← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 92ฟรี

ตอนที่ 92 — พิมพ์เขียวแห่งความวิปริต

แสงสีเทาหม่นของยามเช้าในเดือนออลเดอร์ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ แต่มันกลับดูเหมือนฝุ่นผงที่ลอยค้างอยู่ในอากาศที่หยุดนิ่ง อัลดริกสัมผัสได้ถึงมัน—ไม่ใช่ผ่านสายตา แต่ผ่านความรู้สึกที่แปลกปลอมซึ่งกำลังกัดกินพื้นที่ว่างเปล่าในจิตใจของเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่มนุษย์รู้จัก แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีรอยเข็มเล็กๆ นับพันกำลังเย็บปักถักร้อยลงบนความว่างเปล่าที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อกักขังหายนะ

ในความมืดมิดที่เคยเป็นเพียงสุญญากาศเพื่อรักษาความสมดุล บัดนี้กลับมี 'รูปร่าง' กำลังก่อตัวขึ้น สิ่งลี้ลับไม่ได้พยายามจะพังประตูเข้ามาอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลัง 'เป็น' ส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหม่ที่อัลดริกสร้างไว้ มันใช้เศษเสี้ยวของความทรงจำที่เหลืออยู่—ความรู้สึกถึงกลิ่นข้าวที่เพิ่งสีเสร็จ กลิ่นฝนจางๆ บนถนนลูกรัง หรือแม้แต่ความขมปร่าของรสชาติกาแฟยามเช้า—มาเป็นเชื้อไฟในการถักทอตัวตนใหม่ขึ้นมาในมิติที่ซ้อนทับ

'เจ้ากำลังทำให้มันง่ายเกินไป อัลดริก' เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้น ไม่ได้มาจากหู แต่ดังขึ้นจากกึ่งกลางของจิตสำนึกที่กำลังสลายตัว 'ความพยายามที่จะเป็นกรงขังที่สมบูรณ์แบบ คือการสร้างพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้แก่เรา'

อัลดริกพยายามจะขยับตัว แต่เขาไม่มีร่างกายให้ขยับอีกต่อไป เขาเป็นเพียงกระแสธารแห่งเจตจำนงที่พยายามจะคงความเที่ยงตรงไว้ท่ามกลางพายุแห่งความบิดเบี้ยว เขาเห็นภาพสะท้อนของโอ๊คเมียร์เบื้องบนผ่านรอยร้าวที่เขากลายเป็นส่วนหนึ่ง เมืองที่เขารักกำลังสั่นไหวด้วยความผิดปกติที่ไม่มีใครมองเห็นด้วยตาเปล่า ท้องฟ้าเหนือเมืองดูเหมือนจะมีระลอกคลื่นจางๆ กระเพื่อมอยู่เหมือนผิวน้ำที่ถูกก้อนหินโยนใส่ แต่นั่นเป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมจากการที่ 'แม่พิมพ์' กำลังถูกสร้างขึ้นในตัวเขา

ความตึงเครียดที่โอ๊คเมียร์พุ่งสูงขึ้นจนเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ของชาวเมือง ความหวาดกลัวที่แฝงมากับข่าวลือเรื่องราชสำนักที่ส่งคนมาตรวจสอบบัญชีและภาษีอย่างผิดปกติ ความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นตามท้องถนนหลวง ราวกับว่าความไม่มั่นคงในโลกเบื้องบนกำลังไหลทะลักลงมาตามรอยแยกของมิติเพื่อมาสมทบกับความไม่มั่นคงในตัวเขา

ทันใดนั้น ความรู้สึกถึง 'สายตา' ก็กดทับลงมา มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ และไม่ใช่สายตาของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่เฝ้ามองด้วยความระแวดระวัง แต่มันคือสายตาของ 'สิ่งนั้น' ที่กำลังใช้ร่างจำลองจากความทรงจำของเขาพยายามจะแทรกซึมออกไป

'ดูนั่นสิ...' เสียงกระซิบแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้ง 'ภาพลักษณ์ของลอร์ดผู้ซื่อตรง... ความเที่ยงตรงที่ไร้ความรู้สึก... ช่างเป็นพิมพ์เขียวที่งดงามเหลือเกินสำหรับสิ่งที่จะมาแทนที่ความจริง'

อัลดริกเห็นภาพของตัวเองในมิติเบื้องบน—ไม่ใช่ในฐานะชายวัยกลางคนผู้เหนื่อยล้า แต่ในฐานะเงาร่างที่บิดเบี้ยวซึ่งกำลังก้าวเดินออกจากรอยแยก เงาร่างนั้นมีใบหน้าที่ดูคล้ายเขา แต่ดวงตากลับเป็นหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง และทุกย่างก้าวที่เงาร่างนั้นเหยียบลงบนพื้นดินของโอ๊คเมียร์ ความเป็นจริงรอบข้างจะเริ่มบิดเบี้ยวตาม มันคือการสร้าง 'ตัวตนใหม่' โดยใช้ความว่างเปล่าของเขาเป็นแม่พิมพ์

เขาพยายามจะต้านทานด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของสุญญากาศ แต่ยิ่งเขาพยายามกดทับมันมากเท่าไหร่ ความบิดเบี้ยวก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เพราะความพยายามนั้นคือ 'อารมณ์' อย่างหนึ่ง—ความดื้อรั้น ความหวังที่จะปกป้อง—และอารมณ์คือวัตถุดิบชั้นดีที่สิ่งลี้ลับต้องการในการเติมเต็มพิมพ์เขียวนี้

ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องบน เซอร์กัลเลนกำลังเคลื่อนไหวราวกับนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ เขาไม่ได้มาเพื่อหยุดยั้งรอยแยก แต่มาเพื่อ 'วัดขนาด' ของมัน เขาต้องการรู้ว่าความบิดเบี้ยวที่อัลดริกสร้างขึ้นจะสามารถนำมาแปรรูปเป็นอำนาจเหนือมิติเพื่อเสริมบารมีให้แก่ราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ได้มากน้อยเพียงใด สำหรับกัลเลน อัลดริกไม่ใช่ผู้พิทักษ์ แต่เป็นเพียงทรัพยากรที่รอการสกัดเอาคุณค่าออกมา

ความขัดแย้งระหว่างเจตจำนงของอัลดริกที่ต้องการ 'กักเก็บ' กับเจตจำนงของสิ่งลี้ลับที่ต้องการ 'สร้างตัวตน' และเจตจำนงของราชสำนักที่ต้องการ 'ตักตวง' กำลังทำให้โครงสร้างมิติในโอ๊คเมียร์สั่นคลอนอย่างรุนแรง อัลดริกรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่บีบอัดเขาจากทุกทิศทาง

เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า การสู้กับมันด้วยการเป็นกรงขังนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกรงขังย่อมมีรูปร่าง และรูปร่างย่อมมีช่องว่าง และช่องว่างนั้นเองคือทางเข้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

'หากข้าไม่อาจเป็นกรงขังที่สมบูรณ์ได้...' เขาคิดด้วยจิตสำนึกที่เริ่มแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ 'ข้าจะต้องเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า... สิ่งที่แม้แต่พวกเจ้าก็ไม่อาจใช้เป็นพิมพ์เขียวได้'

แต่คำพูดนั้นดูเหมือนจะสายเกินไป เมื่อรอยร้าวในจิตใจของเขาเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นจนเห็นแสงสีประหลาดที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือโอ๊คเมียร์ เป็นแสงที่ไม่ใช่แสงสว่าง แต่เป็นแสงที่กลืนกินแสงสว่าง เป็นจุดเริ่มต้นของความวิปริตที่จะเปลี่ยนนิยามของคำว่า 'ความจริง' ไปตลอดกาล

--- อัลดริกตระหนักว่าความพยายามในการเป็นกรงขังของเขากลายเป็นพิมพ์เขียวให้สิ่งลี้ลับใช้สร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน ท่ามกลางความโลภของราชสำนักและการเฝ้ามองของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม