← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 88ฟรี

ตอนที่ 88 — ความจริงที่บิดเบี้ยวและเงามืดที่ถักทอ

ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่อัลดริกโหยหาอีกต่อไป แต่มันคือศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะในความเงียบนั้น เขาจะได้ยินเสียงกระซิบของความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินแก่นแทลของเขา แสงสว่างในมิติที่ซ้อนทับกันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันให้ความรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ราวกับว่าทุกอณูของอากาศรอบตัวเขากำลังสั่นไหวด้วยความถี่ที่มนุษย์ไม่ควรได้ยิน เขาไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นดินของโอ๊คเมียร์อีกต่อไป แต่เขากำลังลอยคว้างอยู่ในรอยต่อระหว่างความจริงที่กำลังพังทลายกับสุญญากาศที่พยายามจะกลืนกินเขาเข้าไป

ในห้วงสำนึกที่เริ่มจางหาย อัลดริกรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิ แต่มาจากความไร้ความรู้สึกที่สิ่งลี้ลับกำลังพยายามยัดเยียดให้เขา รอยร้าวที่เกิดขึ้นในตัวตนของเขา—รอยร้าวที่เกิดจากการพยายามเป็นสะพานเชื่อมโยง—กำลังขยายตัวออกเหมือนแผ่นน้ำแข็งที่แตกสลายภายใต้แรงกดดันมหาศาล ทุกครั้งที่เขารู้สึกถึงเศษเสี้ยวของอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความโหยหาบ้าน หรือความเหนื่อยล้าจากการแบกรับชะตากรรมของโลก สิ่งลี้ลับจะพุ่งเข้าหาความรู้สึกนั้นทันที ราวกับนักล่าที่ได้กลิ่นเลือด มันไม่ได้ต้องการทำลายเขาในทันที แต่มันกำลัง ‘เรียนรู้’ เขา มันกำลังใช้ความเจ็บปวดที่เขายังหลงเหลืออยู่เป็นพิมพ์เขียวเพื่อสร้างรูปทรงของมันเองในโลกเบื้องบน

“เจ้าเห็นไหม...” เสียงหนึ่งดังขึ้นในมโนสำนึก มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของความว่างเปล่า “ความพยายามที่จะรักษาความสมดุล คือการสร้างความไม่สมบูรณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

อัลดริกพยายามจะปฏิเสธ แต่มันยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธเมื่อความจริงเบื้องหน้ากำลังแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เขาพยายามกักเก็บไว้ในตัวเขานั้น ไม่ได้เป็นเพียงกรงขัง แต่มันคือเตาหลอม ความบิดเบี้ยวที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบพลังงาน กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับสิ่งที่อยู่ภายนอก ในขณะที่เขากำลังพยายามประคองสมดุลระหว่างโลกสองใบ สิ่งลี้ลับกลับใช้ช่องว่างที่เขาเปิดไว้เพื่อถักทอ 'ตัวตนใหม่' ขึ้นมา มันไม่ได้เป็นเพียงเงา แต่มันกำลังมีน้ำหนัก มีมิติ และกำลังเริ่มแทรกซึมผ่านรอยแยกของความจริงเข้าสู่โอ๊คเมียร์ผ่านทางจิตของเขา

ภาพของโอ๊คเมียร์ที่เขาเคยรู้จัก—ภาพของโรงสีที่เต็มไปด้วยฝุ่นแป้ง กลิ่นขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ และเสียงหัวเราะแห้งๆ ของคาเอล—เริ่มบิดเบี้ยวไปจากเดิม ในมิตินี้ โอ๊คเมียร์ดูเหมือนเมืองที่ถูกฉาบด้วยสีเทาหม่น ท้องฟ้าเหนือเมืองไม่ใช่สีครามหรือสีดำของราตรีกาล แต่เป็นสีของรอยแยกที่กำลังลามเลียขอบฟ้า แสงสว่างที่สาดส่องลงมาเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน ราวกับหัวใจของโลกกำลังเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง

ความตึงเครียดในโลกเบื้องบนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่เขาไม่อาจคาดเดาได้ การมาเยือนของราชสำนักที่เคยเป็นเพียงความกังวลเรื่องการเมือง บัดนี้กลายเป็นความตื่นตระหนกต่อความผิดปกติทางมิติ เซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบเพียงแค่ความมั่นคงของดินแดนอีกต่อไป แต่พวกเขามาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า กฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และมิติที่พวกเขาเคยเชื่อถือ กำลังถูกสั่นคลอนโดย 'สิ่งแปลกปลอม' ที่ชื่อว่าอัลดริก

