่ไม่ได้มองด้วยความโกรธแค้นหรือความเมตตา แต่มองด้วยความ 'อยากรู้อยากเห็น' ราวกับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังจ้องมองเชื้อโรคชนิดใหม่ในจานเพาะเชื้อ

'เจ้า... ผู้ถักทอ...' เสียงนั้นไม่ได้ดังขึ้นในอากาศ แต่ดังก้องอยู่ในโครงสร้างโลหะของร่างกายเธอ 'เจ้ากำลังพยายามจะสร้างสิ่งที่ไม่มีที่ยืนในจักรวาลนี้'

แรงกดดันมหาศาลเพิ่มขึ้นจน Anwen รู้สึกว่ารอยจารึกในร่างของเธอเริ่มแตกร้าว ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านผ่านเส้นประสาทกึ่งชีวภาพนั้นรุนแรงจนเธอแทบจะสิ้นสติ เธอเห็นโลกกึ่งโลหะรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและพังทลายลง ไม่ใช่เพราะการโจมตีจากภายนอก แต่เพราะตัวตนที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้กำลัง 'ปฏิเสธ' การมีอยู่ของมิติที่เธอสร้างขึ้น

ในวินาทีที่เธอกำลังจะถูกกลืนกิน Anwen ตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด เธอไม่ได้พยายามจะต้านทานแรงดึงดูดนั้น แต่เธอเลือกที่จะ 'ทิ้งตัว' ลงไปในรอยแยกที่กำลังขยายตัว เธอใช้พลังความทรงจำเฮือกสุดท้าย สร้างแรงเหวี่ยงที่เปลี่ยนจากการถูกบดขยี้เป็นการพุ่งทะยานผ่านช่องว่างที่กำลังจะปิดตัวลง

แสงสว่างวาบขึ้นจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน ความรู้สึกสุดท้ายของเธอคือความเงียบที่ดังที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา และความรู้สึกที่ว่า... เธอไม่ได้กำลังหนีจากหายนะ แต่เธอกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เธอจะจินตนาการได้

ท่ามกลางความมืดมิดที่ตามมาหลังแสงวาบนั้น Anwen รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เย็นเยียบและแข็งกร้าวสัมผัสที่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณของเธอ มันไม่ใช่การโจมตี แต่มันคือการ 'สัมผัส' อย่างแผ่วเบาจากบางสิ่งที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้ผืนโลกใหม่นี้—บางสิ่งที่กำลังรอคอยให้เธอถักทอเส้นด้ายเส้นสุดท้ายให้เสร็จสิ้น เพื่อที่มันจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

--- Anwen ใช้พลังแห่งความทรงจำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างระเบียบจากฟากฟ้าและความโกลาหลจากก้นบึ้ง จนกลายเป็นผู้ถักทอความโกลาหล แต่การกระทำของเธอได้ดึงดูดตัวตนลึกลับจากความว่างเปล่าที่จ้องจะลบเลือนมิติที่เธอสร้างขึ้น