อัลดริกสัมผัสได้ถึงสายตาที่เฝ้ามองมาจากความมืด—สายตาของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) พวกเขาไม่ได้มองเขาด้วยความเมตตา แต่มองเขาด้วยสายตาของผู้ที่เห็นรอยร้าวในโครงสร้างของจักรวาล สำหรับพวกเขา อัลดริกไม่ใช่ฮีโร่ผู้เสียสละ แต่เขาคือ 'จุดบกพร่อง' (Anomaly) ที่ต้องถูกกำจัดทิ้งก่อนที่ความผิดพลาดนี้จะขยายตัวจนเกินเยียวยา

“ข้าคืออะไรกันแน่...” อัลดริกถามความว่างเปล่าในใจ แต่คำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบที่สั่นสะเทือน ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของเขากำลังถูกลอกออกทีละชั้น เหมือนการลอกเปลือกหัวหอมที่ไม่มีแกนกลางให้เห็นอีกต่อไป เขาเริ่มไม่แน่ใจว่า ความเจ็บปวดที่เขารู้สึกอยู่ตอนนี้ เป็นความเจ็บปวดของเขาเอง หรือเป็นเพียงการเลียนแบบอารมณ์ที่สิ่งลี้ลับกำลังใช้เพื่อสร้างตัวตนของมันขึ้นมา

ทันใดนั้น ความบิดเบี้ยวในจิตใจก็รุนแรงขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่รอยแยกในมิติเบื้องบนขยายกว้างขึ้น เขาเห็นภาพความจริงที่ถูกบิดเบือน: โรงสีที่กลายเป็นกรงขังแห่งเงา, ตาชั่งหลวงที่กลายเป็นเข็มทิศที่ชี้ไปยังความว่างเปล่า, และใบหน้าของคนในเมืองที่กลายเป็นหน้ากากที่ไร้ความรู้สึก ทุกอย่างกำลังถูกเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะใหม่ สภาวะที่ความเที่ยงตรงไม่มีความหมาย เพราะความจริงเองก็ไม่สามารถคงรูปอยู่ได้อีกต่อไป

เขารู้ดีว่าสงครามที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนสมรภูมิด้วยดาบและโล่ แต่มันกำลังเกิดขึ้นในรอยแยกเล็กๆ ภายในจิตใจของเขา สงครามเพื่อแย่งชิงนิยามของ 'ความจริง' ระหว่างเจตจำนงของมนุษย์ที่พยายามจะรักษาสมดุล กับเจตจำนงของสิ่งลี้ลับที่ต้องการจะเปลี่ยนความจริงให้กลายเป็นเพียงความฝันที่บิดเบี้ยว

และในความสับสนอลมานนั้น อัลดริกตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลตาชั่งอีกต่อไป แต่เขาคือตาชั่งเองเสียด้วยซ้ำ—ตาชั่งที่กำลังเอียงไปสู่ความว่างเปล่า และเขากำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะรักษาสมดุลนั้นไว้ แม้ว่ามันจะหมายถึงการแตกสลายของตัวตนอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

แสงสว่างสีม่วงประหลาดวาบขึ้นในรอยแยกเบื้องหน้าเขา พร้อมกับเสียงกรีดร้องของมิติที่ถูกฉีกขาด อัลดริกหลับตาลงเพื่อหลบเลี่ยงความจริงที่กำลังถาโถม แต่ในความมืดมิดนั้น เขากลับเห็นดวงตาขนาดมหึมาของบางสิ่งกำลังจ้องมองเขาผ่านรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นเอง... ดวงตาที่ไม่ได้มาจากโลกนี้ และไม่ได้มาจากโลกเบื้องล่าง แต่เป็นดวงตาที่กำลังจ้องมองมาจากความจริงที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่

--- อัลดริกเผชิญกับการสูญเสียตัวตนอย่างสมบูรณ์ขณะที่รอยร้าวในจิตใจของเขากลายเป็นช่องทางให้สิ่งลี้ลับสร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน ท่ามกลางการเฝ้ามองอย่างไม่ไว้วางใจของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมและราชสำนักที่เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติของมิติ